เสียงกระซิบในห้องหมอก
เมฆหมอกสีเทาปกคลุมรอบมหาวิทยาลัยชนบทในยามเช้า ความเย็นแผ่ซ่านไปทั่วสนามหญ้า เปียกชื้นจนรองเท้าหนังของอัญชริกาเปียกชุ่ม เธอแบกกระเป๋าเดินเข้ามายังหอพักหญิงเก่าที่สุด—“ตึกผาแก้ว”—ซึ่งถูกใช้เป็นหอชั่วคราวระหว่างการซ่อมแซมหอหลัก ความเก่าครึของตึก ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าคฤหาสน์ร้าง เธอสูดลมหายใจเข้าลึก เพื่อข่มความกระวนกระวายในอก ก่อนจะเปิดประตูไม้เก่า ๆ ที่ส่งเสียงร้องเอี๊ยดอ๊าดทันทีที่มือแตะ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ยินดีต้อนรับค่ะ พี่ชื่อจริยา เป็นพี่หอ” หญิงสาวร่างสันทัดพูดยิ้ม ๆ แต่สายตาดูอ่อนล้า “คนมาอยู่แค่สี่คนเองนะปีนี้”
“อัญชริกา—เรียกว่าชริก็ได้ค่ะ” เธอตอบ พลางมองสภาพห้องโถงที่เหมือนไม่มีใครเข้ามาใช้นานแล้ว
“พี่ว่า…อย่าออกไปข้างนอกตอนดึกนะ หมอกมันขาวจัด เดี๋ยวจะหลงทาง” จริยาวางกุญแจไว้บนโต๊ะ ก่อนเบือนสายตาลงต่ำ เหมือนไม่อยากเจอสบตาใครนาน ๆ
อัญชริกายิ้มแห้ง ๆ ก่อนเดินลากกระเป๋าไปยังห้องหมายเลข 208 ที่อยู่สุดทางเดิน เสียงฝีเท้าของเธอสะท้อนบนพื้นไม้เก่า ๆ ดังเปล่าเปลี่ยว ความเงียบของตึกทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองจากเงามืดตามทางเดิน
เมื่อเปิดประตูห้อง เธอเห็นเพื่อนร่วมห้องนั่งอยู่ที่มุมเตียงแล้ว “ขอโทษนะ ฉันชื่อมะลิ ยินดีที่ได้รู้จัก” เสียงของผู้หญิงท่าทางเรียบร้อยแต่สายตากลับลอบสังเกตตลอดเวลา
“อยู่มานานหรือยัง?” อัญชริกาถาม
“สองวันเอง ไม่มีอะไรน่าห่วงหรอกมั้ง…แค่หมอกมันหนาแปลก ๆ” มะลิพูดเบา ๆ แล้วเบือนหน้าไปทางหน้าต่าง
เสียงเคาะประตูดังขึ้น เด็กสาวอีกสองคน—แพรวาซึ่งพูดเก่งกับอิ๋วที่ไม่ค่อยพูด เดินเข้ามาในห้อง “สุดยอดเลย ห้องนี้เหมือนบ้านผีสิง! ไหนบอกว่าตึกนี้ไม่มีคนตายไง?” แพรวาเย้า ส่วนอิ๋วแค่ยิ้มมุมปาก ไม่ตอบอะไร
คืนนั้น หลังอาบน้ำ อัญชริกานั่งบนเตียง พยายามอ่านหนังสือแต่รู้สึกเหมือนมีเสียงกระซิบแผ่วเบามาจากผนัง เธอหันมองรอบห้อง แต่ทุกอย่างเงียบสนิท เว้นแต่เสียงลมหายใจของมะลิที่หลับสนิทไปก่อนแล้ว
เธอลงไปเปิดหน้าต่าง หวังรับอากาศแต่กลับได้กลิ่นชื้นคล้ายดินเก่า ๆ หมอกขาวลอยต่ำอยู่เบื้องหน้า เงารางบางอย่างเคลื่อนไหวในหมอก—หรือเป็นเพียงความคิดของเธอเอง?
