เสียงกระซิบในเงาไม้
เสียงหรีดหริ่งเรไรดังอยู่เบื้องนอกหน้าต่าง นิรุตม์ยืนเย็นชาบนระเบียงไม้เก่า บ้านไม้สองชั้นกลางป่าแห่งนี้คือบ้านที่เขาเติบโตมา ทว่าหลังจากห่างหายไปกว่าสิบปี ทุกอย่างดูแปลกตาและห่างเหิน สายลมเย็นพัดเอากลิ่นดินและเศษใบไม้แห้งลอยมาแตะแก้ม เขามองลงไปที่เงาไม้ทึบข้างบ้าน ต้นไม้เหล่านั้นเคยเป็นที่วิ่งเล่นของเขาตอนเด็ก แต่ตอนนี้กลับดูมืดหม่นลึกเกินจะกล้าเข้าใกล้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงประตูเปิดแผ่วเบาทำให้นิรุตม์หันกลับ เงาร่างผู้หญิงวัยกลางคนเดินช้า ๆ ออกมาจากห้อง “กลับมาแล้วหรือ…” แม่ของเขาเอ่ยเสียงฝืดแห้ง มือหนึ่งจับผ้าคลุมไหล่แน่น “กินข้าวหรือยังลูก” นิรุตม์พยักหน้าแม้จะยังไม่ได้แตะอะไรตั้งแต่เช้า เขาเดินเข้ามาหาแม่ มองเห็นความชราที่เพิ่มขึ้นชัดเจนในแววตาและรอยย่นบนมือ
“แม่…ที่หมู่บ้านมัน…เงียบจัง” นิรุตม์เอ่ยเสียงเบา แม่ของเขาหลบสายตาไปทางหน้าต่าง “คนไม่ค่อยออกจากบ้านกันตอนนี้…เข้าใจมั้ยลูก บางที…มันก็มีเสียง…เสียงในป่า”
นิรุตม์นิ่ง แม่ของเขาถอนหายใจเบา ๆ “ไปนอนได้แล้วลูก พรุ่งนี้ค่อยคุยกัน”
ในคืนนั้นนิรุตม์นอนในห้องเดิมที่เคยเป็นของตัวเอง แสงไฟจากข้างล่างค่อย ๆ ดับไป เขานอนเหม่อมองเพดานไม้ รู้สึกถึงกลิ่นอับและเสียงกรอบแกรบของแมลงในซอกไม้ ฟังเสียงลมที่พัดลอดหน้าต่าง ทันใดนั้น เขาได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆ แทรกเข้ามาในความเงียบ มันเบาจนเกือบจะไม่ได้ยิน แต่ก็ดังพอให้รู้ว่ามันไม่ใช่เสียงในหัวตัวเอง
“นิ…รุตม์…”
เสียงนั้นแผ่วเบาและล่องลอย เหมือนมาจากมุมห้อง เขารีบลุกขึ้นเปิดไฟ สแกนสายตาไปยังเงาดำตามมุมต่าง ๆ ไม่มีใคร ไม่มีอะไร ทั้งห้องมีเพียงเงาไม้จากหน้าต่างที่ไหววูบตามลม นิรุตม์นั่งนิ่ง ใจเต้นเร็ว เขาเลือกจะปิดไฟนอนต่อ แม้จะยังรู้สึกถึงสายตาบางอย่างจับจ้อง
รุ่งเช้า นิรุตม์เดินออกไปสำรวจหมู่บ้าน หมอกจาง ๆ คลุมท้องนาและทางเดินดิน เงาไม้ทอดยาวตามทาง เขาทักทายกับลุงจันท์ ชาวบ้านวัยเจ็ดสิบที่กำลังเก็บกวาดหน้าบ้าน “กลับมาแล้วเหรอวะนิรุตม์”
“ครับลุง…ในหมู่บ้านมันเกิดอะไรขึ้นเหรอครับ ผมกลับมารู้สึกแปลก ๆ”
ลุงจันท์หยุดกวาด หันมามองด้วยแววตาเอาจริง “บางอย่างในป่ามัน…ไม่เหมือนเดิมแล้ว” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง “อย่าเดินไปข้างป่าตอนค่ำ ๆ นะ รักษาตัวให้ดี”
