แสงสุดท้ายของวันฝนโปรย
เสียงฝนที่กระทบกระจกหน้าต่างสำนักงานชั้นหกดังเบาๆ ในเช้าวันจันทร์ ขวัญฤดี ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูห้องประชุม มือที่ถือแฟ้มสั่นไหวเล็กน้อย เธอก่นด่าตัวเองในใจที่ปล่อยให้ความไม่มั่นใจจากอดีตตามหลอกหลอนแม้แต่ในสถานที่และชีวิตใหม่ บริษัทโฆษณาขนาดเล็กนี้เหมือนค่อยๆ เปิดหน้าต่างให้เธอรับแสงอีกครั้ง แต่ก็ยังชื้นฝนอยู่ในใจดวงเดิม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“คุณขวัญ ทีมครีเอทีฟรอครบแล้วครับ” เสียงอ่อนๆ จากพี่สมเจตน์ หัวหน้าสำนักงานสื่อสารให้เธอยิ้มบาง อ่อนแรง ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก เปิดประตูสู่ความไม่รู้และกระจกเงาอีกแผ่นของตัวเอง
ข้างในห้องมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งเท้าคาง เหม่อออกไปนอกหน้าต่าง เขาไว้ผมยาวติดหางม้า ตัวสูงแต่ดูเซอร์และไม่แคร์โลก เสื้อเชิ้ตลวกๆ ไม่กลัวจะเปื้อน สีหน้าดูเหมือนไม่อยากอยู่ที่นี่แต่ก็ไม่ได้ลุกหนี
“อ้าว คุณขวัญมาพอดีเลย นี่ภวัต มืออาร์ตประจำบริษัท อาจจะดูเงียบๆ หน่อยแต่ฝีมือสุดยอดนะ” พี่สมเจตน์แนะนำ รอยยิ้มขวัญฤดีไม่ปรากฏในสายตาภวัต ทั้งสองเพียงสบตากันเบาๆ
“หวัดดีค่ะ”
“ครับ” เสียงตอบสั้นและห้วน ห่างไกลจากมารยาทและความอบอุ่นใดๆ ขวัญฤดีหลบสายตา
“งั้นถ้าพร้อมแล้ว เรามาดูบรีฟกัน”
ระหว่างทีมระดมไอเดีย ขวัญฤดีพยายามจูนเข้ากับจังหวะการทำงานของที่นี่ ทว่าภวัตมักแย้ง เปลี่ยนหัวข้อ หรือเหวี่ยงบางถ้อยคำจิกกัดแบบไม่แคร์ภาพลักษณ์พนักงาน ขวัญฤดีแปลกใจที่อารมณ์และความรู้สึกของเขาดูจะปิดกันทุกอย่าง เหมือนกับฝนที่ไม่เคยยอมจางออกไปจากหน้าต่างบานนั้น
“อืม ไอเดียนี้มันง่ายไปนะ คุณขวัญ” ภวัตพูดเสียงเบา แต่ถ้อยคำชัดเจนในความไม่เห็นด้วย “เราไม่ใช่เอเจนซี่เด็กๆ ลูกค้าอยากได้อะไรที่มากกว่าคำว่ามีความสุข”
