เธออยู่ตรงนั้นเสมอ
เสียงฝนบางเบาละเอียดโปรยลงผิวกระจกตึกสูงกลางใจเมืองเช้าแรกของวันทำงาน ฟ้าใสยกกาแฟควันกรุ่นเข้าปากแล้วหลีกสายตาทุกคนในห้องดีไซน์ กระเป๋าผ้าใบเดิมวางตรงมุม เธอไม่ใช่คนพูดมากในที่ทำงาน แม้จะอยู่ทีมนี้มาเกือบ 2 ปี แต่ความมั่นใจบางอย่างก็ยังไม่เคยเกิดขึ้นในใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงรองเท้าหนังเดินใกล้เข้ามา ณภัทร เจ้าของบทสนทนาสั้น ๆ ในทุกเช้า ยืนส่งไฟล์งานบนโต๊ะ ฟ้าใสชำเลืองมองแต่ไม่พูดอะไร สังเกตคนตรงหน้าแววตาจริงจังเหมือนทุกวัน
“งานที่เคยเสนอไว้…แก้แล้วเรียบร้อยดีไหมครับ?”
“ดีค่ะ” ฟ้าใสตอบเร็ว เสียงแผ่วเบากว่าที่ควรจะเป็น
ณภัทรพยักหน้า ไม่มีรอยยิ้ม เธอสัมผัสได้ถึงความหวังดีที่ซ่อนอยู่หลังคำพูดสั้น ๆ นั้น หัวใจเธอเต้นแผ่ว ๆ อย่างประหลาด ทั้งที่มันเป็นบทสนทนาปกติสุดในชีวิตประจำวัน
มิตรในทีมส่งเสียงหัวเราะจากโต๊ะใกล้ ๆ ฟ้าใสก้มหน้ากับโน้ตบุ๊ค ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องตลกอะไร เธอแค่อยากอยู่เงียบ ๆ เพราะในความเงียบ เธอควบคุมทุกอย่างได้
แต่วันนั้นไม่เหมือนเคย ที่ประชุมเย็นฟ้าครึ้ม เธอถูกณภัทรเรียกให้อยู่ต่อหลังประชุม ทีมคนอื่นทยอยกันออกไปหาน้ำอัดลมกันหมด
“มีเรื่องจะขอความเห็น” ณภัทรหยิบแฟ้มส้มหนาออกจากข้างตัว
ฟ้าใสมองด้วยความสงสัย ไม่รู้จะคุยอะไรกับหัวหน้าทีมที่ดูจะพูดน้อยไม่แพ้ตัวเอง
“คุณคิดว่างานดีไซน์ของทีมเราตอนนี้…น่าเบื่อรึเปล่า?”
เธอลังเล มองใบหน้าคาดหวัง ตอบเสียงสั่น “ไม่รู้สิคะ…บางทีก็เหมือนกันเกินไป”
ณภัทรนิ่ง เธอใจเต้นแรง กลัวว่าความเห็นจะสร้างปัญหาในพรุ่งนี้
“ขอบคุณ” เขาหันหน้าออกหน้าต่างเมืองแล้วเงียบ ฟ้าใสรับรู้ถึงความกดดัน บางอย่างทำให้เธออยากเข้าใจเขามากกว่านี้ แต่ก็กลัวจะเข้าไปใกล้กว่าที่ควร
ขากลับบ้าน วันนั้นฝนตกหนัก ฟ้าใสยืนในป้ายรถเมล์คนเดียว ปลายสายฝนย้อยลงระบายรองเท้า เธอคิดถึงคำถามเมื่อเย็น …ทำไมคน ๆ นั้นถึงได้ดูเหมือนกำลังแบกบางอย่างไว้ตลอดเวลา
วันถัดมาฟ้าใสโดนเรียกไปช่วยอีเวนต์ของบริษัทกับทีมใหม่โดยที่ณภัทรรับผิดชอบ ฟ้าใสอึดอัด แม้ทั้งสองต้องทำงานใกล้ชิดมากขึ้น
ขณะตกแต่งเวที มือเธอกับเขาเผลอแตะกัน ไม่มีใครพูดอะไร ณภัทรคลายรอยขมวดคิ้วมองเธอ
“ทำไมชอบทำงานอยู่คนเดียว”
ฟ้าใสเหลือบมอง “…กลัวว่าจะรบกวนคนอื่นค่ะ”
ณภัทรถอนหายใจ “ไม่มีใครคิดแบบนั้นหรอก” แล้วเขาก็เงียบไปอีก
