งานวิจัยนี้…ใครคิด!
เวลาเจ็ดโมงเช้าในวันฝนพรำ ต่าย—ชายหนุ่มผมยุ่งในเสื้อเชิ้ตไม่รีด กระโดดลงจากรถซาเล้งหน้าคณะ พุ่งเข้าไปในโรงอาหารเสียงดังจนใครๆ หันมามอง ต้น—หนุ่มแว่นหน้าเครียดที่นั่งจดเลคเชอร์เฉพาะเจาะจง เหลือบมองแล้วถอนหายใจแบบอ่อนล้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มึงสายอีกแล้วต่าย!” ต้นแหว ไม่ใช่โกรธแต่เพราะห่วงว่าทีมฝั่งตรงข้ามจะเลือกหัวข้อวิจัยซ้ำ
ต่ายฉีกยิ้มกว้าง “กูสายแต่หัวคิดกูไวนะ เออ เอานี่ หัวข้อที่กูคิดเมื่อคืน…วิจัย ‘ความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนขนตากับความมั่นใจในชีวิต’ เป็นไง”
ต้นนิ่งอยู่สองวินาที “มึงเอาจริง?”
“กูคิดว่าเจ๋ง! ใครเขาจะทำเรื่องน่าเบื่อ กูเอาเรื่องที่ไม่มีใครกล้าคิด”
ต้นถอนหายใจอีกครั้ง เขาพยายามจะค้านแต่ก็กลัวเพื่อนเฟล ถามแบบกล้าๆ กลัวๆ “แล้วจะเก็บข้อมูลยังไง?”
ต่ายกระพริบตาแรงๆ “เดี๋ยวก็หาอาสาสมัคร ว่าแต่มึงว่าดีจริงมั้ย?”
ต้นมองไปรอบๆ เจอเพื่อนที่ชื่อแป้งเดินผ่าน เขารีบโบกมือ ไปขอความเห็น หวังจะได้ข้ออ้างเปลี่ยนหัวข้อ
แต่แป้งหันมายิ้มอย่างมั่นใจ “หัวข้ออะไรเหรอ? ถ้าเกี่ยวกับขนตากับความมั่นใจ หนู volunteer ค่า!”
ต้นมองหน้าต่าย อยากขอชีวิต แต่ต่ายกระโดดเฮลั่น “เห็นมะ กูบอกแล้ว!”
เมื่อหัวข้อหลุดปากต่อหน้าประชาชน ปฏิเสธก็ไม่ได้ ต้นได้แต่กัดฟันยอมคว้าน้ำเหลวในหัว
บรรยากาศห้องเรียนวุ่นวายขึ้นกว่าเดิม ต่ายเดินไปแจ้งอาจารย์ด้วยความภาคภูมิใจ อาจารย์หญิงผมมวย สวมแว่นโต มองหัวข้อแล้วเงียบไปสามวินาที “นักศึกษาแน่ใจจริงเหรอว่าจะได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ทางวิชาการ?”
ต่ายหัวเราะ “แน่นอนฮะ อาจารย์ ผมกับต้นมีแพชชั่นครับ!”