ขวัญฤดีเงียบไปอึดใจ ก่อนจะรับฟัง ตั้งใจคิดใหม่ แต่ในหัวกลับวนเวียนกับเสียงสบประมาทจากเจ้านายเก่า กับวันที่เธอทำพลาดและไม่เคยได้รับการให้อภัย
หลังประชุม เธอสังเกตว่าภวัตเก็บของเงียบๆ แล้วเดินออกไปทันที ไม่แม้จะหันมามอง
ช่วงพักกลางวัน เมย์ เพื่อนร่วมงานชวนขวัญฤดีลงไปกินข้าวที่ร้านใต้ออฟฟิศ บรรยากาศสวนหลังร้านดูร่มรื่น ต่างจากความตึงเครียดในหัวใจ
“พี่ภวัตเขาเป็นแบบนี้แหละ อย่าเก็บไปคิดมากเลย” เมย์กระซิบยิ้ม “เขาเก่งสุดในทีมแต่ฉันไม่เคยเห็นหัวเราะเลยสักที”
ขวัญฤดีฝืนยิ้ม “บางทีมันก็เหนื่อยเหมือนกันนะ เมย์… แต่ฉันไม่อยากเป็นเหมือนที่เก่าอีกแล้ว”
“นายเก่าแหวกแนวมากเหรอ” เมย์เลิกคิ้ว
ขวัญฤดีเงียบ อยากพูดแต่ก็เลือกเงียบแทน ปล่อยให้เสียงฝนตกกรอบกรายเข้ามาแทนประโยคค้างคา
วันต่อมา ขวัญฤดีพยายามปรับปรุงแนวคิดโฆษณาใหม่ นั่งทำงานดึกดื่นอยู่ในออฟฟิศ มีแต่เสียงพิมพ์และเม็ดฝนเป็นเพื่อน แล้วจู่ๆ ภวัตก็กลับเข้ามาในสำนักงานอีก เพียงเงาเงียบเดินเข้าหาโต๊ะตัวเอง ขวัญฤดีลังเลว่าจะทักทายไหม
“ยังไม่นอนเหรอ” ภวัตถามโดยไม่มองหน้า
ขวัญฤดีหยุดมือ “งานยังไม่เสร็จค่ะ”
“อืม”
เงียบอยู่อึดใจ ก่อนภวัตจะเดินเอาชาเย็นวางข้างโน้ตบุ๊กของเธอ “จะไม่ได้คิดงานออกถ้าหิวหรือเสียใจอยู่นะ”
ขวัญฤดีชะงัก ไม่เคยคิดว่าคำพูดเรียบง่ายจะทำให้ตัวเองใจเต้นแรง ทั้งสองไม่มีถ้อยคำต่อกันนานพอสมควร ก่อนภวัตจะกลับออกไป เหลือเพียงชาเย็นที่ละลายกับฝนเย็นฉ่ำรอบข้าง
เมื่อวันเวลาผ่านไป ขวัญฤดีเริ่มเห็นความพยายามบางอย่างจากภวัต เขาไม่ใช่แค่คนเงียบและประชดตลอดเวลา บางวันเขาหยิบคุกกี้แบ่งให้ บางคืนก็ทิ้งโน้ต “สู้ๆ แบบเงียบๆ” ไว้ที่โต๊ะ ขวัญฤดีเริ่มยิ้มได้มากขึ้น ส่วนเมย์ก็แซวว่าทำงานดีเพราะมีคนลุ้นเงียบๆ
แต่ก็ยังมีรอยร้าวรอเวลาปะทุ วันหนึ่ง แคมเปญโฆษณาชิ้นใหญ่ถูกลูกค้าปฏิเสธ ความเครียดก่อตัวขึ้นในทีม ภวัตย้อนกลับมาจ้องหน้าขวัญฤดี จุดชนวนความขัดแย้งอีกครั้ง
“คุณนำเสนอแบบนั้นเพราะไม่กล้าเสี่ยงหรือเปล่า?”