ในคืนเดียวกันเมื่อเวทีไม่ได้ดั่งที่หวัง ทีมงานมีปากเสียงกัน ฟ้าใสลังเลก่อนจะลองเสนอไอเดียบางอย่าง มันเป็นครั้งแรกที่เธอกล้าพูด
“ถ้าลองย้ายไฟสปอตตรงนี้ เล่นกับเงา น่าจะดูสดใหม่ขึ้นนะคะ”
เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนทุกคนจะเริ่มช่วยกันขยับแสง ณภัทรมองหน้าเธอนิ่ง ๆ เหมือนจะถามว่านี่คือฟ้าใสคนเดิมหรือเปล่า
หลังอีเวนต์จบ ฟ้าใสเดินออกไปสูดอากาศณระเบียงด้านหลังตึก เมฆครึ้มลอยต่ำเกินปกติ เหมือนหัวใจติดอยู่ตรงคอ เธอเดิมพันครั้งใหญ่กับคำแนะนำของตัวเอง
ณภัทรเดินมาหยุดข้างเธอ เงียบร่วมกันนานกว่าห้านาที
“ทุกครั้งที่กลัว…แปลว่าเรากำลังก้าวข้ามขีดตัวเองอยู่ใช่ไหม” เขาเอ่ยเสียเบา
ฟ้าใสไม่ยิ้ม แต่สายตาอ่อนลงอย่างไม่ทันตั้งใจ “กลัวว่า…ถ้าก้าวแล้วไม่มีใครรับมันไว้”
ณภัทรสบตา ไม่มีใครพูดต่อ เงียบจนเสียงฝนพัดเข้ามาอีกครั้ง
ความใกล้ชิดระหว่างสองคนค่อย ๆ เพิ่มขึ้นหลังจัดอีเวนต์เสร็จ ฟ้าใสเริ่มถูกชวนไปกินข้าวเที่ยงมากขึ้น แม้จะไม่ใช่แค่กับณภัทร แต่เธอกล้าเปิดใจคุยกับคนอื่นมากขึ้น ทุกครั้งที่ณภัทรอยู่ใกล้ เขามักจ้องเธอด้วยแววตาเหมือนอยากพูดอะไรแต่ไม่กล้าพูด
วันหนึ่งขณะช่วยกันเตรียมไฟล์โปรเจ็คท์ใหญ่ เสียงเพลงในแบคกราวด์เบา ๆ เธอเหลือบดูณภัทรที่นั่งตรวจงาน เขาดูเหนื่อยล้าแต่ก็ยังเงียบเป็นปกติ จนสุดท้ายก็ละสายตาขึ้นมา
“คุณเคยเสียใจอะไรหนัก ๆ ไหม?”
ฟ้าใสดึงนิ้วมือ “เสียใจที่เคยไม่กล้าพูด… ทั้งเรื่องงาน ทั้งเรื่องคน” เธอหัวเราะแผ่ว ๆ
ณภัทรพยักหน้าช้า ๆ เหมือนรับรู้บางอย่าง “ผมเคยผิดพลาด…จนเสียคนที่เชื่อในตัวผมไป”
ฟ้าใสระเหยหัวใจ วูบขึ้นมาแทนที่ความกังวล เธอเริ่มเข้าใจมากกว่าเดิม ว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงเก็บทุกอย่างไว้ข้างใน
เวลาผ่านไป ฟ้าใสกับณภัทรเริ่มทำงานเข้าขากันมากขึ้น จากมิตรภาพกึ่งห่างกลายเป็นคู่หูประจำโปรเจ็คท์ เธอกล้าแสดงความคิดเห็น ส่วนเขาก็เริ่มเปิดโอกาสใหม่ ๆ ในทีม
จนกระทั่งมีข่าวว่าโปรเจ็คท์ในฝันของณภัทร—การไปศึกษาต่อที่นิวยอร์ก—ได้รับไฟเขียว
บรรยากาศในห้องทำงานเย็นเฉียบ ทุกคนร่วมยินดียกเว้นฟ้าใส เธอลอบมองคนที่กำลังจะเดินออกจากชีวิตทีละก้าว มันเหมือนอากาศบางลง เธอหาเสียงในหัวใจตัวเองไม่เจอ
เย็นนั้นณภัทรเดินเข้าใกล้เธอในห้องประชุมว่างเปล่า สายตาเต็มไปด้วยความลังเล
“คุณมีอะไรอยากพูดกับผมไหม ฟ้าใส?”
เธอเม้มปาก หัวใจวูบวาบ “ขอบคุณค่ะ ที่ให้โอกาส ให้ความมั่นใจวันแรก ๆ”
ณภัทรวางมือบนแฟ้มเอกสาร “แล้วคุณไม่เสียดายเหรอ?”
