เสียงกระซิบในเรือนร้าง
เสียงลมเย็นเฉียบพัดลอดเศษไม้ผุ ๆ ทางหน้าต่างบานใหญ่ของเรือนร้างหลังนั้น ฟ้าสีเทาอึมครึมบดบังแสงสุดท้ายของวัน เสียงฝีเท้าสี่คู่ดังแผ่ว ๆ บนทางเดินดินชื้น กลิ่นดินเปียกและกลิ่นไม้ราโชยแตะจมูกทันทีที่พวกเขาก้าวข้ามรั้วเหล็กขึ้นสนิมเข้ามาในอาณาเขตต้องห้าม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เข้าทางนี้ดีกว่า เงียบดี” ธันวาเป็นคนแรกที่ฝืนยิ้มในความมืด เขากระชับกล้องวิดีโอในมือ เหงื่อซึมตามไรผม แม้ภายนอกจะดูมั่นใจ แต่ดวงตากลับหลบสายตาคนอื่นเหมือนกำลังซ่อนความกลัวบางอย่าง
“นายมั่นใจเหรอว่าเราทำแบบนี้ได้?” แก้มพูดเสียงเบา สายตาหวาดระแวงไปทั่วรอบตัว มือหนึ่งกำเสื้อกันฝนของตัวเองแน่น เธอเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ไม่เคยชอบอะไรเกี่ยวกับผีหรือบ้านร้างเลยสักนิด
“ก็ถ้าอยากได้โปรเจกต์ดี ๆ ต้องเสี่ยงบ้างสิน่า” เนตรนารีเอ่ยอย่างขบขัน ผมยาวยุ่งเหยิงและแววตาเหนื่อยล้าสะท้อนความอ่อนแอที่เธอพยายามปกปิดมาตลอด
“ระวังเท้าด้วย มีเศษกระจกเยอะ” ปัณณ์เดินรั้งท้าย หน้าตาเคร่งขรึมเหมือนมีเรื่องให้คิดมาก เขามองรอบตัวอย่างระวังตัว แต่ไม่แสดงอาการกลัวอะไรออกมาเลย
ทางเดินไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดใต้ฝ่าเท้า กลุ่มนักศึกษาค่อย ๆ เคลื่อนเข้าไปในโถงกลางที่มืดสนิท ธันวากดปุ่มบันทึกบนกล้อง ไฟสีแดงสว่างขึ้นเป็นจุดเล็ก ๆ
เสียงกระซิบเบา ๆ แว่วแทรกมาในความเงียบ ทุกคนหยุดนิ่ง แก้มกลืนน้ำลายดังเอื๊อก “ใครได้ยินเหมือนฉันมั้ย?”
“คงเสียงลมมั้ง” ปัณณ์ตอบเร็วเกินไป สายตาเหลือบไปทางมุมมืดของห้องเหมือนมีอะไรดึงดูด
เนตรนารีค่อย ๆ ย่อตัวลงสำรวจพื้น เศษกระจกแตกเป็นรูปทรงประหลาด กรอบรูปเก่าหล่นคว่ำอยู่ เธอคว่ำกรอบรูปขึ้นเห็นภาพครอบครัวโบราณ แต่งกายสมัยรัชกาลที่หก เด็กหญิงคนหนึ่งในภาพดูเหมือนจะจ้องตรงมาที่เธอ
“นี่รูปใครกันแน่?” เธอพึมพำ กวาดไฟฉายไปทั่ว ทว่าแสงสว่างสั่นไหวตามมือที่เริ่มเย็นเฉียบ
ธันวาเดินไปที่บันได เสียงเอี๊ยดของไม้ดังตอบรับทุกย่างก้าว เขาชะโงกหน้ามองขึ้นไปยังชั้นสองที่มืดสนิท เงามืดเคลื่อนไหวเหมือนจะลวงตา
“เราไปต่อกันเถอะ อย่าเพิ่งแยกกัน” แก้มพูดเสียงสั่น มือเธอสั่นเทาอย่างไม่ปิดบัง ทุกคนพยักหน้าแล้วเดินตามกันขึ้นบันไดช้า ๆ
ไฟฉายส่องไปทั่วโถงทางเดินชั้นสอง ผนังลอก ปลวกกัดกินจนเป็นรูพรุน บางช่วงมีรอยมือเด็กเล็ก ๆ เปื้อนฝุ่นสีดำจาง ๆ ทิ้งรอยลากยาวตามผนัง
เนตรนารีหยุดมองรอยมือเหล่านั้นแล้วหันมาสบตาธันวา “นายว่า…ที่นี่เคยมีเด็กอยู่จริงเหรอ?”
