กระซิบรักกลางสายฝน
ละอองฝนโปรยเม็ดเบาๆ กระทบกับบานกระจกสูงของสำนักงานสถาปนิกกลางกรุงเทพฯ เพลินยืนพิงขอบโต๊ะทำงาน ลอบถอนหายใจ เธอเหล่ตามองเพื่อนร่วมงานที่กำลังเร่งเคลียร์แบบงานส่งลูกค้า แต่ละคนท่าทางเคร่งเครียด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เพลินเหลือบมองภัทร์ สถาปนิกหนุ่มเจ้าระเบียบที่นั่งเงียบ ๆ ใกล้หน้าต่าง เขาสวมแว่นกรอบดำ หน้าตานิ่งขรึม ทุกเม็ดฝนข้างนอกเหมือนจะตกเฉพาะตัวเขาเอง
แสงวูบวาบจากโทรศัพท์ทำให้เพลินถอนจากความคิด รุ้ง เพื่อนสาวทักแชทมาเตือนเรื่องนัดมื้อเย็น เธอตอบไปด้วยความลังเล
“เพลิน งานค้างอะไรรึเปล่า” เสียงทุ้มของภัทร์เอ่ยขึ้น เขาไม่ค่อยพูดกับเธอเท่าไร ตั้งแต่ย้ายมาทำที่นี่ ทุกบทสนทนามักสั้นกุดและติดขัด
“เปล่าหรอกค่ะ แค่รอเคลียร์แบบส่งพี่อร” เพลินตอบ พลางดึงแฟ้มงานมาอ่านคลายเก้อ
เขาพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรต่อ ปล่อยอากาศเงียบ ๆ ให้วนกลับมาอีกครั้ง
เวลาเดินช้า ๆ ฝนข้างนอกแรงขึ้นทุกที สวิตช์ไฟถูกปิดเป็นสัญญาณว่าสำนักงานใกล้หมดวัน ระหว่างทุกคนทยอยเดินออก ภัทร์หยิบร่มสีเทาเก่า ๆ และโบกมือขออนุญาตกลับก่อน
เพลินเก็บของช้ากว่าคนอื่นเพราะต้องส่งแบบทางออนไลน์ กว่าจะเสร็จฟ้าก็แทบมืด เธอกำลังลังเลจะโทรหาแท็กซี่ ฝนก็ยังตกไม่หยุด
เสียงร่มเปิดพร้อมเงาผู้ชายหน้าต่างสำนักงาน “เพลิน จะกลับยัง?” เธอสะดุ้ง “เอ่อ กำลังจะโทรเรียกแท็กซี่ค่ะ”
“รอก่อน เดี๋ยวพาไปส่ง รถผมจอดใกล้ ๆ” น้ำเสียงเรียบนิ่งแฝงความเอื้อเฟื้อ เพลินลังเล แต่ก็พยักหน้าเบา ๆ
ทั้งสองคนเดินฝ่าสายฝนไปที่รถ ความเงียบระหว่างขับเคลื่อนอึดอัดปะปนกับกลิ่นฝน ภัทร์เปิดเพลงที่ไม่ได้มีเนื้อร้องอะไร เพลงบรรเลงหน่วง ๆ เหมาะกับเศษเม็ดฝนที่เกาะหน้าต่าง
“ขอบคุณนะคะที่อุตส่าห์แวะมาส่ง” เพลินเอื้อมหยิบกระเป๋า ไม่กล้าสบตาเขา “ไม่เป็นไร อยู่เส้นทางเดียวกัน” ภัทร์ตอบสั้น ๆ
รถจอดริมทางใกล้คอนโดเธอ ฝนยังพรำ “ระวังลื่นนะ” เขาเอ่ยเสียงเบา เพลินยิ้มบาง ๆ แล้วรีบเปิดประตูออก หัวใจเต้นแรงทั้งที่ตัวไม่เปียกฝนเลย
คืนนั้นเพลินนอนไม่หลับ ภาพแววตาเหงาของภัทร์ยังวนเวียนในหัว เธอคิดถึงรอยร้าวในใจตัวเอง กับอดีตที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟัง เช่นเดียวกับที่เธอคิดว่า ภัทร์อาจจะซ่อนความเศร้าอะไรไว้เช่นกัน
วันรุ่งขึ้นสำนักงานเงียบเหงากว่าปกติ เพราะบรรยากาศงานใหญ่ที่ต้องแข่งกับเวลา รุ้งเพื่อนสนิทเดินมาขลุกอยู่ที่โต๊ะ “เมื่อวานใครไปส่ง ยูถึงบ้านเหรอ”
เพลินกลั้นยิ้ม “เอ่อ…ภัทร์” รุ้งเบิกตา “จริงสิ เคยเห็นภัทร์นิ่ง ๆ ไม่นึกว่าจะใจดีแฮะ” เพลินชะงัก ใจเต้นแรงเล็กน้อยแต่ปิดสีหน้าไว้
