ความลับของม้านั่งสีขาว
เสียงดนตรีเบา ๆ ลอยมาจากสนามแก่นจันทน์หลังตึกเรียน ด้านหนึ่งมีม้านั่งสีขาวสะอาด ท่ามกลางแสงแดดอ่อนตอนบ่าย เต้—เด็กหนุ่มผมยุ่ง สวมเสื้อยืดตัวเก่า ทรงนิ่งเงียบ กำลังนั่งร่างภาพลงในสมุดสเก็ตช์อย่างตั้งใจ เขาขยับมือเร็วขึ้นเมื่อเสียงหัวเราะดังใกล้เข้ามา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ขอโทษนะ ขอที่ซักแป๊บนึงได้ไหม” หญิงสาวถือแฟ้มแน่นแบบนักกิจกรรม จู่ ๆ ก็นั่งลงอีกฝั่งของม้านั่ง เธอหันมายิ้มกว้างให้เต้ ไร้รอยเคอะเขิน “ขิม—ปีสองนิเทศฯ”
เต้ทำท่าจะลุก แต่สายตาขิมตกบนสเก็ตช์บุ๊ค เธอชะโงกศีรษะ “วาดเก่งอะ ขอด้—”
มือขิมแตะกระดาษ เต้รีบดึงกลับ “ขอโทษ ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก” เขาตอบเสียงแข็ง
ขิมหัวเราะแผ่ว “งั้น นั่งเฉย ๆ แล้วกัน” เธอมองขึ้นไปยังต้นจันทน์ใหญ่ ลมพัดแรงพอให้เธอจับแขนเสื้อแน่น คำพูดค้างในใจไม่ได้พูดออกมา
วันต่อมาเต้กลับมาที่ม้านั่งอีกครั้ง ขิมนั่งรออยู่ก่อนแล้ว คราวนี้เธอดูเศร้า ๆ กว่าทุกที เธอยื่นน้ำขวดเย็นให้เขา
“ไม่ได้มาขัดนะ คือ คนที่บ้านเขาไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่ฉันทำเลย…” ขิมพูดจบหันหน้าหนี เงียบไปพักใหญ่ เต้ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่หยิบขวดน้ำมาถือไว้
“ขอบคุณ” เสียงเบา ๆ จากเต้ ทำให้ขิมเหลือบมายิ้มมุมปากหน่อย ๆ ช่องว่างระหว่างทั้งสองค่อย ๆ แคบลง โดยไม่มีใครรู้ตัว
หลังจากนั้นช่วงสายวันหนึ่ง ขิมกำลังแจกใบปลิวเชิญชวนเพื่อนทำกิจกรรมจิตอาสา มือเธอสั่นเล็กน้อย เวลาคุยกับรุ่นพี่ เต้ยืนมองอยู่ไกล ๆ รอจนขิมเดินกลับมาทิ้งตัวลงข้าง ๆ
ขิมมองลงเท้า น้ำเสียงนุ่มลง “ทำอะไรถึงได้ดูเงียบขนาดนี้ บางทีนายก็น่าจะเปิดใจบ้างนะ หรือจริง ๆ ชอบอยู่คนเดียว?”
