สนามหญ้าสีเทา
เสียงกีต้าร์โปร่งของปวินดังข้ามสนามหญ้าในบ่ายวันอาทิตย์ แดดอ่อนๆ ปะทะกับเสียงหัวเราะของกลุ่มเพื่อน ปีสามที่คณะศิลปกรรม ข้าวฟ่างวาดเสี้ยวใบไม้ลงในสมุดสเก็ตซ์ มองผ่านกิ่งไม้ใหญ่ไปยังปวินที่กำลังขยับนิ้วอย่างไม่ใส่ใจ บางจังหวะเขาหลุดคอร์ดไปเอง เพื่อนๆ ล้อมรอบกันคุยเถียงเรื่องเพลงใหม่ ฟ่างมองแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เลิกปลอมเป็นเทพกีต้าร์ได้ละปวิน” เธอเอ่ยเย้า พอเขายกนิ้วโป้งให้แบบไม่จริงจัง เธอก็ส่ายหน้าต่อ “ฉันนึกว่ามือซ้ายจะหายไปแล้วซะอีก”
“นั่งใกล้ๆ ซิ จะได้หายเบี้ยวบ้าง” เขาเอียงคอร้องชวนพลางหัวเราะ พวกเพื่อนกรูกันส่งเสียงแซว ข้าวฟ่างหน้าแดงนิดๆ ในขณะที่เธอขยับตัวเก็บข้าวของ “โอเค งั้นปล่อยมือซ้ายเป็นวิญญาณอีกหน่อยละกัน”
เย็นวันเดียวกัน ข้าวฟ่างเดินกลับหอพักคนเดียว กดโทรศัพท์เล่นไปพลาง ใจยังวนเวียนถึงเสียงหัวเราะของปวิน ตลอดทางเธอรู้สึกอุ่นใจอย่างแปลกประหลาดแม้จะไม่ได้พูดกันด้วยถ้อยคำลึกซึ้ง วันธรรมดาวันหนึ่งในฤดูฝนซึ่งเหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษ แต่บรรยากาศและความรู้สึกในใจกลับปั่นป่วนไม่เหมือนวันอื่น
เช้าวันต่อมา ข้าวฟ่างตื่นขึ้นมาอย่างสับสน เมื่อพบว่ามีข่าวเรื่องพ่อของเธอถอนเงินจากกองทุนครอบครัวโดยไม่บอกกล่าวแม่ เธอเดินไปหยิบโทรศัพท์ ไม่รู้จะโทรหาใครก่อนดี ก่อนที่นิ้วจะจิ้มเบอร์ของปวินโดยอัตโนมัติ ปลายสายตอบกลับทั้งงัวเงีย “มีไรฟ่าง… ทำไมเช้าจัง?”
“ไม่มีอะไร แค่…”
ความเงียบคลี่ตัวอยู่ระหว่างเสียงลมหายใจของทั้งสอง “แค่อยากได้ยินเสียงละมั้ง” ข้าวฟ่างถอนหายใจเบาๆ ปวินนิ่งไป ก่อนเปลี่ยนมาส่งเสียงเอ้อระเหยกลับ “โอเค ถ้าอยากสายตายก็โทรหาฉันได้ทุกเช้าเนี่ยแหละ”
ข้าวฟ่างอดขำไม่ได้ หัวเราะกะทันหันเสียงดังจนปวินเขิน เธอวางสายไปอย่างสบายใจขึ้น
สองวันต่อมา ในห้องเรียนวิชาวาดภาพ แสงไฟสีขาวฉาบพื้นกระเบื้องเพดาน ข้าวฟ่างกับปวินนั่งคนละมุม ข้าวฟ่างจ้องรูปที่ตัวเองวาดไว้อย่างมุ่งมั่น ปวินตวัดสายตามามองเพื่อน เขาสูดหายใจรินแล้วเอ่ย “เธอจะลงประกวดชิงทุนใช่ไหม”
“อืม…แต่ฉันกลัว”
“กลัวอะไร”
ข้าวฟ่างสบตาเขานิ่ง “กลัวพลาด กลัวพ่อแม่ผิดหวัง กลัว…ตัวเองจะไม่ได้รู้เลยว่า ตัวเองอยากทำอะไรกันแน่”
ปวินมองหน้าเธอ ไม่พูด ฮึดฮัดก่อนเอื้อมมือมาวางบนกระดาษของข้าวฟ่าง “ถ้าลองไม่คิดถึงคนอื่นซักวันดูมั้ย”
ข้าวฟ่างหัวเราะ เจื่อนๆ “เป็นไปไม่ได้ ฉันทำไม่ได้”
อาทิตย์ถัดมา ปวินนั่งเล่นเกมที่ร้านกาแฟกับกลุ่มเพื่อน ฝนตกพรำๆ จู่ๆ เขาก็นั่งเหม่อ มือแนบนิ้วกับโทรศัพท์ เปิดแชทกับข้าวฟ่าง เพื่อนชื่อจูนถามยิ้มๆ “เป็นไรวิน คิดถึงฟ่างเปล่าวะ?”