ต้นเสริมเสียงเบา “ฮะ…เราจะใช้วิธีทางสถิติอย่างถูกต้องครับ”
อาจารย์ดูนิ่ง แต่ริมฝีปากกระตุกน้อยๆ “ขอให้โชคดีค่ะ นักวิจัยรุ่นใหม่”
หลังเลิกคลาส ทั้งคู่เดินอย่างอึดอัด ต้นเริ่มระแวง “มึงจะรอดมั้ยวะ”
“รอดแน่ กูมีไอเดียเพียบ” ต่ายตอบพลางแสยะยิ้ม “เดี๋ยวมึงดู เดี๋ยวขอแรงเพื่อนๆ ด้วย”
ณ มุมห้องสมุด ต่ายเรียกประชุมลับรวบรวมเพื่อนร่วมคณะมาช่วยเป็น ‘อาสาสมัครขนตา’ ทุกคนสลับกันกระซิบและขำอยู่ในมุมเงียบ ต่างคนต่างคาดเดาเองว่าโปรเจคนี้ต้องมีเป้าหมายลึกลับอะไรแน่—บางคนคิดว่าต่ายอยากหาแฟน, บางคนเข้าใจว่าเป็นแคมเปญส่งเสริมความมั่นใจ, บางคนก็รู้สึกระแวงว่าเขาตั้งใจจะเอาผลิตภัณฑ์ใหม่มาขายให้
ต้นไปนั่งเก็บข้อมูลกับอาสาสมัคร เขาจะจดรายละเอียดอย่างจริงจัง แต่ทุกครั้งที่ต่ายเดินเข้ามา จะมีอะไรสักอย่างผิดแผนตลอด เน้นความทันสมัยจนเพื่อนผู้ชายเริ่มกังวลเรื่องขนตาตัวเองและถามกันเองอย่างจริงจัง “ขนตามึงยาวมั้ย ดีต่อสุขภาพจิตมั้ย”
คืนก่อนวันรายงานผล ต้นถึงกับนอนไม่หลับ กังวลว่าผลงานจะกลายเป็นขำขันทั่วคณะ เขาตื่นมาหลังเที่ยงคืน แล้วเห็นกลุ่มแชท ‘สายวิจัยขนตา’ เด้งขึ้นมา มีคนส่งรูปเซลฟี่ขนตากันรัวๆ บ้างมุมขำ บ้างแอบเครียดปนๆ
เช้าวันถัดมา ต้นกับต่ายโดนเพื่อน ๆ แซวตั้งแต่ยังไม่ถึงห้อง พอเข้าไปในห้องอาจารย์ ต่ายยังไม่วายมั่นใจตอกย้ำ “โปรเจคเราไปไกลแล้ว”
ต้นปรับแผ่นสไลด์อย่างเงอะงะ ตัดสินใจแน่วแน่จะเสนอวิธีวิเคราะห์อย่างมีหลักการให้ทุกคนหายขำ แต่ต่ายเริ่มนำเสนอด้วยสไตล์ฮึกเหิมจนเพื่อนๆ หลุดขำกระจาย
ตอนช่วงถามคำถาม อาจารย์ตั้งหน้าตั้งตามอง “คิดว่าความยาวขนตากับความมั่นใจเกี่ยวข้องกันอย่างไรคะ?”
ต้นจะตอบเชิงทฤษฎี แต่ต่ายตัดบท “ก็ถ้าขนตาสวย ใครๆ ก็มั่นใจขึ้นอ่ะครับ อาจารย์ เพราะเวลาถ่ายรูปเซลฟี่ มันดูดี”
อาจารย์หรี่ตา “แล้วถ้าไม่สวย แล้วมั่นใจได้มั้ยคะ?”
ต่ายนิ่งไปครู่ “ก็…มั่นใจได้…ถ้าหัวใจเราสวยพอครับ”
เสียงฮาของเพื่อนพรั่งพรู ต้นหน้าแดงเพราะอาย ส่วนแป้งรีบอวยพรเสียงดัง “มันต้องงี้!”
ปัญหาบานปลายเมื่อกลุ่มเพื่อนฝ่ายตรงข้ามปล่อยข่าวลือว่า งานวิจัยของต่าย-ต้น เป็นโครงการลับของบริษัทเครื่องสำอาง ต้นยิ่งเครียด หวั่นจะโดนแบล็กลิสต์ด้านวิชาการ ต่ายเริ่มคิดจะแก้ข่าวแบบ elaborate ชวนทุกคนประชุม แล้วเสนอ “เราทำเว็บไซต์แถลงการณ์ความโปร่งใสดีมั้ย”
ต้นอ้าปากจะค้าน แต่ไม่มีโอกาส—กลุ่มแชทฝ่ายตรงข้ามส่งลิงก์เว็บปลอมแอบอ้างชื่อทีม อ้างว่าพวกเขาแจกเซรั่มฟรี!