ธันวาหลบตาทันที “คงใช่นะ…ถ้าดูจากรูปเมื่อกี้”
ปัณณ์เดินไปเปิดประตูห้องหนึ่งอย่างเงียบ ๆ กลิ่นเปรี้ยวแหลมพุ่งเข้าจมูก ภายในมีเพียงเตียงไม้เก่ากับตู้เสื้อผ้าทรุดโทรม กระจกเก่าบนฝาผนังมีรอยร้าวเหมือนฟ้าผ่า
แก้มเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ แล้วสะดุ้ง เมื่อสายตาเห็นเงาของตัวเองในกระจก ทว่ากลับดูเหมือนใครอีกคนยืนซ้อนอยู่ข้างหลังเธอ
“ปัณณ์…เมื่อกี้นายเห็นมั้ย?”
ปัณณ์นิ่งไปครู่หนึ่ง สายตากรุ่นความสงสัย “เห็นอะไร?”
“เงาในกระจก…มันไม่เหมือนเราเลย” แก้มเสียงแทบขาดใจ
เนตรนารีเข้าไปดูด้วย ใบหน้าซีดเผือด “อย่าเพิ่งคิดมากเลย อาจจะเป็นรอยเงาของไฟฉาย”
แต่ในความเงียบ เสียงกระซิบเบา ๆ ดังขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ฟังคล้ายเสียงเด็กผู้หญิงกำลังฮัมเพลงกล่อมเด็กโบราณ ทำนองแปลกประหลาดไม่คุ้นเคย
ทุกคนหยุดฟัง เสียงดังมาจากอีกห้องหนึ่งที่ประตูปิดสนิท ผนังรอบ ๆ มีรอยขีดเขียนเป็นตัวอักษรโบราณที่ไม่มีใครในกลุ่มอ่านออก
ธันวาเดินไปจรดหูแนบกับประตู เสียงฮัมเพลงหยุดลงกะทันหัน เงียบสนิทจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นแรงของตัวเอง
“เราเข้าไปดูกันมั้ย?” ปัณณ์ถามเบา ๆ
“อย่าเลยเถอะ…” แก้มพูดแทบไม่ออก
แต่ธันวากลับดันประตูเข้าไปอย่างช้า ๆ ห้องภายในมีเพียงโต๊ะเตี้ย ๆ กับตุ๊กตาผ้าขาดวิ่นนั่งหันหลังให้ ทุกคนหยุดนิ่ง ธันวาค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้
จู่ ๆ เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังข้างหูเหมือนมีใครยืนอยู่ใกล้ ๆ และในจังหวะเดียวกัน ไฟฉายของแก้มก็ดับวูบ ทุกอย่างตกอยู่ในความมืด
เสียงลมหายใจหนัก ๆ แผ่วเบาอยู่ในความมืด ทุกคนไม่กล้าขยับตัว
ทันใดนั้นแสงไฟฉายของปัณณ์กลับมาติดอีกครั้ง ทุกคนเห็นหน้ากันเองอย่างพร่าเลือน แต่ตุ๊กตาผ้ากลับหายไปจากโต๊ะโดยไม่มีใครทันสังเกต
เนตรนารีหันไปมองรอบตัว “ใครย้ายของในนี้รึเปล่า?”