วันต่อมา ห้องโถงดูว่างเปล่าและเงียบจนน่าขนลุก จริยาหายไปไหนไม่รู้ แพรวาคุยหัวเราะเสียงดังขณะเดินไปเรียน ส่วนอิ๋วก้มหน้าไม่พูดกับใคร อัญชริกาเดินไปดูป้ายรายชื่อหน้าหอพัก พบว่ามีรายชื่อเก่าค้างอยู่ชื่อหนึ่ง—“ปาริชาติ”—แต่ไม่มีในรายชื่อปีนี้ เธอถามมะลิ แต่มะลิเพียงแค่ส่ายหน้าแล้วเดินหนี
คืนนั้น ขณะอัญชริกานั่งอ่านหนังสือ เสียงกระซิบกลับมาอีกครั้ง คราวนี้ชัดขึ้น ฟังเหมือนเสียงผู้หญิง “…กลับมา…ช่วยฉัน…” เธอสะดุ้ง มองไปรอบห้องแต่ไม่พบใคร
อัญชริกาตัดสินใจบอกแพรวา “เมื่อคืนฉันได้ยินเสียงแปลก ๆ เหมือนมีคนขอให้ช่วย”
แพรวาหัวเราะ “แกคิดมากป่ะ? หรือที่นี่เป็นแบบในตำนานจริง ๆ?” เธอหยุดชะงักเมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของอัญชริกา “โอเค เอาไว้เดี๋ยวคืนนี้ฉันนอนด้วย”
คืนต่อมา อัญชริกา แพรวา และมะลินอนรวมกันในห้อง เสียงกระซิบกลับดังขึ้นอีก “…ช่วย…อย่าเชื่อใคร…” แพรวาดีดตัวลุกขึ้น “เฮ้ ใครแกล้ง!” แต่ไม่มีใครอยู่ในห้องนอกจากพวกเธอ
มะลิหน้าซีด สะดุ้ง “อย่า…อย่าไปสนใจ…” เธอก้มหน้า มือสั่นเล็กน้อย อัญชริกาเริ่มสงสัยในท่าทีของมะลิ
วันรุ่งขึ้น จริยากลับมาในหอ เธอมีรอยขีดข่วนบางอย่างบนมือ อิงผนังหอบหายใจ “เมื่อคืนมีคนไปเดินในห้องหมอกใช่ไหม?” เธอจ้องมองทุกคนเป็นพิเศษที่อัญชริกา
“ห้องหมอก?” อิ๋วพูดขึ้นเป็นครั้งแรก เสียงแผ่วเบา “พี่หมายถึงห้องที่ไม่มีใครเข้าไปได้ใช่ไหม?”
จริยาส่ายหน้า “ถ้าได้ยินเสียง ห้ามตามไปเด็ดขาด” แล้วเธอก้มหน้าหลบสายตาอีกครั้ง
อัญชริกาตัดสินใจเดินสำรวจตึกในตอนเย็น เธอพบประตูหลังตึกที่ดูเหมือนถูกปิดตายด้วยโซ่ แต่มีรอยสนิมเหมือนถูกแกะบ่อยครั้ง เสียงกระซิบแผ่วเบาดังมาจากข้างใน
คืนนั้น เสียงกระซิบยังคงดำเนินต่อไป มะลิร้องไห้เบา ๆ ในความมืด “ฉัน…ฉันเคยได้ยินเสียงนี้ตอนเด็ก ๆ…” เธอกอดเข่าแน่น อัญชริกานั่งลงข้าง ๆ “ใครกัน?”