เพียงชั่วยาม ข่าวลือพันธุ์ใหม่กระจายไปทั้งคณะ มีทั้งคนมาแอบถามต้น “พี่ๆ มีของแถมหรือยัง” บางคนบอก “อยากร่วมงานวิจัยเพิ่มครับ จะได้ขนตาสวยเหมือนรุ่นพี่”
ต้นพยายามแก้สิ่งที่ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดีด้วยการตอบอ้อมแอ้มแบบขอไปที “ไม่มีแจกหรอกครับ แค่เก็บข้อมูลทางวิชาการเฉยๆ” แต่ยิ่งตอบแบบนี้ ทุกคนยิ่งเชื่อว่าของมีจริง เพื่อนคนหนึ่งบอกกระซิบ “ทีมนี้เก็บไว้ขายเองแหง!”
สถานการณ์เกินรับมือ ต่ายจึงคิดจะใช้วิธีสุดท้าย—แถลงข่าวหน้าโรงอาหาร พร้อมแจกใบปลิวทำเองด้วยลายมือ ลายต่ายติดขาตุ๊ดตู่ ไร้ศิลปะขั้นสุด ทุกคนที่อ่านหัวเราะเพราะคิดว่าเป็นแคมเปญไวรัล จนมีอาจารย์มาเห็นเข้า ยังอดขำไม่ได้ ส่ายหัวด้วยรอยยิ้ม
ตอนบ่ายวันเดียวกัน สองเพื่อนถูกเรียกไปชี้แจงกับคณบดี—สถานการณ์แปรเปลี่ยนจากเรื่องตลกเป็นเรื่องซีเรียส “อธิบายให้แจ่มแจ้งนะครับ ว่าโครงงานนี้เป็นเรื่องจริงหรือแค่ PR stunt ของนักศึกษา”
ต้นกลืนข้าวลำบากก่อนพูดอย่างจริงจัง “เราทำงานวิจัยเพราะอยากพิสูจน์ว่าความเชื่อเรื่องขนตากับความมั่นใจมันมีมูลหรือเปล่าครับ”
คณบดีนิ่ง…ต่ายเลยเสริม “ถ้าจะกล่าวหาเราว่าโปรโมทอะไรพิลึก ๆ ขอให้เข้าใจว่า งานวิจัยเราพิลึกจริงๆ ครับ แต่ไม่ได้ขายอะไร!”
เสียงเงียบลอยอึ้งอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่คณบดีจะหัวเราะออกมา “แปลกแต่จริงใจ…เยี่ยมมาก”
ทั้งคู่รอดตัวแบบงงๆ เมื่อออกมาจากห้อง เจอกลุ่มเพื่อนมายืนออเต็มหน้าเดินหัวเราะ “เฮ้พวกเราทีมขนตาสู้ ๆ!”
ต้นส่ายหน้า “แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะมึง…”
ต่ายย้อนเสียงใส “แต่ถ้ามีคนอยากร่วมต่อ กูพร้อมนะ!”
ทุกคนหัวเราะพร้อมกันก่อนที่แป้งจะเดินเข้ามาส่งรูปเซลฟี่ขนตาใหม่ “รอบหน้าขอเป็น influencer ทีมนี้นะ!”
เสียงหัวเราะเอ่อล้นห้องโถง ด้านหลังเป็นอาจารย์ที่ยืนอมยิ้ม มองภาพกลุ่มนักศึกษาตัวป่วนและเพื่อนๆ ที่กลายเป็นทีมเดียวกันในที่สุด
ขณะเดินกลับ ต้นถาม “เอาจริงๆ มึงอยากเป็นนักวิจัยหรืออยากเป็นไอดอล?”
ต่ายหัวเราะร่า “กูว่าบางที…ขนตาเยอะหรือขนตาน้อย ก็ไม่ได้สำคัญเท่ามีเพื่อนข้างๆ ว่ะ”
ต้นเงียบไปพักหนึ่ง แล้วก็ยิ้ม—เหมือนโล่งขึ้นในอก “กูว่ามึงพูดจริงจังขึ้นเรื่อยๆ นะเนี่ย”
เสียงขำของทั้งสองก้องไปไกล พร้อมแผนการวิจัยรอบต่อไปที่ยังไม่มีในหัว…แต่ทุกคนรู้ดี ว่าจะไม่มีวันธรรมดาอีกเลย