ปวินแกล้งหัวเราะ “เฮ้ย อย่าเพ้อดิ เดี๋ยวโดนหยาม” แล้วก็ยังส่งแชทไปหาฟ่างว่า “ตื่นยัง ข้ามีมุกจะเล่าให้ฟัง”
ข้าวฟ่างตอบแค่รูปหัวเราะกลับมา ปวินรู้สึกเหมือนทุกอย่างธรรมดาไปหมด ทั้งที่ใจเขาสั่นไหวอย่างไม่มีเหตุผล
กลับมาที่หอ ข้าวฟ่างนั่งอ่านไดอารี่ที่มุมเตียง เขียนบันทึกว่า “ทำไมฉันถึงกลัวว่า จะไม่มีใครอยู่ข้างๆ ตลอดไป?” แขนเธอกอดตัวเองไว้ เธอปิดเปลือกตานิ่งชั่วขณะ ก่อนน้ำตาจะหยดเบาๆ เขียนถึงความรู้สึกที่สูญเสียแม่ไปตอนประถมกับความเปราะบางที่ฝังอยู่เสมอ
คืนวันนั้น ปวินโทรหาข้าวฟ่างอีกครั้ง เธอรับสายทั้งเสียงเคร่งขรึม “ทำไมเงียบจังวันนี้?”
“เหนื่อยน่ะ พอดีอยากอยู่คนเดียวบ้าง”
ปวินเงียบไป เขาเหมือนกำลังเลือกจะพูดหรือไม่พูดอะไรบางอย่าง “ถ้าไม่อยากเจอใคร ก็เปิดไลน์คอลมาหาฉัน ทิ้งไว้เฉยๆ ก็ได้” เสียงเขานุ่มนวลเจือความห่วงหา ข้าวฟ่างยิ้มจางๆ ทั้งน้ำตา “ขอบใจนะปวิน”
เช้าวันต่อมา เวลาพักกลางวันในโรงอาหาร คนแน่นโต๊ะ ข้าวฟ่างกำลังยิ้มกับข้าวกล่องของตัวเอง ทันใดนั้น จูนแซวปวินเสียงดัง “เห้ย ไหล่แกนี่เกือบเป็นของฟ่างแล้วอะ!”
ปวินเสแสร้งเล่น “ฝากไว้ได้นะ แต่หัวใจยังไม่มีใครเอาไปซักที” เสียงฮาครึกโครม ข้าวฟ่างเขินรีบเบือนหน้าหนี
ปวินเงียบพิกล จูนก็เหลียวตาม “นี่ตกลงฟ่างกับวินเป็นอะไรกันแน่? เพื่อนหรือแฟน?”
ข้าวฟ่างยิ้มเก้อ “เพื่อน… เพื่อนที่สุดเลย”
หลังออกจากโรงอาหาร ปวินเดินข้างข้าวฟ่าง เขาไม่พูดอะไรสักพัก ก่อนเหงื่อจะผุดตรงขมับ “ถ้า…เราสองคนไม่ได้เป็นแค่เพื่อนอะ ฟ่างว่ามันจะดีมั้ย?”