ขวัญฤดีโต้กลับไปว่า “แล้วคุณเคยคิดถึงคนอื่นไหม ว่าความดื้อของคุณทำให้คนอื่นตามไม่ทัน”
ภวัตนิ่งงัน คำพูดนั้นเหมือนกระแทกใจเขาเองเช่นกัน ในห้องนั้นมีเพียงเสียงฝนตกหนักกับลมหายใจของทั้งสอง
คืนนั้น ขวัญฤดีนอนไม่หลับ ชั่งใจอยู่นานถึงจะเขียนข้อความขอโทษไป “หากพูดแรงไป ขอโทษนะคะ”
ฝ่ายภวัตไม่ตอบรับในทันที ขวัญฤดีเฝ้ารอข้อความตอบ สุดท้ายก็เผลอหลับไปจนรุ่งสาง
ในเช้าวันต่อมา ภวัตนำงานชิ้นใหญ่ที่ขวัญฤดีกับเขาร่วมมือกันออกแบบ มาวางที่โต๊ะเธอโดยไม่พูดอะไร เขาใส่โน้ตเล็กๆ ไว้ “ขอบคุณที่กล้าพูดตรงๆ ไม่ค่อยมีใครกล้าทำแบบนั้นกับผม”
หลังเหตุการณ์นั้น ความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มละลายความเย็นเยียบในอดีต ขวัญฤดีเปิดใจฟังเรื่องราวของภวัตบ้าง เขาเล่าว่าเคยสูญเสียคนรักจากอุบัติเหตุจนกลายเป็นคนปิดกั้น และโกรธตัวเองที่ “เปลี่ยนอะไรไม่ได้สักอย่าง”
ขวัญฤดีไม่พูดแทรก ปล่อยให้ความเงียบโอบล้อม ก้าวข้ามประโยคปลอบใจ เธอเพียงวางมือบนโต๊ะใกล้มือเขาเป็นเชิงเข้าใจ
คืนนี้หลังงานเลิก ฝนซาแต่พื้นยังเปียก เธอกับภวัตเดินข้ามสะพานลอยที่เปลี่ยว ขวัญฤดีกล่าวเสียงเบา “พี่เคยอยากเริ่มต้นใหม่ไหมคะ”
ภวัตใช้เวลานานกว่าจะตอบ “บ่อย… แต่พอกลัว ก็ถอยกลับไปเสมอ”
“ฉันก็กลัวค่ะ แต่เหนื่อยเหลือเกินกับการหนี”
ทั้งคู่เดินเงียบไปจนถึงปลายสะพาน มองยอดตึกที่ติดไฟละอองฝน
แล้ววันหนึ่ง คุณพ่อขวัญฤดีเดินทางมาจากต่างจังหวัด แวะมาเยี่ยม เธอไม่เคยกล้าพาใครมาเจอครอบครัวหลังเหตุการณ์ผิดหวังในอดีตที่เคยแต่งงานแล้วเลิกกับชายคนหนึ่ง
“เขาเป็นคนใหม่หรือยังลูก” พ่อถาม รอยยิ้มเศร้าบนใบหน้า
“ยังค่ะ… เป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี”
“แล้วเมื่อไหร่จะกล้ารักใครอีก” พ่อจ้องตาเธอยาวนาน
ขวัญฤดีพูดไม่ออก ฝืนหัวเราะกลบเกลื่อน แล้วหันไปมองสายฝนที่ตกพรำ
เย็นวันหนึ่ง ระหว่างเลิกงาน ภวัตถูกเรียกให้ไปช่วยงานที่บ้านเมย์ ขวัญฤดีลังเลอยู่นานก่อนตัดสินใจไปด้วย กลายเป็นวันประหลาดที่ได้เห็นภวัตหัวเราะออกมาจริงๆ เมื่อเล่นกับหลานชายวัยห้าขวบของเมย์
“ไม่คิดว่าพี่จะหัวเราะเป็นนะคะ” ขวัญฤดีแซว
“ผมหัวเราะได้… แต่บางทีผมหัวเราะกับตัวเองเพราะโลกมันน่าตลก”
“โลกของใคร โลกของพี่หรือของคนอื่น”