ช่วงบ่าย ๆ อร หัวหน้าโครงการเข้ามาตรวจงาน เพลินกับภัทร์ต้องนำเสนอไอเดียคู่กันต่างฝ่ายต่างพูดแบบระวังน้ำเสียง ภาพสเก็ตช์ของเพลินดูอ่อนหวาน ตัดกับเส้นสายแข็งของภัทร์
“ผลงานสองแนวนี้มีความสมดุลดีนะ ลองเอาไปหลอมรวมกันดู” อรออกความคิดเห็น เพลินกับภัทร์สบตากันอย่างจำใจ ฝีมือของอีกฝ่ายคือสิ่งที่ต้องเผชิญหน้าในโปรเจ็กต์นี้
ทั้งสองนั่งใกล้กันกลางห้องประชุมโดยไม่มีใครอีก ภัทร์ลูบแฟ้มงาน “แบบยูดูน่าสนใจดี” เขาพูดเบา ๆ “แต่ไม่เหมือนสายแข็งแบบผม” เพลินหัวเราะเบา ๆ “คนมันอ่อนไหวก็แบบนี้แหละค่ะ”
“อ่อนไหวบ้างก็ดีมั้ง โลกจะได้ไม่แข็งเกินไป” ภัทร์พูดขรึม ๆ สะท้อนแววเศร้าอยู่ลึก ๆ เพลินอยากถามแต่ก็กลืนคำถามไว้ในใจ
วันต่อมาโปรเจ็กต์ร่วมเริ่มขึ้น ความห่างเหินกลายเป็นความขัดแย้งแบบสุภาพ เสียงเถียงเบา ๆ เรื่องโทนสี ลายเส้น กับฟังก์ชันพื้นที่ดังในมุมสำนักงานบ่อยขึ้น
“แบบยูดูใช้งานยากไปนิดนึงหรือเปล่า” ภัทร์ขมวดคิ้ว เพลินเถียงกลับ “ของภัทร์แข็งเกิน ไม่มีมุมละมุนใจเลย” ภัทร์สบตานิ่ง ๆ ก่อนจะถอนหายใจ หันกลับไปที่จอคอมฯ
หลังเลิกงาน เพลินยืนรอรถเมล์ ฝนยังไม่ยอมหยุดตก ภัทร์เดินมาข้าง ๆ เขาไม่พูดอะไร แค่ยืนรอด้วยกันจนรถมา ทั้งสองต่างฟังเสียงฝนชะโลมใจ
วันหนึ่งเพลินลืมแฟ้มงานสำคัญไว้ที่ออฟฟิศ ต้องย้อนกลับไปเก็บภายใต้สายฝนยามค่ำ ภัทร์ที่ยังอยู่ช่วยหาของสองมือเปื้อนหมึกและเศษกระดาษ
“ยูเคยคิดไหมว่าบางเรื่องเราก็แก้ไม่ทันเวลา” ภัทร์พึมพำ เพลินหยุดมองเขา “เรื่องไหนล่ะคะ”
เขาเงียบอยู่ครู่ “เรื่องกลับไปแก้ไขอดีตไง” เพลินจ้องหน้าภัทร์ แล้วเปลี่ยนหัวข้อ “แต่เราทำปัจจุบันให้ดีได้ใช่ไหม”
ภัทร์หัวเราะเบา ๆ “ใช่…แต่อดีตมันก็ยื้อเราไว้” ความเงียบและเสียงฝนกลบถ้อยคำจบ พวกเขายิ้มให้กันจาง ๆ
แม้จะมีความใกล้ชิดมากขึ้น แต่บ่อยครั้งก็เกิดความเข้าใจผิดเล็ก ๆ เพลินเห็นภัทร์รับโทรศัพท์เงียบ ๆ อยู่บ่อยครั้ง เขามักดูเครียดแล้วขอออกไปทันที ทำให้เธอสงสัยแต่ไม่กล้าถาม
วันหนึ่ง ภัทร์หายตัวออกจากออฟฟิศทั้งวัน ไม่สามารถติดต่อได้ เพลินกังวล เธอส่งแชทไปถาม แต่ได้รับเพียงคำตอบสั้น ๆ และข้อความว่า “ขอโทษด้วย” เท่านั้น
ในวันประชุมใหญ่สำหรับพรีเซนต์ผลงานลูกค้า เพลินต้องนำเสนอคนเดียวโดยไร้ภัทร์ เธอพยายามควบคุมความตื่นเต้น แต่ไอเดียที่เคยตกผลึกกับเขากลับว่างเปล่า เหมือนขาดสิ่งหนึ่งในกระบวนการคิด
หลังประชุม เพลินกลับไปนั่งที่โต๊ะ ตาแดงกล่ำ รุ้งเดินมากอดปลอบ “ไม่ต้องร้องนะ ยังมีโอกาสแก้ไขอีก”
ค่ำวันเดียวกัน ภัทร์โทรกลับมาเสียงหอบ “ขอโทษนะ เพิ่งพาแม่ไปโรงพยาบาลมา แม่ผมหกล้มหนัก ผมควรบอกก่อน…”
เพลินนิ่งไป ลมหายใจหนักอึ้ง “ไม่เป็นไรค่ะ ภัทร์แค่…เป็นห่วง”
ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นทีละน้อย การได้เห็นอีกฝ่ายในวันที่อ่อนแอ ทำให้เพลินใจสั่นและอยากดูแลเขามากกว่าที่เคยรู้สึกกับใคร
หลังจากวันนั้น เพลินและภัทร์สนิทกันมากขึ้นในแบบที่ต่างคนต่างไม่กล้าก้าวข้ามเส้นที่ไม่ตั้งใจวาด เพลินชวนภัทร์ไปเดินดูต้นไม้ช่วงสุดสัปดาห์ ภัทร์ยิ้มบาง ๆ “ต้นไม้มันเติบโตช้า เหมือนชีวิตเราป่ะ”
“พอเราคอยดูแลมันก็ค่อย ๆ โตเอง” เพลินตอบเสียงแผ่ว ขณะจับใบไม้ เขามองเธอด้วยสายตาอบอุ่นก่อนจะเบือนหน้าหนี
คืนหนึ่ง ภัทร์ส่งข้อความมายาวผิดปกติ “ยูเคยกลัวความล้มเหลวบ้างไหม” เพลินค่อย ๆ ตอบกลับ “กลัว กลัวมาก…เมื่อก่อนเคยเสียใจจนไม่กล้าทำอะไรใหม่ ๆ”
เขาเงียบไปนานก่อนพิมพ์กลับมา “อาจเพราะกลัวซ้ำรอย…เลยไม่กล้ารักใครอีก”
ช่วงที่ความสัมพันธ์กำลังดีขึ้น อดีตของภัทร์เริ่มตามหลอกหลอนอีกครั้ง เมื่อแฟนเก่าเขากลับมาที่ออฟฟิศในฐานะลูกค้ารายใหม่ เธอผู้มีรอยยิ้มมั่นใจ มองแฝงแววเย้ยหยันไปถึงเพลิน
“ภัทร์ ยูเคยลืมอดีตได้จริงเหรอ” เพลินถามเสียงสั่น ๆ หลังเลิกงาน
“ไม่ แต่ผมเลือก…ก้าวต่อไป” ภัทร์ตอบ น้ำเสียงปนลังเล ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งความเงียบงันไว้ให้เพลินครุ่นคิด
ช่วงนี้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองเหมือนหยุดนิ่ง ต่างคนต่างไม่กล้าทำอะไร เพื่อนร่วมงานจับตามองเป็นพิเศษ เพลินเริ่มหนีหน้า ส่วนภัทร์เลือกใช้เวลากับแม่และงานเป็นข้ออ้าง
รุ่ง ขอนั่งคุยกับเพลิน “แกกลัวอะไร” รุ้งถาม เพลินเว้นระยะนานก่อนตอบ “กลัว…ถ้าก้าวไปแล้วจะเสียเขาไปตลอด”
ภัทร์ก็มีบทสนทนาเช่นเดียวกันกับอร “ผมกลัวผิดซ้ำ…ผมไม่กล้าผูกพันกับใครเพราะกลัวเจ็บอีก” อรจับมือเขาแน่น “เธอกล้าพอไหมที่จะลองอีกสักครั้ง”
เวลาผ่านไป งานใหญ่ประสบความสำเร็จแต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กลับจืดจาง เพลินมีโอกาสย้ายไปทำงานต่างจังหวัด เธอเริ่มลังเลกับการเลือกทางเดินใหม่
ภัทร์ขับรถมาส่งเธอในคืนสุดท้ายกลางสายฝน ทั้งสองนั่งเงียบ ๆ เสียงน้ำไหลรินทำหน้าที่คล้ายเสียงในใจ
“ขอโทษนะ…ผมควรกล้าบอกยูตั้งแต่แรก ว่าผมเองก็…กลัวเสียยูไปเหมือนกัน” ภัทร์เสียงสั่น ห้องโดยสารเงียบราวกำลังรอคำตอบ
เพลินมองเขานิ่ง “ต่อให้เรากลัวแค่ไหน…ความกลัวมันไม่ได้พาอะไรกลับมาได้นอกจากความว่างเปล่า” เธอลงจากรถไปยืนกลางฝน ก้อนน้ำตาผสมกับหยาดฝนเย็น ๆ
ภัทร์เปิดประตูตามลงมา เสียงฝนและเสียงหัวใจแข่งกันในความเงียบงัน เขายื่นร่มให้เพลิน “ผมอยากเริ่มใหม่…แต่คุณต้องยกโทษให้ทั้งตัวเองและผมก่อน”
เพลินผงกหัวช้า ๆ ทั้งคู่ยืนอยู่ใต้ร่มผืนเดียว น้ำฝนหยดสุดท้ายเลิกพรำ แต่หัวใจของทั้งสองเพิ่งเริ่มใหม่ในค่ำคืนที่สาวเท้าออกจากความกลัว และก้าวเข้าไปพบกันอีกครั้ง