กระจกเงา ณ ปลายทาง
สายลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่านซากบ้านไม้สองชั้นที่ตั้งโดดเดี่ยวติดชายทุ่ง เสียงฝีเท้าหญิงสาวดังชัดท่ามกลางความเงียบ ผมดำยาวของเธอสะบัดตามแรงเดิน หน้าตาเรียบเฉยแต่ดวงตาสั่นไหวด้วยความลังเล เธอชื่อลลิน อายุสามสิบต้น ๆ เสื้อขาวตัวหลวมกับกางเกงยีนส์ขาด ๆ ดูขัดกับบรรยากาศบ้านหลังนี้อย่างประหลาด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แม่…แม่อยู่ไหม” ลลินกระซิบกับตัวเอง ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย เธอหยุดยืนตรงหน้าประตู หน้าต่างทุกบานถูกปิดตายด้วยไม้กระดานเก่า ๆ กลิ่นฝุ่นผสมกลิ่นไม้ผุโชยออกมา สองมือเธอสั่นไหวขณะไขกุญแจดอกเดิมที่ยังแขวนคาประตู
ทันทีที่ประตูไม้เปิดออก เสียงเอี๊ยดดังลากยาวจนลลินต้องหยุดหายใจ เธอเดินเข้าไปช้า ๆ สายตากวาดมองรอบบ้าน ภายในยังเหมือนเดิมทุกอย่าง เฟอร์นิเจอร์เก่า โต๊ะไม้กลมกลางห้องรับแขกที่มีรอยขีดข่วนเหมือนใครข่วนไว้ พื้นบ้านเต็มไปด้วยฝุ่นและใยแมงมุม เธอสังเกตเห็นกรอบรูปวางเอียงบนชั้นวาง ในนั้นคือภาพแม่ของเธอในวัยสาว
เสียงบางอย่างดังแว่วคล้ายขูดกับไม้ลอยมาจากบันได เธอหันขวับ เงาเลือนไหวราง ๆ เหมือนมีคนยืนอยู่ชั้นบน ลลินเม้มริมฝีปากแน่น พยายามกลืนน้ำลาย ก่อนจะบังคับขาให้ก้าวต่อ
ตอนเด็ก ๆ ลลินจำได้ว่าแม่มักห้ามไม่ให้เข้าไปห้องหนึ่งบนชั้นสอง “แม่เก็บของเก่าไว้ อย่าเข้าไปนะลูก” เสียงเตือนนั้นแว่วอยู่ในหัว
เธอเดินขึ้นบันไดทีละขั้น เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดและฝุ่นปลิวเมื่อเท้าเหยียบ ลลินหยุดยืนหน้าประตูห้องปลายสุดของโถง บานประตูไม้ทาสีขาวซีด ๆ มีรอยขีดลึกเหมือนถูกเล็บข่วน เธอลังเลแต่สุดท้ายก็บิดลูกบิดเข้าไปข้างใน
ห้องนี้โล่ง มีเพียงกระจกเงาบานใหญ่โบราณตั้งตระหง่านตรงผนังฝั่งขวา กระจกมีกรอบไม้ฉลุลายประณีตแต่เต็มไปด้วยฝุ่นและรอยแตกร้าวตรงมุม ลลินเดินเข้าไปใกล้ มองเห็นเงาตัวเองในกระจกแต่แววตาของเงานั้นเหมือนกำลังจ้องตอบอย่างรู้ทัน
เธอเหลือบไปเห็นสมุดบันทึกวางบนโต๊ะข้างกระจก ลลินหยิบขึ้นมาเปิดดู ข้างในเป็นลายมือของแม่ — เต็มไปด้วยถ้อยคำสับสนและข้อความทวนซ้ำว่า “จงอย่ามองนานกว่าสามลมหายใจ” ลลินขมวดคิ้ว หันกลับไปที่กระจก
เสียงฝีเท้าแผ่วบางแว่วลอยมาจากข้างหลัง ลลินหันหลังทันที — ไม่มีใครอยู่เลย เธอกลืนน้ำลาย มองหน้ากระจกใหม่ ในเงาเธอเห็นเงาอีกคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลังแต่เมื่อหันไปก็ว่างเปล่า