เต้เบือนหน้าหนี “ก็… มันวุ่นวาย ฉันวาดภาพดีกว่า” เขาไม่สบตาเธอ
ขิมหัวเราะเบา ๆ ก่อนเงียบไปครู่หนึ่ง “แต่บางที โลกมันกว้างกว่ากระดาษหน้านึงนะ…”
ฝนตกหนักในเย็นวันหนึ่ง เต้ยืนหลบฝนใต้ชายคาอาคาร ขิมวิ่งฝ่าสายฝนมาพร้อมถุงข้าวกล่อง เธอเหนื่อยหอบแต่ตั้งใจยื่นให้
“กินด้วยกันสิ ฉันเหลือมาตั้งสองกล่อง” ขิมทิ้งตัวนั่งข้าง ๆ เหงื่อกลิ่นฝนและกลิ่นข้าวคลุกกัน
“ขอบใจ แต่…” เต้ลังเล พอเห็นสายตาขิมจริงจัง เลยคีบข้าวเข้าปาก “ฝนแบบนี้อยู่กันสองคน เหงาดีเนอะ” ขิมแกล้งพูด
เงียบไปนาน เต้ถึงพูด “ฉัน…ไม่ชินกับใครหรอก”
ขิมยิ้มให้นิดหนึ่ง “ฉันเองก็กลัวเหมือนกัน นายว่าปะ”
การใกล้ชิดกันช่วงทำกิจกรรม เต้กับขิมช่วยกันเตรียมของบริจาค เดินซื้อของในตลาด เต้พยายามตัดบทบ้าง “อย่าเถียงนักหนา ฉันไม่ได้ขี้โมโหแบบนั้น” ขิมสวน “ใครว่านายไม่ขี้โมโห ปากแข็งต่างหาก”
ทั้งสองยิ้มอย่างล้อกัน ความสัมพันธ์เริ่มมีความอ่อนโยนแฝงอยู่ ตามด้วยความลังเลในสายตาของแต่ละคน บางช่วงขิมดูเงียบลงเมื่อมีเรื่องเกี่ยวกับบ้าน “พ่ออยากให้ฉันกลับไประยองซัมเมอร์นี้ บางทีอาจไม่ได้มาเจอม้านั่งนี้อีกซักพัก”
เต้นิ่งไปนาน ก่อนตอบเรียบ ๆ “แล้วเธอ…อยากไปไหม”
ขิมไม่ตอบในทันที สายตาเต็มไปด้วยความลังเล เธอมองไปที่ต้นจันทน์ใหญ่ ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่รู้สิ ฉันกลัวเปลี่ยนอนาคตตามใจใครไม่ทัน”
ในงานนิทรรศการศิลปะกลางภาค ทั้งคู่ถูกจับแยกคนละทีม เต้วาดภาพเหมือนหญิงสาวใต้ต้นจันทน์ ขิมคอยจัดลำดับเชิญผู้ใหญ่ให้ขึ้นเวที งานผ่านไปได้ครึ่งวัน ขิมถูกแม่โทรตาม กลับบ้านด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เต้เห็นแต่ไม่กล้าเข้าไปถาม
คืนนั้นเต้ไลน์ไปหาขิม ชั่งใจจะพิมพ์อะไรดี ก่อนลบและเขียนคำใหม่ “ต่อให้วันนี้วุ่นแค่ไหน… ม้านั่งสีขาวยังรออยู่นะ” ขิมอ่านแล้วเงียบ ไม่มีการตอบกลับ เต้รู้สึกหน้าอายอยู่ลึก ๆ
วันรุ่งขึ้นขิมหายหน้าไปจากม้านั่ง เต้ใช้เวลาทั่งเช้ารอเธอ ภาพวาดในสมุดเริ่มคลาดเคลื่อน มือสั่นเล็กน้อยเมื่อมองหน้าเปล่า ๆ
อาทิตย์ถัดมาขิมกลับมาอีกครั้ง ท่าทางอ่อนแรง เธอวางกระเป๋าโดยไม่ยิ้มแย้ม “พ่อแม่ฉันคิดว่ากิจกรรมจิตอาสาไร้อนาคต เขาอยากให้ฉันสอบทุนไปเรียนต่างประเทศ”
เต้เงียบไปนาน ในหัววุ่นวาย “แล้วเธอจะไปหรือเปล่า”
ขิมเบือนหน้าหนี “ฉันคิดมากอยู่…” เงียบ “กลัวไม่มีที่ของตัวเอง ถ้าฉันจากไป นายไม่โกรธใช่ไหม”