“อะไรของแก อย่าพูดมั่ว”
“ก็แค่คิดเล่นๆ มั้ง” เขาหัวเราะกลบเกลื่อน เสียงใบไม้ร่วงกรอบๆ อยู่ใต้เท้า
หลายวันต่อมา ข้าวฟ่างเงียบมากขึ้นเพราะปัญหาที่บ้าน เพื่อนๆ สังเกตได้แต่ไม่มีใครกล้าถาม เธอทุ่มเวลาไปกับการวาดภาพถึงดึก ปวินแวะมาเงียบๆ บ้างครั้งเอาของกินมาให้ บางทีแค่เปิดประตูห้องแล้วทิ้งขนมไว้ ไม่พูดแต่ยิ้มแบบอ่อนโยน ต่างคนต่างไม่กล้าเปิดเปลือยความรู้สึกใด
คืนก่อนวันประกวดศิลปะ ข้าวฟ่างนั่งหน้ากระจก น้ำตาซึมปนสีพู่กัน กดข้อความหาปวิน “ฉันกลัว กลัวจะล้มเหลวอีก…”
ปวินตอบเร็ว “ไม่ลองก็ไม่รู้หรอก แต่ฉันจะอยู่ดูด้วย ไม่ต้องห่วงนะ ฟ่างกล้ากว่าใครที่ฉันเคยรู้จักอีก”
วันประกวด มหาวิทยาลัยคึกคัก ลูกคณะศิลปกรรมเดินเต็มโถงจัดแสดง ข้าวฟ่างยืนมองภาพของตนบนผนัง สีสันตัดกันรุนแรง เธอพยายามกลั้นน้ำตา หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ปวินเดินเข้ามาอยู่เงียบๆ ข้างๆ “ถ้าไม่ชนะก็ไม่เป็นไรใช่ไหม”
“มันไม่ใช่เรื่องรางวัลหรอก…มันคือ…ความกล้าที่จะยอมรับตัวเอง” เสียงเธอสั่น
ปวินยิ้มอ่อนโยน “ฉันเชื่อในเธอ ตั้งแต่ตอนที่ไม่มีใครเห็นเธอด้วยซ้ำ”
คืนนั้น ข้าวฟ่างแพ้ เธอเดินกลับหออย่างหมดแรง ฝนตกแบบแผ่วๆ บรรยากาศน่าอึดอัดเหมือนโลกทั้งใบกำลังจะยุบตัว เธอนั่งพิงกำแพงห้องน้ำในหอพัก ร้องไห้อย่างไม่อาย เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเป็นชื่อปวิน เธอไม่รับสาย เหมือนอยากจมหายไปทั้งตัวอยู่ตรงนั้น
ต่อมาอีกสามวัน ปวินติดต่อข้าวฟ่างไม่ได้เลย แม้เขาจะตามหาในคลาส ในชมรม หรือที่ร้านกาแฟที่ประจำ ทุกครั้งที่เห็นเก้าอี้ว่างใจเขาสะท้อนวูบไปหมด
คืนหนึ่ง เขาเดินมายังคณะศิลปกรรมหลังเลิกเรียน พบข้าวฟ่างนั่งวาดรูปอยู่อย่างเหม่อลอย
“ฟ่าง…” ปวินเดินเข้าไปใกล้จนสุดใจจะทน “ไม่เป็นไรแล้วจริงๆ หรือ?”
ข้าวฟ่างก้มหน้า นิ่ง “รู้ไหมเวลาฉันพลาด ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าเลย ฉันกลัวเป็นภาระคนอื่น กลัวจะถูกทิ้ง…”
ปวินย่อเข่าลงข้างๆ “แต่เธอไม่ได้อยู่คนเดียวนะ” คำของเขาติดขัดเหมือนมีบางอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ความเงียบยืดยาว ต่างคนต่างใจเต้นแรงแต่ไม่มีใครกล้าขยับเข้าหากัน
เมื่อเวลาผ่านไป ข้าวฟ่างเริ่มดึงตัวเองขึ้นมาใหม่ ลองสมัครเวิร์กช็อปศิลปะช่วงปิดเทอม แม้จะลังเลแต่ก็กล้าครั้งแรกในรอบหลายปี ปวินพยายามสร้างระยะห่างอย่างห่วงๆ ทั้งที่ใจจะขาด สองคนเจอกันน้อยลง ต่างก็คิดถึงกันอยู่ลึกๆ
เมื่อความห่างเริ่มกัดกินใจ คืนหนึ่งปวินโทรหาเธออีกครั้ง เสียงในสายขัดๆ เสียงฝนตกกระทบกระจก “ฟ่าง…ถ้าเธอกลัว ฉันก็กลัวเหมือนกัน ฉันเคยพลาด เคยล้มเหลวจนไม่กล้าคิดจะเริ่มอะไรอีกเลยเหมือนกัน”
ข้าวฟ่างเงียบ น้ำตาไหลทั้งที่ยิ้มไม่ออก “ฉันไม่อยากเสียเธอไป แต่มากกว่านั้น…ฉันไม่อยากเสียตัวเองไปกับความกลัวอีกแล้ว”
บ่ายวันหนึ่งหลังเวิร์กช็อป ข้าวฟ่างหยิบโทรศัพท์ขึ้น เห็นปวินส่งรูปกีต้าร์โปร่งสะท้อนแสงส้มเย็นมากับข้อความ “ยังจำวันแรกที่ฟ่างยิ้มให้ข้ามั้ย?”
