ใกล้แค่เอื้อม
เสียงหัวเราะของนิราและอายุทยังคงก้องอยู่ในลานใต้ตึกเรียนกลางยามเย็น แม้แดดจะลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ทั้งคู่ยังนั่งจับกลุ่มกับเพื่อน ๆ กระเซ้าเย้าแหย่กันไปมา หลังเลิกเรียนวันสุดท้ายของสัปดาห์ นิรามองนาฬิกาในมือถือ มือเขย่ากระเป๋าผ้าเหมือนมีอะไรค้างคาอยู่ในใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“วันนี้จะกลับเองหรือเปล่า” อายุทถาม พลางเลื่อนแว่นขึ้นมาดูตารางเรียน นิราส่ายหน้าเบาๆ “รอเธอกลับด้วยสิ… คิดอะไรอยู่เหรอ”
“เปล่า แค่… เหนื่อยนิดหน่อย” นิราตอบเพื่อนเสียงเบา หัวใจกลับเต้นไม่เป็นจังหวะ เธอไม่กล้าพูดว่าอยากชวนอายุทเดินเล่นที่สวนหลังมหาวิทยาลัยเหมือนที่เคย ความเงียบแทรกระหว่างคนทั้งสอง อายุทเก็บหนังสือหันมายิ้มให้ “ไปดิ!”
สายลมเย็นพัดผ่านขณะแสงไฟถนนสีส้มทอดเงา สองเพื่อนสนิทเดินเคียงกันพร้อมบทสนทนาเงียบงันยาวนาน หนุ่มสาวส่งยิ้มให้กันบ้างแต่ก็มีบางช่วงที่ต่างคนต่างครุ่นคิด
“ยูท…” นิราเริ่ม ก่อนจะติดขัด “ถ้าจะเปลี่ยนคณะตอนนี้ มันสายไปมั้ย”
อายุทมองหน้า “เฮ้ย จะเปลี่ยนจริงเหรอ แล้วยังไงกับดนตรีอะ” คำพูดของเขาแฝงความกังวล ทั้งที่แก่แดดไปวันๆ ยังหาไฟในใจไม่เจอเหมือนกัน นิรามองเท้าตัวเอง เดินช้าลง
“ที่บ้านอยากให้เป็นเภสัช ฉันก็แค่…กลัวทำให้แม่ผิดหวัง”
“เธอเป็นตัวของตัวเองได้มั้ยนิรา” อายุทเอ่ย คำถามธรรมดานั้นกัดกินใจทั้งคู่ ต่างคนต่างรับรู้ว่าอีกฝ่ายต้องแบกอะไรไว้บ้างแต่ไม่กล้ารุกล้ำ
สองคนหยุดหน้าซุ้มดอกปีบ หยาดน้ำตาร่วงลงจากตานิราโดยไม่รู้ตัว อายุทยื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้ในความเงียบ เธอพยักหน้า “ขอบใจนะ”
“ฉัน… ถ้าไม่ใช่เภสัช จะเป็นอะไรก็ได้ ฉันก็ยังเป็นเพื่อนเธอคนเดิมป่ะวะ” เขาพูดลอย ๆ พลางยิ้มแห้ง ๆ ราวกับกลัวคำตอบ นิราสะอึก ความอยากพูดบางอย่างจุกอก แต่สุดท้ายแค่ยิ้มตอบแล้วเดินต่อ
เช้าวันจันทร์รายล้อมด้วยความเงียบเชียบในห้องเรียน เมื่ออายุทงีบหลับบนโต๊ะนิราเอื้อมมือจะแกล้งหยิกแก้ม แต่มือหยุดกลางคัน จ้องมองใบหน้าอีกฝ่ายที่ดูไร้พิษสง สมาธิความรู้สึกหนักแน่น กลายเป็นประกายในแววตา เธออดใจไม่ไหวต้องรีบเบือนสายตาหนี
หลังเลิกเรียน นิราก้าวออกจากห้อง ออกัสเพื่อนในกลุ่มเดินมาทางเธอ “ช่วงนี้นิราไม่ค่อยเหมือนเดิมว่ะ ทะเลาะกับยูทเหรอ”