เต้ส่ายหัว “ฉันไม่มีสิทธิโกรธ” เขาหลบตา เธอทำท่าจะร้องไห้
เย็นวันนั้น ขิมมารอที่ม้านั่งหลังฝนหยุดตก เต้เดินมาก่อน หยุดยืนข้าง ๆ แทนที่จะนั่งตรงข้าม
“ขิม…” เขานิ่งไปนาน “ถ้าฉันพูดอะไรไม่ดีไป อย่าสนใจเลย ฉันมันปากไม่ดี”
ขิมขำทั้งน้ำตา “ฉันชินแล้ว นายก็มีดีแค่เก็บความรู้สึก—เหมือนกัน”
เต้มองตาเธอนาน “ฉัน—บางทีมันก็ยากนะที่จะบอกว่าคิดอะไร…กลัวเหมือนกัน”
ในวันสุดท้ายของกิจกรรมอาสา เต้กับขิมเดินหิ้วของด้วยกัน ขิมมีท่าทีเหนื่อยล้าแต่ฝืนยิ้ม เต้เห็นเธอสั่นจึงถอดเสื้อคลุมเองให้ ขิมรับมาสวมอย่างเงียบ ๆ
เดินกลับมาที่ม้านั่ง ขิมหยุดยืน เธอหันมามองหน้าเต้นานกว่าปกติ “นายคิดยังไง ถ้าต้องอยู่โดยไม่มีฉัน”
เต้เม้มปาก ยืนพิงต้นไม้ “ฉันไม่เก่งเรื่องขาดคนที่อยากอยู่ด้วย…แต่ฉันไม่ควรเป็นเหตุผลที่เธอจะทิ้งอนาคตเพื่ออยู่ที่นี่”
ขิมนั่งลง ร้องไห้สะอึกสะอื้น “ฉันไม่อยากเป็นลูกที่ขัดใจพ่อแม่ แต่ก็ไม่อยากสูญเสีย…อะไรบางอย่างที่สร้างที่นี่”
เต้ค่อย ๆ นั่งข้าง ๆ จริงจัง “งั้นนายไม่ต้องเลือกฉันตอนนี้ก็ได้ เลือกตัวเองก่อนเถอะ”
ขิมพยักหน้ารับแบบไม่พูดอะไร รอยยิ้มฝืน ๆ กับคราบน้ำตาติดอยู่บนแก้ม ทั้งสองนั่งเคียงข้างกันนานจนเงียบ ม้านั่งสีขาวกลายเป็นพยานในช่วงเวลาสำคัญ
หลังจากวันนั้นขิมตัดสินใจไปค่ายเตรียมสอบ เต้ไม่ได้ไปส่ง งานศิลปะของเขากลายเป็นภาพวาดม้านั่งสีขาวใต้ต้นจันทน์ เต้ใช้มันส่งประกวดช่วงปลายปี
ในงานประกาศผล แขกแน่นห้องแสดง เต้ยืนกอดสมุดสเก็ตช์แน่น ภาพนั้นได้รับรางวัลชมเชย เต้ไม่ได้ยิ้มกว้างอะไร แต่มองภาพบนผนังนานนับสิบนาที “ขอบคุณนะ…ที่อยู่ตรงนี้เสมอ” เขาพึมพำกับภาพว่างเปล่า
ขิมส่งข้อความมาหลังงานจบ—“ขอบใจที่ไม่หยุดรอฉัน และขอบใจที่ไม่ขออะไรเกินกว่านี้” เต้อนิ่ง ซึมซับทุกตัวอักษรในใจ ม้านั่งสีขาวยังคงว่างเปล่า—แต่ความหมายของมันเปลี่ยนไปแล้ว
เวลาผ่านไป เดือนใหม่ ขิมกลับมาเยี่ยมมหาวิทยาลัย เธอเดินไปที่ม้านั่ง เจอเต้นั่งวาดรูปเหมือนเดิม รอบข้างยังดูคุ้นตาเหมือนทุกวันเก่า
ขิมหยุดยืน บอกเบา ๆ “ยังมีที่ว่างตรงนี้ไหม”
เต้ขยับให้ หัวใจเต้นแรงแต่ไม่พูดอะไร เสียงใบไม้ตกกระทบพื้นเบา ๆ ทั้งคู่ต่างยิ้มบาง ๆ ให้กัน ต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่า… ต่อให้ม้านั่งว่างอีกกี่ครั้ง ความสัมพันธ์ที่ก่อตัวมานี้… ไม่มีวันหายไปไหน