ฤดูฝนที่ต่างกัน
เสียงฝนตกกระทบกระจกหน้าต่างในห้องสมุดมหาวิทยาลัยเป็นเหมือนดนตรีกล่อมโลกให้เงียบลง นนท์นั่งเท้าคางอยู่มุมหนึ่ง เฝ้ามองละอองน้ำที่เกาะหน้าต่างราวกับจ้องความฝันไกล ๆ ของตัวเอง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ณ โต๊ะเดียวกัน ฝั่งตรงข้าม แพรพลิกหนังสือเรียนอย่างหมดจด ใบหน้าตามเส้นสายละเอียดระหว่างตัวหนังสือกับตัวเธอเอง ถ้าไม่มีวิชานี้ แพรคงไม่รู้จะใช้เหตุผลอะไรนั่งคุยกับชายหนุ่มที่นิ่งเกินกว่าวัย…
“ฝนตกแบบนี้ ทำไมถึงยังเปิดแอร์แรงขนาดนี้นะ?” เสียงแพรดังขึ้นเบา ๆ ขณะมองแขนตัวเองที่ลุกเป็นเม็ด ฟองอากาศเย็นลอยคลออยู่ในเสียงหัวเราะของนนท์
นนท์ยิ้มบาง ๆ สายตายังคงอยู่ที่หน้าต่าง “สักวันจะชินเองแหละ ถ้าต้องอยู่ตรงนี้นาน ๆ”
แพรไม่ตอบทันที เธอกระดิกเท้าเล็กน้อยก่อนจะเหลือบมองเขา “ชินกับอะไรเหรอ…ฝนหรือแอร์?”
เขาเงียบไปพักใหญ่ “ก็…กับทุกอย่างแหละ”
สายฝนฟาดลงบนหลังคา เหมือนตอกย้ำความเงียบระหว่างดวงตาของทั้งสองที่สบกันโดยไม่ตั้งใจ ฝนข้างนอกยังไม่หยุด แต่อะไรหลายอย่างเริ่มซึมเข้าสู่หัวใจ
พวกเขานั่งอ่านหนังสือต่อแบบนั้นอยู่นาน กระทั่งนาฬิกาเตือนเวลาเรียนแพรรวบของ กล่องดินสอหล่นเสียงดังในความเงียบ เธอเก็บมันทันที แต่หัวใจยิ่งดังกว่า
วันต่อมา แพรตื่นขึ้นด้วยความง่วงจากคืนที่อ่านหนังสือไม่จบ ออกเดินไปมหาวิทยาลัยโดยไม่ได้หวังจะเจอใครบนทางเดินลื่น ๆ หลบฝน แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมา เธอเห็นนนท์ถือร่มสีดำรออยู่หน้าอาคารเรียน
เขาส่งร่มมาให้แบบไม่ต้องเอ่ยคำ ท่าทางเหมือนไม่ได้คิดจะเป็นพระเอก แค่ไม่อยากให้เธอต้องเปียกฝนเท่านั้น ความเขินปนเย็นที่หัวใจทำให้แพรรู้สึกสั้น ๆ แปลก ๆ ขณะเดินเคียงกันจนถึงห้องเรียน ไม่มีใครพูดอะไรเป็นระยะทางร้อยเมตรเต็ม
หลังเลิกเรียน แพรชวนนนท์เดินตลาดนัดหน้ามอ รวมคนพลุกพล่าน น้ำฝนค้างบนผิวถนน เธอตัดสินใจถามตรง “ทำไมไม่ไปสมัครชมรมถ่ายภาพล่ะ? ครูบอกว่าเธอถ่ายสวยกว่าคนในคณะอีก”
นนท์ยิ้มจางลงนิดหน่อย “ไม่ใช่ทุกอย่างที่อยากได้…จะได้เสมอไป”
แพรถอนใจ เธออยากพูดว่าเขาน่าเสียดาย แต่ก็เลือกเงียบ ระหว่างที่นั้นเอง มีสายลมวูบ น้ำฝนหยดใส่หน้าผากทั้งคู่พร้อมกัน ต่างคนต่างหัวเราะเบา ๆ เหมือนเข้าใจโลกมากขึ้นเล็กน้อย
แต่เมื่อถึงป้ายรถเมล์ รอยยิ้มของแพรก็เปลี่ยนเป็นลังเล “พรุ่งนี้…จะอ่านหนังสือด้วยกันอีกไหม”
นนท์แสร้งเหลือบดูมือถือ “ดูว่าไม่ติดงานก็ได้…” เขาแก้เขิน เธอหัวเราะแล้วยื่นขนมถุงเล็ก ๆ ให้เขา “ใครอ่านจนเหนื่อยก็แจกขนมนะ”
ห้องสมุดในวันถัดมาเงียบกว่าเดิม พวกเขานั่งเรียงกันแทนจะนั่งตรงข้าม แพรเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ เหลือบมองนนท์ที่จดอะไรลงสมุดเล่มเก่า ๆ ด้วยตัวบรรจง
“นนท์…” เธอเอ่ย “กลัวอะไรบ้างไหม?”