ภวัตยิ้มหายากในรอบหลายเดือน “บางทีก็คงทั้งสองโลก… แต่ผมไม่กล้าเดินไปหาโลกคนอื่นหลังจากวันนั้น”
ขวัญฤดีลังเลอยู่นาน ก่อนจะเปรยออกมา “ขอบคุณนะคะที่ช่วยฉันหลายอย่าง… ถึงฉันจะไม่ได้พูดตรงๆ สักที”
ค่ำคืนที่แยกย้ายกลับบ้าน ขวัญฤดีกล้าแชท “ขอบคุณที่เป็นคนดีในแบบที่พี่เป็นนะคะ” ภวัตอ่านแต่ไม่ตอบ ความเงียบกรุ่นแทรกเข้ามาอีกครั้ง
ไม่นานข่าวใหญ่ระเบิดเข้ามา บริษัทจะถูกเทกโอเวอร์โดยบริษัทใหญ่จากต่างประเทศ ต้องปรับโครงสร้างใหม่ อาจมีการปลดพนักงาน ขวัญฤดีเครียดและกลัวซ้ำรอยอดีต ไม่มีที่พึ่งอีก แต่ภวัตกลับนิ่งเกินคาด
ภวัตไปเฝ้ามองแม่น้ำในคืนฝนโปรย ขวัญฤดีตามไปหา
“พี่จะอยู่ต่อหรือเปล่า” เธอลังเลถาม
“ผมยังไม่แน่ใจ แต่ถ้าต้องออก ผมก็อยากเริ่มอะไรใหม่ๆ บ้าง ลองกล้าซักครั้ง”
“กล้ากับอะไร”
“กล้าที่จะเลือก ไม่ใช่แค่รอ” ภวัตถอนใจลึก
ขวัญฤดีซึมลง เงียบยาว ก่อนเอ่ย “กล้าที่จะไว้ใจคนอื่น… พี่เคยได้ลองหรือยัง”
“พูดยาก” ภวัตหัวเราะแห้งๆ “แล้วคุณล่ะ”
หยาดฝนตกกระทบเสื้อเธอ ขวัญฤดีสบตา เขินนิดหนึ่งแต่ไม่หลบ “บางทีถ้าเราไม่ลอง กลัวกับไม่ได้อะไร คงเหมือนอยู่ในห้องที่ปิดหน้าต่างไว้อย่างนั้น”
หลังจากนั้น สถานการณ์ที่ทำงานยิ่งตึงเครียด คนบางส่วนถูกเลิกจ้าง ขวัญฤดีหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด แม้ยังอยู่รอดไปได้ เธอก็รู้ดีว่าอาจเปลี่ยนแปลงใหญ่เกิดขึ้นตลอดเวลา
วันหนึ่ง ภวัตตัดสินใจขอเข้าไปหาหัวหน้าบริษัท แจ้งว่าจะลาออกเพื่อไปเริ่มกิจการเล็กๆ ของตัวเอง ขวัญฤดีตกใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องเปลี่ยนทิศทางชีวิตแบบนี้
ภวัตเดินมาหาเธอที่เดิมริมแม่น้ำ ช่วงพลบค่ำ
“อยากฟังเหตุผลไหม” เขาถามนิ่งๆ
ขวัญฤดีขมวดคิ้ว “นึกไม่ถึงว่าพี่จะกล้าออกไปเสี่ยง”
“เมื่อวานนี้ผมไม่พร้อม วันนี้ผมว่าผมพอแล้ว โลกอาจพังอีก แต่ไม่เป็นไร ผมอยากเริ่มอะไรใหม่จริงๆ”
ขวัญฤดีเงียบไปนาน ก่อนจะจับมือเขาไว้
“แล้วถ้าฉันตามพี่ไป…” เธอพูดเบาๆ “เราจะล้มเหลวด้วยกันมั้ย”
ภวัตหัวเราะน้ำตาคลอ “ผมไม่รู้หรอกว่าจะสำเร็จมั้ย แต่ถ้ามีคุณ มันน่ากลัวน้อยลง”
ขวัญฤดีมองแสงสุดท้ายของวันฝนปรอยบนริมแม่น้ำ ยิ้มเศร้าๆ แล้วเอ่ย “งั้นวันนี้…มาลองเปิดหน้าต่างอีกบานดูไหม”
ภวัตพยักหน้า ช้าๆ แล้วทั้งคู่ก็เดินออกจากเงาฝน สู่ถนนใหม่ที่แม้จะไร้แสงแต่มีอีกหนึ่งมือให้จับ