นิรุตม์เดินต่อ รถยนต์เก่า ๆ จอดนิ่งอยู่หน้าบ้านกำนัน เขาเห็นพงษ์ เพื่อนเก่าสมัยเด็กยืนสูบบุหรี่อยู่ริมรั้ว “โผล่มาได้ไงวะ หายหัวไปนาน”
“แม่ป่วย…เลยกลับมาดูที่บ้าน นายล่ะ”
“ก็อยู่ไปงั้น ๆ แหละ เบื่อจะตาย” พงษ์กระตุกยิ้ม นิรุตม์เหลือบมองหน้าต่างชั้นบนของบ้านกำนัน เงาดำบางอย่างแวบผ่าน “หมู่บ้านนี้มันเหมือนถูกล็อกไว้ นายไม่รู้สึกเหรอ”
นิรุตม์ลังเล “หมายความว่ายังไง”
“เออ…ช่างแม่งเถอะ คืนนี้ไปกินเหล้าด้วยกันไหม เดี๋ยวเจอพวกเก่า ๆ”
นิรุตม์พยักหน้า แต่ในใจเต็มไปด้วยคำถาม กลับบ้านมาอีกครั้ง หมู่บ้านกลับเหมือนมีบางอย่างคอยบงการให้ทุกอย่างเงียบเหงาและห่างไกล
คืนนั้น หลังจากดื่มกับเพื่อนเก่าหลายคน เสียงหัวเราะค่อย ๆ เงียบลง เหลือแค่เสียงขวดกระทบกับโต๊ะไม้ พงษ์เอ่ยขึ้น “นายจำเรื่องไอ้แก้วได้ไหม”
นิรุตม์ชะงัก หัวใจเต้นแรง “หมายถึง…”
“ก็เรื่องคืนนั้นไง…ไม่ต้องพูดถึงก็ได้วะ” พงษ์เบือนหน้าไปทางเงามืด “บางอย่างมันควรปล่อยให้จบ นายว่ามั้ย”
ทุกคนเงียบ สายตาแต่ละคนหลบเลี่ยงกันไปมา นิรุตม์รู้สึกเหมือนอากาศในห้องนั้นหนักขึ้น เขาไม่อยากถามต่อ แต่ในใจมีความรู้สึกผิดประหลาดที่ไม่เข้าใจ
คืนนั้นนิรุตม์กลับถึงบ้านช้า แม่ยังไม่หลับ “ไปที่ป่ามาหรือเปล่า” แม่ถามเสียงแข็ง
“เปล่าแม่ ผม…ผมแค่ไปกินเหล้ากับเพื่อน”
แม่ถอนหายใจ “อย่าไปใกล้ป่าตอนกลางคืน…อย่าไปได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้น”
นิรุตม์นิ่งงัน
คืนนั้น เสียงกระซิบกลับมาอีกครั้ง คราวนี้ชัดกว่าเดิม “นิ…รุตม์…จำได้ไหม…”
เขาขยับตัว ยกมือกุมหัวใจแน่น เสียงเงียบลงไปกับสายลม แต่เงาดำในห้องเหมือนจะไหลรวมกันกลายเป็นรูปร่าง เป็นแค่เงากับเสียงที่แผ่วเบา แต่สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของมัน นิรุตม์เปิดไฟนั่งนิ่งจนถึงเช้า
วันถัดมา นิรุตม์พบว่าลุงจันท์หายไป ไม่มีใครเห็นเขาตั้งแต่เมื่อคืน กำนันกับชาวบ้านออกตามหาแต่เจอเพียงรอยเท้าที่หายไปในป่า
แม่ของนิรุตม์เอ่ยเสียงเบา “บางอย่างกำลังจะกลับมา…”
นิรุตม์ไม่เข้าใจ แต่เริ่มสัมผัสถึงความแปลกของผู้คนในหมู่บ้าน ทุกคนดูหวาดระแวงและไม่พูดถึงเรื่องในอดีต
คืนนั้นเขาสะดุ้งตื่นกลางดึก เสียงฝนตกกระทบหลังคา เสียงกระซิบดังใกล้ขึ้น “นิรุตม์…ช่วยด้วย…”
ภาพในหัวเขาเหมือนวูบไหว เงาไม้ในห้องขยับเป็นรูปร่างเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ใบหน้าซีดขาวและตาโตมองมา “ช่วยด้วย…”
นิรุตม์หอบหายใจแรง เปิดไฟวิ่งไปห้องแม่ “แม่ ผมเห็น…มีเด็กในห้อง”