ทุกคนส่ายหน้า ต่างคนต่างหายใจแรงขึ้น ความเงียบงันปกคลุมบรรยากาศ
“มีใครได้กลิ่นแปลก ๆ มั้ย?” แก้มถามเสียงสั่น
ปัณณ์เดินไปที่หน้าต่าง มองลงไปยังสวนรกด้านล่าง เห็นเงาคนตัวเล็ก ๆ วิ่งผ่านใต้แสงจันทร์ เขาขยี้ตาแล้วมองใหม่ แต่ไม่มีอะไรอีกแล้ว
เสียงฝีเท้าดังขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ดูเหมือนเดินวนอยู่รอบ ๆ บ้าน ทุกคนหันมองหน้ากันอย่างหวาดระแวง
เนตรนารีขยับเข้าไปใกล้แก้ม กระซิบเบา ๆ “ฉันว่าเราควรออกไปจากที่นี่เถอะ”
แต่ธันวายังคงยืนจมอยู่กับกล้อง เขารีบตรวจภาพที่ถ่ายมาแล้วซูมดูในจอเล็ก ๆ กลางความมืด เห็นภาพเงามัว ๆ ของเด็กหญิงคนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มพวกเขา
“นี่ใครถ่ายรูปนี้ไว้?” ธันวาถามเสียงแหบ
ปัณณ์เหลือบมอง ไม่ตอบอะไร แต่สายตาเขาเริ่มเปลี่ยนคล้ายจะจำบางอย่างได้
เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ จนกลบทุกอย่าง ทุกคนเริ่มสับสน เสียงนั้นพูดซ้ำ ๆ ว่า “อย่าออกไป…อย่าออกไป…”
ธันวากระชากประตูห้อง พูดเสียงดัง “เราต้องออกไปเดี๋ยวนี้!”
แต่เมื่อพวกเขาวิ่งกลับลงมาที่บันได พบว่าทางออกเปลี่ยนไป บันไดไม้ขาดหายไปครึ่งหนึ่ง เหลือเพียงความมืดดำลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง
“มันเปลี่ยนไปได้ยังไง?” แก้มแทบจะร้องไห้
เนตรนารีเดินไปใกล้ขอบบันได ลมหายใจรัวเร็ว เธอหลับตาแน่น “นี่มัน…ไม่ใช่ความจริงใช่มั้ย?”
แต่ปัณณ์กลับหัวเราะเบา ๆ อย่างประหลาด “ใครบอกว่าที่นี่คือความจริง?”
ทุกคนหันขวับไปมองปัณณ์ สายตาเขาขุ่นมัวคล้ายคนละเมอ “ถ้าพวกนายจำไม่ได้…ฉันเคยมาที่นี่แล้ว…”
ความเงียบงันกดทับบรรยากาศจนแทบขยับไม่ได้ ธันวาค่อย ๆ เดินถอยหลัง ดวงตาเบิกโพลง “นายว่าอะไรนะ?”
“ฉันเคยอยู่ที่นี่…ตอนเด็ก ๆ” ปัณณ์พูดเสียงแผ่ว เริ่มสั่น “ฉันจำเสียงพวกนี้ได้…”
เสียงกระซิบเริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้ปะปนกัน ทุกคนเริ่มสับสนกับภาพรอบตัว ผนังเริ่มขยับเหมือนมีสิ่งมีชีวิตอยู่ข้างใน
เนตรนารีจับแขนแก้มแน่น “เราไม่ควรมา…เราควรออกไปตั้งแต่แรก”
ธันวาเริ่มสติแตก เขาโยนกล้องลงพื้นอย่างแรง เสียงแตกดังสนั่น “พอ! หยุดพูดได้แล้ว!”