“จำได้…มันอบอุ่นเหมือนนั่งกลางแดดหน้าหอพักเลย”
ทั้งสองยังไม่กล้าเอื้อนเอ่ยใจ แต่หัวใจเหมือนขยับเข้าใกล้กันทีละน้อยๆ
จู่ๆ พ่อข้าวฟ่างส่งข้อความ บอกว่าแม่ต้องขายบ้านหลังเก่า ข้าวฟ่างสับสน เธอเดินหลบฝนมาใต้ชายคาตึกเรียน จู่ๆ ปวินก็ปรากฏตัว “ถ้าไม่อยากกลับบ้านคืนนี้ จะไปดูดาวที่คณะด้วยกันไหม”
ข้าวฟ่างยิ้มจางๆ “โอเค”
ทั้งสองนั่งบนม้านั่งใต้ฟ้าคืนฝนพรำ ปล่อยเสียงหยดน้ำกลบทุกบทสนทนา
“ฟ่าง…แกกลัวอะไรมากที่สุด”
“กลัวอยู่คนเดียว กลัวไม่มีใครเข้าใจ” เสียงเธอสั่น ปวินแตะไหล่เธอเบาๆ ต่างคนต่างเงียบ รอคำตอบจบลงในสายฝน
“แล้วแกอยากได้อะไรที่สุด” ปวินถามต่อ ข้าวฟ่างยิ้มเศร้า “ฉันอยากเป็นตัวเอง อยากกล้ารัก อยากกล้ายอมรับว่าทุกครั้งที่ผิดหวัง…มันไม่ผิดที่จะกลัว”
ปวินมองหน้าเธอ น้ำเสียงสั่น “ข้าก็เหมือนกันฟ่าง”
เวลาผ่านไป ความสัมพันธ์ค่อยๆ แน่นแฟ้นขึ้นทั้งที่ยังไม่มีคำใดถูกเอื้อนเอ่ย ข้าวฟ่างฝึกฝนงานศิลปะมากขึ้น ปวินกลับไปตั้งชมรมดนตรีใหม่ ทั้งคู่ต่างเดินสู่ความฝันของตัวเอง แม้ทางเดินจะแตกต่าง
วันสุดท้ายของเทอม ข้าวฟ่างเดินเอารูปวาดหนึ่งใบไปหาปวินที่สนามหญ้า “ฉันวาดแกเป็นครั้งแรกนะ” เธอยื่นภาพที่มีทั้งรอยขีดผิด รอยลบซ้ำซาก บางมุมซีด บางมุมคมชัด
ปวินรับมาดูอย่างจริงจัง “มันสวยเพราะมันเป็นของจริง…เหมือนไอ้ความรู้สึกของเรานี่แหละ”
ข้าวฟ่างกำลังจะถอนหายใจ จู่ๆ ปวินจับมือเธอแน่น “ฟ่าง ถ้าแกเดินต่อไปคนเดียว… แล้ววันนึงใจแกเหงามากๆ ขอให้หันกลับมา เพราะข้าจะยังยืนรออยู่ตรงนี้”
สองคนไม่พูดอะไรอีกนาน ต่างซึมซับสัมผัสและอารมณ์ตรงนั้น ไม่มีจูบ ไม่มีสัญญา มีเพียงการจับมือแน่นอยู่กับความเงียบของช่วงบ่าย
วันเปิดภาคเรียนใหม่ ทั้งสองยังเดินข้างกัน ทำสิ่งต่างๆ ในชีวิต แต่เมื่อหันมามอง ทุกครั้งยังเจออีกฝ่ายในระยะที่พอควร—ไม่ใกล้จนหายใจไม่ออก ไม่ไกลจนสูญเสียกันไป—และมีสนามหญ้าสีเทาทอดอยู่ระหว่างหัวใจสองดวงเสมอ