“ป่าว… เราแค่ไม่เข้าใจกันนิดหน่อยเฉย ๆ” นิราตอบ แต่ในใจกลับรู้ว่าหลบเลี่ยงประเด็นอย่างชัดเจน
วันหนึ่งกลุ่มเพื่อนนัดไปปั้นดินในชมรมศิลปะ อายุทหยิบเครื่องมือผิดจนปั้นดินแตกไปครึ่ง นิราหัวเราะน้ำตาเล็ด “นี่มันไม่ใช่เครื่องมือนะนาย ใจเย็นๆ”
อายุทยิ้มใสซื่อ “ปั้นไม่ถนัดอะ กลัวเปลี่ยนแปลงน่ะ ฉันถนัดทำอะไรเหมือนเดิมๆ มากกว่า” ประโยคนี้ดูเหมือนพูดเล่นแต่แฝงบางอย่าง นิราขบคิดถึงตัวเองที่กลัวจะเปลี่ยนความสัมพันธ์ กลัวเสียเพื่อน กลัวเปลี่ยนทุกอย่างที่เคยดีให้กลายเป็นเรื่องยุ่งยาก
คืนนั้นบนบันไดทางขึ้นหอ สองคนเดินกลับหลังปาร์ตี้กลุ่มเล็ก “ถ้าเธอ… สมมตินะ ยูท ถ้ามีคนแอบชอบนายแต่ไม่กล้าบอก นายว่าเค้าควรทำไงดี” นิราชะลอฝีก้าว สีหน้าหนักใจ
อายุทนิ่งคิดไปชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ ตอบ “ก็ควรรู้ก่อนว่ามันคุ้มที่จะเสี่ยงมั้ย… บางทีก็ต้องเลือกเองว่าความสัมพันธ์แบบเดิมกับโอกาสใหม่อะไรสำคัญกว่า”
“ถ้าสุดท้ายเลือกผิดล่ะ…” นิราถามเสียงแผ่ว
อายุทยิ้มเศร้า “ก็ต้องเดินหน้าต่อ ให้มันเจ็บบ้างก็ยังดีกว่าคิดพลาดไปตลอด”
นิรามองดาวบนท้องฟ้า เงียบอยู่นาน “ขอบใจนะ”
เวลาผ่านไป นิราและอายุทยังวนเวียนอยู่ในวังวนเพื่อนสนิทและหัวใจที่พูดไม่ออก แต่ทั้งคู่ออกไปร่วมทำโครงการอาสาด้วยกันพาเด็กในชนบทวาดภาพฝัน เด็กชายคนหนึ่งถาม “พี่ชายชอบพี่สาวใช่ไหมครับ”
นิราแทบตกใจ เสียงหัวเราะของอายุทกลบเกลื่อน “ชอบสิ พี่ชอบเธอเป็นเพื่อนดีที่สุดเลย” ประโยคนั้นสะเทือนใจใครบางคน เธอหัวเราะแต่แววตาเศร้า ปกปิดบางอย่างไว้อย่างแนบเนียน
ต่อมา อายุทได้ทุนแลกเปลี่ยนเมืองนอก ปีหนึ่งจู่ๆ หัวใจนิราตกจากที่สูง ไม่กล้าถามอะไรเพราะกลัวว่าเขาจะเลือกจากกันจริงๆ
ในคืนฝนพรำก่อนอายุทเดินทาง เพื่อน ๆ มารวมตัวที่ร้านอาหารหน้ามหาวิทยาลัย ต่างหยอกล้อ ส่งคำอวยพรเป็นระลอก เมื่อเสียงเพลงเบาลง นิราลุกเดินออกมาก่อน
อายุทตามมาติด ๆ “ทำไมรีบกลับอะ”
“แค่… ไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าใคร”
“จะโกรธผมไหม ถ้าผมไป”
นิราซ่อนสีหน้า ลังเล “ไม่รู้…มั้ง…”
อายุทอยากเข้าไปปลอบแต่ทำแค่ยืนใกล้ ๆ สุดท้าย ทั้งคู่เพียงแค่ยืนอยู่ร่วมกันใต้ชายคาร้าน ท่ามกลางแสงไฟสลัว ฝนพรำพร่างพราวอย่างใจร้าย