ลลินปิดสมุดบันทึก หัวใจเต้นแรง เธอเดินลงมาชั้นล่าง พยายามค้นหาหลักฐานอะไรเกี่ยวกับแม่ในลิ้นชักโต๊ะ โปสการ์ดเก่าหล่นออกมา ตรงมุมเขียนว่า “กลับมาบ้าน…แล้วจะรู้ว่าความจริงคืออะไร” ลายมือแม่เธอ
ท่ามกลางความเงียบ มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ลลินสะดุ้ง หยุดหายใจ เธอเดินไปมองลอดรอยแตกของบานไม้ เห็นเงาร่างหนึ่งยืนเงียบอยู่ตรงระเบียงแต่กลับไม่มีหน้าตา เธอไม่กล้าเปิด
เสียงโทรศัพท์บ้านที่ไม่ได้ใช้งานมานานดังขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล ลลินลังเล ก่อนจะหยิบหูโทรศัพท์ขึ้นมา “…ลลินใช่ไหม…” เสียงแหบดังมาจากปลายสาย เสียงนั้นคล้ายแม่แต่แหบพร่าเกินจริง
“แม่…อยู่ไหน…แม่?” ลลินน้ำเสียงสั่น เสียงปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “กระจก…ลูกต้องไม่ลืม…จงอย่ามองมันนาน…” แล้วสายก็ตัดขาด
ลลินยืนเงียบอยู่นาน เหงื่อซึมเต็มฝ่ามือ เธอเริ่มเดินสำรวจบ้านให้ทั่ว พบว่ามีประตูห้องใต้บันไดที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน บานประตูนี้มีสัญลักษณ์คล้ายรูปตาแกะสลัก ลลินพยายามเปิดแต่ล็อกแน่น เธอลูบพื้นไม้ตรงหน้าประตู เหมือนมีอะไรบางอย่างฝังอยู่ใต้แผ่นไม้
พลบค่ำมาเยือน เสียงแปลก ๆ ในบ้านเริ่มมากขึ้น เงาข้างฝาเคลื่อนไหวราวกับมีคนเดินวนในบ้านทั้งที่ไม่มีใคร เสียงฝีเท้าดังขึ้นลงบนชั้นสอง ลลินพยายามไม่สนใจแต่ร่างกายสั่นเทาอย่างห้ามไม่ได้
คืนตก เธอจุดตะเกียงเดินวนในบ้าน ไฟในบ้านไม่ติดอีกแล้ว ลลินตัดสินใจขึ้นไปที่ห้องกระจกอีกครั้ง เธอเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดฝุ่นออกจากกระจก แต่ยิ่งเช็ดยิ่งเห็นรอยแตกลึกขึ้น เหมือนรอยนั้นขยายออกมาเอง
เธอสบตากับเงาในกระจกนานกว่าที่ควร เงานั้นเริ่มเคลื่อนไหวช้ากว่าเธอ รอยยิ้มค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้าของเงาลลิน แม้เธอจะไม่ได้ยิ้ม
เสียงกระซิบดังขึ้นรอบตัว “ออกไป…ออกไป…” ลลินหันซ้ายแลขวา ไม่มีใครอยู่เลย เธอถอยห่างจากกระจก หัวใจเต้นแรงจนเจ็บอก
รุ่งเช้า ลลินพบว่าตัวเองหลับอยู่หน้าห้องกระจก เธอสะดุ้งตื่น เห็นรอยขีดลึกใหม่ ๆ บนบานประตูเหมือนมีใครพยายามจะเปิดออกจากด้านใน เธอตัดสินใจโทรศัพท์หาญาติใกล้เคียงแต่สัญญาณขาดหายตลอด เสียงรบกวนแปลก ๆ ดังขึ้นแทนเสียงปลายสาย