แม่ลุกขึ้นมองหน้าเขา น้ำตาคลอเบ้า “อย่าไปฟังเสียงนั้นลูก อย่าออกไปหา…”
นิรุตม์สับสน ความทรงจำบางอย่างในวัยเด็กคล้ายจะลอยกลับมา แต่พร่าเลือนไปหมด
เขาเริ่มสังเกตว่าชาวบ้านบางคนไม่กล้ามองหน้ากัน บางคนพูดถึงเสียงที่ได้ยินในป่าตอนค่ำ แต่ไม่มีใครกล้าเล่าให้หมด
คืนต่อมา เขาได้ยินเสียงเดินเบา ๆ รอบบ้าน เสียงกระซิบซ้อนทับกันไปหมด “นิรุตม์…ช่วยด้วย…กลับมา…”
เขาตัดสินใจหยิบไฟฉาย ออกไปยังป่าใกล้บ้าน ท่ามกลางหมอกหนาและเงาไม้สูง เสียงฝีเท้าของเขาเบียดกับเสียงหรีดเรไร ทุกก้าวยิ่งเข้าใกล้เงามืด เสียงนั้นก็ยิ่งชัดขึ้น
“นิรุตม์…จำเราไม่ได้เหรอ…”
เขาหยุดยืนข้างต้นไม้ใหญ่ ใต้รากไม้นั้นมีบางอย่างฝังอยู่ เขาก้มลงขุดด้วยมือเปล่า พบกล่องเหล็กเก่า ๆ เปิดออกมาเจอสมุดบันทึกเก่า กล่องนั้นเย็นเยียบจนมือชา
ข้างในเป็นภาพถ่ายเด็กสามคนยืนอยู่หน้าป่า นิรุตม์ พงษ์ และเด็กอีกคน ชื่อว่าแก้ว
ทันใดนั้น ความทรงจำค่อย ๆ ไหลกลับมา เขาจำได้ว่าคืนนั้น หลังเล่นซ่อนแอบ เด็กชายแก้วหายเข้าไปในป่า ทุกคนออกตามหาแต่ไม่เจอ ไม่มีใครพูดถึงอีกเลย
เสียงกระซิบดังกว่าเดิม “นายสัญญาว่าจะไม่ทิ้งเรา…จำได้ไหม”
นิรุตม์ร้องไห้ เดินถอยหลังชนกับต้นไม้ เงาเด็กผู้ชายค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาเต็มไปด้วยความเศร้าและวิงวอน
“ผมขอโทษ…ผมลืมไปแล้ว…”
เงานั้นเอื้อมมือมาสัมผัสไหล่เขา มือเย็นเยียบและหนักอึ้ง
เสียงกระซิบสุดท้ายแผ่วเบา “อย่าลืมเรา…”
นิรุตม์ผวาตื่นกลางป่า ร่างกายเปียกแฉะไปด้วยน้ำค้าง ใจเต้นแรง เขากลับบ้านไปหาแม่ เล่าเรื่องทั้งหมด แม่ร้องไห้กอดเขาแน่น “แม่ขอโทษที่ปิดบังความจริง…พวกเรากลัว…กลัวจะมีอันตรายกับลูก…”
นิรุตม์ตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ให้พงษ์ฟัง ทั้งคู่เดินเข้าป่าด้วยกัน พงษ์นิ่งไม่พูดจา จนถึงต้นไม้ใหญ่ตรงที่นิรุตม์พบกล่องเหล็ก พงษ์นั่งลง เอามือปิดหน้า น้ำตาไหลเงียบ ๆ
“ฉันก็กลัว…กลัวว่าถ้าพูดอะไรจะไม่เหมือนเดิมอีก นายคิดว่าวิญญาณจะยกโทษให้เรามั้ย”
นิรุตม์เงียบไปนาน “เราไม่มีทางรู้…แต่เราต้องยอมรับ”
หลังจากวันนั้น หมู่บ้านเริ่มคึกคักขึ้น ชาวบ้านพูดคุยกันมากขึ้น กลางคืนเสียงกระซิบในป่าค่อย ๆ เบาบางลง
แต่ในบางคืน เมื่อสายลมพัดผ่านต้นไม้เก่า ๆ นิรุตม์ยังคงได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบา “อย่าลืมเรา…”
เขาไม่เคยลืมอีกเลย และในเงาไม้เงียบงันนั้น ยังมีเงาเล็ก ๆ เฝ้ามองอยู่เสมอ