เวลาห่างกันเป็นบททดสอบ อีเมลและข้อความไลน์กลายเป็นสะพาน ความคิดถึงไม่เคยพร่อง แต่ทุกครั้งที่นิราเกือบจะบอกความในใจ เธอกลับหยุดไว้แค่คำว่าห่วง
อายุทพยายามทำใจให้ชินกับการเปลี่ยนแปลง พลางตั้งคำถามว่าเขาเองกลัวอะไรอยู่กันแน่ กลัวนิราทิ้งความเป็นเพื่อนไว้เบื้องหลัง หรือกลัวใจตัวเองที่อยากข้ามเส้นนั้นแต่ไม่กล้าบอก
หลายเดือนผ่านไป อายุทย้อนกลับมาแล้ววันที่ทั้งสองได้ยืนต่อหน้ากันอีกครั้งบรรยากาศกลับเปลี่ยนไป มีระยะห่างที่อึดอัดจนจับต้องได้
นิรารวบรวมความกล้าในงานปาร์ตี้เล็ก กลุ่มเพื่อนผลักดันให้ทั้งคู่ไปหาของขวัญลับให้กัน “ถ้าเลือกอะไรให้กันได้อย่างเดียว เธอจะเลือกอะไร” นิราถามเบา ๆ
อายุทยิ้ม “ถ้าเป็นของขวัญ ฉันขอให้เธอกล้าทำตามฝันและ…กล้าคุยกับฉันจริงๆ ได้ไหม”
นิราหลบสายตา น้ำเสียงสั่น “ถ้าเราชอบใครสักคน แต่กลัวเสียเขาไป มันต้องทำไงเหรอ”
“เธอก็ต้องเสี่ยง… ทุกความกล้าก็เท่ากับการยอมรับ”
นิรานิ่ง เธอคิดถึงอดีต ความเฉื่อยชา ความลังเล การปล่อยให้เวลาหล่นหายใจกลางโอกาส ในที่สุดเธอสูดหายใจลึก
“ถ้า…ถ้าฉันชอบนาย แล้วนายจะว่ายังไง” น้ำตาเอ่อในดวงตา แต่เสียงหนักแน่น อายุทอึ้งแล้วหัวเราะเบา ๆ สีหน้าโล่งใจคล้ายปิดประตูทุกความกลัวเสียที
“ฉันชอบเธอเหมือนกัน แต่ฉันกลัวว่าจะเสียเพื่อนไป…”
นิรายิ้ม ร้องไห้และหัวเราะควบกัน อายุทเดินเข้าไปใกล้ หยิบผ้าเช็ดหน้าอันเดิมจากวันแรกส่งให้ เธอรับไว้ด้วยมือที่สั่น แต่ยังไม่แตะต้องกัน เพียงแค่ยิ้มหัวเราะในความใกล้ที่ใหม่เหลือเกิน
วันต่อมา ทั้งคู่เดินเล่นในสวนหลังมหาวิทยาลัยเหมือนเดิม แต่ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว นิรากล้าจับมืออายุท คนสองคนหัวเราะกลบเกลื่อนบรรยากาศอึดอัด ต่างฝ่ายต่างยอมรับความเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องเร่งรัดอะไร
“เพื่อนหรือแฟนมันก็อยู่ที่ใจเรานะ…” อายุทพูดกลั้วเสียงหัวเราะ นิราเบิกตาโต “แล้วแต่จะเลือกสิ่งไหนดีล่ะ”
เขาชะงักคิด สุดท้ายหันมายิ้ม “วันนี้ขอเลือกจับมือนะ… พรุ่งนี้ยังไม่รู้”
นิราฉีกยิ้มทั้งน้ำตา รู้ว่าบางสิ่งอาจยังคลุมเครือ แต่อีกหลายสิ่งแสนชัดเจนในหัวใจ ณ ขอบแดดสุดท้ายใต้ร่มปีบนั้น ทั้งสองไม่ได้ตกหลุมรักทันที หากแต่เติบโต ข้ามผ่าน และยอมรับการเสี่ยงที่ยากที่สุดในชีวิต—การเป็นมากกว่าเพื่อนสนิทอย่างที่หัวใจต้องการ…