“ไม่รู้…แต่เขาบอกว่าถ้าไม่ช่วย เขาจะไม่จากไป” มะลิเสียงสั่น
วันถัดมา อิ๋วเริ่มซึมเศร้ากว่าปกติ เธอไม่ไปเรียน ไม่พูดกับใคร อยู่แต่ในห้อง จนกระทั่งอัญชริกาตัดสินใจไปหา เห็นอิ๋วนั่งจ้องรูปถ่ายเก่า ๆ ในมือ รูปนั้นมีเด็กผู้หญิงห้าคนยืนอยู่หน้าตึกนี้
“นี่ใคร?” อัญชริกาถาม อิ๋วเงียบไปนาน ก่อนตอบเบา ๆ “คนหนึ่ง…หายไป…แล้วไม่มีใครพูดถึงอีกเลย”
อัญชริกาสังเกตเห็นในรูปมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งถูกลบหน้าด้วยปากกาดำ และเธอก็ใส่ชุดนักเรียนแบบเดียวกับ “ปาริชาติ” ในรายชื่อเก่า
กลางดึกวันหนึ่ง หมอกหนาแน่นจนแทบมองไม่เห็นตึก อัญชริกาตื่นขึ้นเพราะเสียงฝีเท้าดังมาจากทางเดิน เมื่อเปิดประตูออกไป เธอเห็นเงาคล้ายมะลิเดินไปทางบันไดหลังตึก เธอรีบตามไป ในขณะที่ทุกอย่างเงียบงันจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง
เมื่ออัญชริกาตามไปถึงประตูหลัง เธอเห็นรอยเลือดจาง ๆ (เหมือนน้ำตาเทียนเก่าที่หยดเป็นริ้ว) อยู่บนพื้นใกล้โซ่ เธอผลักประตูเข้าไปข้างใน พบห้องขนาดเล็ก มีฝุ่นหนาแน่นและกระจกเก่า ๆ ตั้งอยู่ตรงกลางห้อง
เสียงกระซิบดังขึ้นรอบตัว “…ช่วยฉัน…ย้อนกลับ…พวกเขาทำร้ายฉัน…” เงาในกระจกขยับไหววูบไปมา อัญชริกาหันไปเห็นมะลิยืนตัวแข็งอยู่ข้างหลัง น้ำตาไหลอาบแก้ม
“ฉัน…ฉันเป็นคนพาเธอมาที่นี่…ปาริชาติ” มะลิพูดเบา ๆ “แต่ฉันไม่ได้อยากให้เธอหายไป…”
อัญชริกาหยิบกระจกขึ้นมา ทันใดนั้นหมอกในห้องก็คลายตัว เผยให้เห็นเงาของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ร้องไห้อยู่ เธอพยายามจะพูดแต่ไม่มีเสียง อัญชริกาใจเต้นแรง เธอมองไปที่เงานั้นแล้วพูด “เธอต้องการให้เราพบอะไร?”
เงาในกระจกชี้ไปที่มะลิ ซึ่งทรุดตัวลงกับพื้น “ขอโทษ…ฉันกลัว…ฉันไม่กล้าพูด…” มะลิร้องไห้สะอึกสะอื้น
ทันใดนั้นหมอกในห้องกลับกลายเป็นหนามเกี่ยวพันรอบขาอัญชริกาและมะลิ เสียงกระซิบกลายเป็นเสียงกรีดร้องแผ่วเบา “…คืนความจริงให้ฉัน…”
แพรวาและอิ๋ววิ่งเข้ามาเจอ ทั้งสองจับมือกันแน่น อิ๋วตะโกน “หยุด! เธอต้องการอะไรแน่!”
เงาในกระจกสั่นไหว เผยให้เห็นเหตุการณ์ในอดีต—เด็กหญิงคนหนึ่งถูกเพื่อนผลักเข้าไปในห้องนี้และปิดประตูขังไว้ ด้วยความกลัว เธอร้องขอความช่วยเหลือ แต่ถูกปล่อยทิ้งไว้ในหมอกจนหายตัวไป
เสียงกระซิบอ่อนลง “…อย่าให้ใครลืมฉัน…” มะลิกรีดร้อง “ฉันผิดเอง! ฉันกลัวจนไม่กล้าบอกใคร!”
อัญชริกาสัมผัสกระจก เบา ๆ “เธอชื่อปาริชาติใช่ไหม? ฉันขอโทษแทนทุกคน…พวกเราจะไม่ลืมเธอ”
หมอกค่อย ๆ จางลง เงาในกระจกหายไปอย่างช้า ๆ มะลิร้องไห้ด้วยความโล่งอก อัญชริกาพยายามปลอบโยน ขณะที่เสียงกระซิบสุดท้ายแผ่วเบา “…ขอบคุณ…”
หลังคืนนั้น หอพักกลับมาเงียบสงบ หมอกจางลง แต่ร่องรอยในใจของทุกคนยังไม่เลือนหาย อัญชริกายังเห็นเงาตัวเองสั่นไหวในกระจกทุกครั้งที่เดินผ่าน เหมือนกับมีบางสิ่งบางอย่างคอยเฝ้ามองอยู่เสมอ