ขณะแตะโทรศัพท์ เธอพลันสังเกตเห็นรูปถ่ายเก่าหล่นออกจากสมุดภาพ บนหลังภาพเขียนว่า “ถ้าเห็นเงาในกระจกเป็นคนอื่น อย่าหันกลับเด็ดขาด” ลลินยิ่งใจคอไม่ดี
เธอเดินไปที่ห้องใต้บันได ใช้ไขควงงัดพื้นไม้ พบกล่องเหล็กเก่า ๆ ขึ้นสนิมหนัก ข้างในมีจดหมายฉบับหนึ่งกับสร้อยลูกปัดไม้ จดหมายนั้นเขียนด้วยลายมือสั่น ๆ “ถ้าลูกเจอกระจก จงอย่าฟังเสียงเรียก…มันไม่ใช่แม่”
เสียงขูดขีดดังขึ้นจากห้องกระจกชั้นบน ดังกว่าเดิม ลลินใจเต้นแรง ตัดสินใจขึ้นไปเผชิญหน้ากับมัน เธอเปิดประตูเข้าไป ภายในมืดสนิท เงาในกระจกหายไป เหลือเพียงรอยแตกร้าวแตกกระจายเหมือนใยแมงมุม
จู่ ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าเดินวนรอบห้อง เงาเริ่มปรากฏในกระจกอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นเงาผู้หญิงอายุไล่เลี่ยกับแม่ของเธอ ดวงตากลวงโบ๋ เธอพูดไม่ออก ยืนแข็งทื่อ
“แม่…ใช่แม่หรือเปล่า” เงาในกระจกยิ้มประหลาด ก่อนปากจะขยับพูดว่า “อย่าหันหลังกลับนะลูก”
เสียงขูดขีดเริ่มดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ตรงบานประตู เงาในกระจกค่อย ๆ ยื่นมือออกมาจากกรอบกระจก ลลินยืนสั่น น้ำตาไหลอาบแก้มแต่ขาก็ยังไม่ขยับ
ประตูห้องค่อย ๆ เปิดออกเองอย่างช้า ๆ เสียงลมหายใจหนัก ๆ ดังรอบห้อง ลลินหลับตาแน่น พยายามนับลมหายใจตัวเอง สามลมหายใจ…เงียบ…เธอลืมตา เงาในกระจกหายไปแต่ความรู้สึกเย็นเยียบยังเกาะติดผิวหนัง
เธอรีบวิ่งออกจากห้องลงมาชั้นล่าง กำสร้อยลูกปัดไว้แน่น เดินไปที่ประตูหน้าบ้าน พยายามเปิดประตูแต่ลูกบิดขยับไม่ได้ ลลินเริ่มตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ เสียงตอบรับกลับมีแต่เสียงกระซิบวนซ้ำว่า “ออกไป…ออกไป…”
พลันแสงไฟจากหน้าต่างโถงกลางบ้านพลุบวาบ เงาหญิงสาวปรากฏอยู่หน้ากระจกในโถงนั้น ลลินหยุดชะงัก ร่างในกระจกยิ้มเย็นชา ก่อนจะพูดด้วยเสียงของแม่ “ลูกไม่เคยฟังแม่เลย…”
ลลินทรุดลงกับพื้น ร้องไห้สะอึกสะอื้น เงาในกระจกค่อย ๆ ถอยห่างไปในความมืด ทิ้งเธอไว้กับความกลัว และเสียงกระซิบที่ไม่เคยหายไป
บ่ายวันต่อมา เพื่อนบ้านพบว่าบ้านหลังนี้ยังถูกปิดตายเหมือนเดิม แต่หน้าต่างชั้นบนมีรอยมือเปื้อนฝุ่นปรากฏใหม่ ๆ ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้
ในคืนนั้น ลลินนั่งเงียบอยู่หน้ากระจกเงาบานเดิม ดวงตาว่างเปล่า เธอเพียงสบตากับเงาในนั้น…และเงาค่อย ๆ ยิ้มตอบ ก่อนที่เงานั้นจะมองผ่านตัวเธอออกมาอย่างเย็นชา