มืออีกฝ่ายหยุดเขียนแวบนึง สายตาหลุบต่ำ “กลัว…ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะกลัวล้มเหลว…หรือกลัวเสียบางอย่างที่มีอยู่ก็ได้”
แพรนิ่งไป ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองดัง แววตาที่เคยเชื่อมั่นกลับสั่นไหวอย่างเข้าใจถ้อยคำนั้นขึ้นมา
ในวันที่ฝนซา นนท์หายไปจากกลุ่มเรียนสองวันเต็ม แพรพบแต่เก้าอี้ว่างและเอกสารที่พับวางอยู่บนโต๊ะ เธอกระสับกระส่าย ตั้งใจจะโทรไปแต่ก็ลังเล
ก่อนพระอาทิตย์ตกวันนั้น นนท์โผล่หน้าที่สนามฟุตบอล ใส่หน้าตาขึงขังแต่เจือความอ่อนล้าในแววตา แพรรีบเดินเข้าไปหา
“หายไปไหนมา…” เธอถามเสียงแผ่ว
นนท์หลบสายตา “บ้านมีเรื่องนิดหน่อย…ต้องกลับไปช่วยพ่อ”
แพรถามไม่ซ้ำ เดาด้วยใจ “เรื่องเงิน…เหรอ”
ชายหนุ่มนิ่งเงียบอยู่นานก่อนพยักหน้า
“จะทำงานส่งตัวเองเรียนตั้งแต่เทอมหน้า” เขาว่าเบา ๆ ในดวงตาคล้ายจะร้องไห้แต่ฝืนยิ้ม
แพรจับข้อมือเขาแน่นเพียงแวบ หยิบกระดาษโพสต์อิทในกระเป๋าเขียนข้อความแปะลงสมุดเขา “มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ”
ตั้งแต่วันนั้น สีหน้าของนนท์ดูเหนื่อยแต่ชัดเจนขึ้น เหมือนค้นพบสิ่งที่ต้องสู้ฝ่าฝนด้วยตนเอง แม้จะไม่พูด แพรเลือกเดินเคียงไปด้วยแบบไม่มีคำสัญญา
ฤดูสอบใกล้เข้ามา พวกเขาเริ่มห่างกันโดยเหตุผลแตกต่างกันไป แพรลุยกิจกรรมมากขึ้น หาความฝันใหม่ ๆ แต่นนท์ทำงานพาร์ทไทม์จนแทบไม่มีเวลานอน การเจอกันของทั้งสองเริ่มห่างขึ้นตามระยะห่างในชีวิต
วันหนึ่ง ขณะฝนเทลงมาอีกครั้ง ห้องสมุดแทบว่างเปล่า แพรนั่งเงียบอยู่นานก่อนนนท์จะนั่งลงข้าง ๆ คราวนี้ทั้งสองมองหน้ากันแล้วยิ้มประหลาดใจ ทำท่าจะพูดแต่ก็เงียบ ต่างฝ่ายเหมือนมีคำมากมายแต่ไม่มีถ้อยอะไรเหมาะกับจังหวะนั้นพอดี
แพรรวบรวมความกล้าถาม “จะลาออกหรือ?”