ทันใดนั้นประตูห้องข้างล่างเปิดออกเองช้า ๆ เสียงบานพับดังลั่น ทุกคนมองหน้ากัน ไม่มีใครกล้าขยับ
ปัณณ์เดินนำหน้าลงไปช้า ๆ แต่เมื่อเท้าก้าวลงไปแตะพื้น เขากลับหายไปในความมืดในพริบตา
แก้มร้องกรี๊ด เนตรนารีทรุดลงกับพื้น ตัวสั่นอย่างรุนแรง ธันวาตะโกนเรียกชื่อปัณณ์แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงเสียงกระซิบที่ดังขึ้นต่อเนื่อง “จะไม่มีใครได้ออกไป…”
ไฟฉายดับอีกครั้ง ทุกอย่างตกอยู่ในความมืดสนิท ทว่าทุกคนกลับสัมผัสได้ว่ามีใครอีกคนยืนอยู่ใกล้ ๆ ตลอดเวลา
เนตรนารีหายใจหอบ เธอพยายามตั้งสติแล้วดึงแก้มให้ลุกขึ้น “เราต้องหาทางออกให้ได้”
ทั้งสองเดินไปตามทางเดินที่เปลี่ยนรูปร่างไปเรื่อย ๆ ห้องที่เคยผ่านมากลับไม่เหมือนเดิม ภาพถ่ายบนผนังเปลี่ยนใบหน้าไปเป็นเด็กหญิงคนเดิมในรูป คราวนี้ยิ้มกว้างผิดธรรมชาติ
แก้มเอามือปิดปากกลั้นเสียงสะอื้น “เขากำลังเล่นกับเรา…”
เนตรนารีเดินไปที่ห้องแรกที่เข้ามา เธอสังเกตเห็นตัวอักษรโบราณบนผนังเริ่มส่องแสงจาง ๆ เมื่อเข้าไปใกล้ เธอเอื้อมมือแตะ รู้สึกเย็นวาบจนขนลุกซู่
เสียงกระซิบแปรเปลี่ยนเป็นเสียงสวดมนต์โบราณที่ไม่มีใครเข้าใจ ทว่ามันดังก้องในหัวทุกคน
ทันใดนั้นประตูทางออกเปิดอีกครั้ง มีเพียงหมอกขาวหนาทึบด้านนอก ธันวากระวนกระวาย เขาเลือกพุ่งตัวออกไปก่อนโดยไม่ฟังใคร เสียงร้องไห้ดังไล่หลังเขามา
ข้างนอกไม่มีบ้าน ไม่มีรั้ว ไม่มีอะไรเลย มีเพียงทุ่งหมอกสีขาวว่างเปล่า และเสียงกระซิบที่ไม่เคยดับไป ธันวาตระหนักว่าเขาไม่ได้ออกมาเลย เขายังคงติดอยู่ในวงวนของเรือนร้างนั้น
ข้างในบ้าน แก้มและเนตรนารีเหลือเพียงกันและกัน พวกเธอเลือกเดินกลับไปยังห้องที่มีกรอบรูปเก่า ๆ เนตรนารีหยิบรูปขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ภาพในรูปเปลี่ยนไปเป็นภาพของกลุ่มพวกเธอเอง ทุกคนในภาพมีรอยยิ้มปริศนา
เสียงกระซิบกลายเป็นเสียงหัวเราะแผ่วเบา
เนตรนารีนั่งลง สูดหายใจลึก เธอกระซิบกับตัวเอง “ที่นี่จะไม่ปล่อยเราไป…ใช่ไหม?”
เงามืดจากมุมห้องคลืบคลานเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ แก้มกอดเข่ากับพื้น น้ำตาไหลอาบแก้ม ทั้งสองจ้องไปที่กรอบรูปอย่างหวาดหวั่น ความทรงจำใหม่ ๆ เริ่มผุดขึ้นมาในหัว พวกเธอต่างจำได้ลาง ๆ ว่าเคยมาที่นี่มาก่อนแต่กลับไม่เคยอยากจำ
เสียงกระซิบยังคงวนเวียนไม่หยุด เงาร่างเล็ก ๆ วิ่งผ่านหน้าต่างไปมาไม่มีที่สิ้นสุด
ในที่สุด ทั้งสองคนแทบแยกไม่ออกว่าความจริงคืออะไร หรือความฝันอันเลวร้ายอยู่ตรงหน้า
เสียงกระซิบคล้ายจะเอื้อมมือมาจับพวกเธอไว้ในอ้อมแขนของเรือนร้างนี้ตลอดกาล เงามืดกลืนกินภาพทั้งหมด ทิ้งไว้เพียงความเงียบและเสียงกระซิบที่ไม่มีวันดับสูญ