นนท์ถอนใจ “แม่อยากให้ไปสอบข้าราชการ จะช่วยที่บ้านได้เยอะ แต่มันไม่ใช่อย่างที่อยาก…ฉันฝันอย่างอื่น”
“ก็ฝันสิ” แพรพูด แต่เส้นเสียงสั่นบางเบา “แต่บางที เราก็ไม่ได้ทุกทางที่ฝันนี่นา…”
ทั้งสองนั่งฟังฝนตกนานมาก ไม่มีใครยอมพูดเรื่องความรู้สึกลึก ๆ ที่ซ่อนอยู่ ราวกับกลัวการเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าความล้มเหลวเสียอีก
ฤดูฝนผ่านไป ฤดูร้อนเดินมาหา นนท์และแพรห่างกันยิ่งขึ้น ข่าวเรื่องแพรเตรียมขอทุนไปแลกเปลี่ยนเมืองนอกลอยมากระทบชายหูของนนท์ ท่ามกลางความวุ่นวายในการหาทุน งานพิเศษและความคิดถึงที่ไม่ได้พูด เด็กหนุ่มเริ่มสงสัย ว่าสุดท้ายแล้วจะยังเหลือที่ยืนในชีวิตของเธอหรือไม่
วันที่แพรได้ทุน เธอมานั่งรอที่ป้ายรถเมล์ใต้ฝนโดยไม่กางร่ม นนท์เห็นจากอีกฝั่งถนน เขารีบวิ่งเข้ามายื่นร่มให้ ใบหน้าเปียกปอนไปด้วยน้ำฝน
“เย็นหรือเปล่า” เสียงเขาเว้าวอนกลบฝน
“เย็น…แต่ไม่อยากกลับบ้าน”
“กลัวอะไร”
แพรมองดวงตาเขาเงี้ยบ “กลัว…ไม่ได้เจอนายอีก”
ทั้งสองเงียบลงอีกครั้ง เวลาผ่านไปเนิบ ๆ ระหว่างเสียงฝนกับการสังเกตกันและกัน นนท์ค่อย ๆ เอื้อมมือไปจับปลายแขนแพรไว้แน่น
หลังจากนั้นไม่กี่วัน เขาส่งแพรที่สนามบิน คำพูดสุดท้ายอยู่ในแววตา น้ำตาคลอในแสงเช้า
“ถ้ากลับมา…นายจะรอเราไหม”
“ก็…ถ้านายยังกล้าฝัน ฉันก็กล้ารอ”
น้ำฝนวันสุดท้ายที่ตกในฤดูกาลนั้นเปียกทั่วทั้งหัวใจของทั้งสองคน ทุกอย่างไม่เคยง่าย อนาคตไม่มีใครกล้าสัญญา แต่ในความเงียบและความไม่แน่นอน พวกเขาทิ้งหัวใจไว้ให้ฝนพัดพาความหวังเล็ก ๆ เดินไปบนเส้นทางของตัวเอง
หนึ่งปีต่อมา ฤดูฝนวนกลับมาอีกครั้ง แพรกลับมาพร้อมฝันใหม่ นนท์ยังทำงานพิเศษหนักเหมือนเดิม เธอยืนอยู่ใต้ต้นไม้เดิม หยิบกล่องขนมฝากเขาไว้ในกระเป๋าป้ายรถเมล์ด้านที่เขาน่าจะเดินผ่านมา
ชายหนุ่มโผล่มาในที่สุด ทั้งคู่ยืนอึ้ง ๆ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ไม่มีใครพูดถึงอดีต ไม่มีคำสัญญาใหญ่โต มีเพียงสายตาที่บอกว่าทุกความคิดถึงทุกความเจ็บปวด ทุกฤดูฝนที่ผ่านมา ไม่เคยสูญเปล่า
ในวันฝนพรำของชีวิตจริง ความรักมันมีรอยร้าวเล็ก ๆ เสมอ แต่ที่สำคัญคือมันยังคงเดินต่อไป แม้จะไม่สมบูรณ์อย่างในฝัน…มันก็ยังเป็นของจริงสำหรับหัวใจสองดวงที่ยืนอยู่ข้างกัน