ฟ้าใสกลืนน้ำลาย ไม่กล้าตอบตรง ๆ เธอแค่มองออกนอกหน้าต่าง หลีกเลี่ยงความรู้สึกจนได้ยินเสียงก้าวเท้าเขาเดินออกไป
คืนหลังนอนคิด ฟ้าใสฝันเห็นตัวเองนั่งเดียวดายในสำนักงานเดิม ทุกอย่างเปลี่ยน ยกเว้นความเวิ้งว้างในใจ เธอสะดุ้งตื่นพร้อมน้ำตาเพราะกลัวจะสูญเสียโอกาสเช่นเคย
เวลาถัดมาทุกคนเริ่มห่างจากณภัทรเหมือนกลัวจะพูดเรื่องอนาคต เขากลายเป็นเงาในทีม ทั้งที่ยังนั่งอยู่ข้าง ๆ กันทุกวัน
เย็นหนึ่งฟ้าใสรวบรวมความกล้าชวนณภัทรออกไปเดินเล่นหลังเลิกงาน มองเมืองจากบนสะพานลอย
“ทำไมคุณถึงฝันต้องไปต่างประเทศ”
“ผมอยากได้โอกาส ไม่อยากรู้สึกติดกับที่เดิม…มันเหมือนหนีบางอย่าง แต่จริง ๆ ก็อยากเริ่มใหม่”
เธอนิ่งไปนาน “ฉันเคยกลัวการเปลี่ยนแปลง…เพราะกลัวจะต้องอยู่คนเดียว”
ณภัทรค่อย ๆ ลดกำแพงด้วยการพูดเรื่องตลกเกี่ยวกับการไปอยู่นิวยอร์ก ทั้งสองหัวเราะคลายเครียด ฟ้าใสเริ่มรู้สึกเหมือนได้คืนตัวตนเก่า ๆ กลับมา
กระนั้นเธอก็ไม่กล้าบอกความรู้สึกของตัวเอง จนวันสุดท้ายก่อนณภัทรจะเดินทาง ทั้งทีมจัดปาร์ตี้เลี้ยงส่ง ในจังหวะหนึ่งแสงเทียนตกกระทบแก้มของฟ้าใส เธอเงียบลง หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
ณภัทรเดินมาใกล้กว่าเดิม “คุณจะคิดถึงผมบ้างไหม?”
ฟ้าใสส่งยิ้มจาง ๆ “คนในทีมก็ต้องคิดถึงกันอยู่แล้ว…” เธอเกือบพูดสิ่งที่ต้องการ แต่เสียงหัวเราะคนอื่นกลบเสียงหัวใจไปจนหมด
หลังจากณภัทรเดินทาง ทุกอย่างในออฟฟิศดูช้าไปหมด ฟ้าใสเริ่มกล้าเป็นตัวเองมากขึ้น กล้าเสนอความคิดเห็นกับหัวหน้าใหม่ มิตรภาพกับเพื่อนร่วมงานแข็งแรงขึ้น เธอเรียนรู้ว่าความกลัวกลายเป็นแรงผลักดันได้
เดือนแล้วเดือนเล่า ฟ้าใสตั้งใจเรียนรู้และเติบโตจากจุดที่เคยกล้าช้า ระหว่างที่เธอส่งอีเมลถามสารทุกข์สู่กันกับณภัทรเป็นระยะ ๆ ทุกครั้งเหมือนจับหัวใจตัวเองยื่นลงจอ
วันหนึ่งหลังงานใหญ่สำเร็จ เธอได้รับจดหมายอีเมลยาวกว่าปกติจากณภัทร
“ผมคิดถึงที่ทำงาน คิดถึงทีม…และคิดถึงคุณมากกว่าอะไรทั้งหมด”
ฟ้าใสดึงโน้ตบุ๊คยันขึ้นรับอากาศกลางคืน หัวใจฟูขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ เธอพิมพ์ตอบกลับไปอย่างลังเล
“คุณอยู่ไกล แต่ฉันก็ยังอยู่ที่นี่ เหมือนเดิม…”
ณภัทรตอบมาในคืนต่อมา “สักวัน…ผมจะกลับมา แล้วขอพูดในสิ่งที่เคยไม่กล้าพูด”
เวลาไหลผ่าน ฟ้าใสมีความมั่นใจมากขึ้น ตำแหน่งใหม่กับโอกาสใหม่เปลี่ยนชีวิตของเธออย่างช้า ๆ วันหนึ่งณภัทรกลับมาไทยจริง ๆ เขายืนรอที่หน้าออฟฟิศในบ่ายหนึ่งที่ฝนเพิ่งหยุดโปรย
ทั้งสองยืนมองกันเนิ่นนาน ไม่มีใครพูดอะไร ฟ้าใสชื่นใจที่เห็นรอยยิ้มเต็มตาเขาครั้งแรกในชีวิต
“ผมอยากกลับมาเพราะอยากเริ่มใหม่…ไม่ใช่แค่ที่ทำงาน แต่กับคุณด้วย”
ฟ้าใสยิ้ม น้ำตาซึมในแววตา ข้างกายฝนเริ่มโปรยอีกครั้ง เธอยืนเคียงข้างเขา สองคนเดินไปช้า ๆ กลางเมืองใหญ่
“คนเราต้องกล้าก้าวไปข้างหน้า …แม้จะกลัวแค่ไหนก็ตามใช่ไหม”
ณภัทรจับมือเธอเบา ๆ “แต่ครั้งนี้ ขอเริ่มพร้อมคุณนะ…”
เสียงฝนตกหนักอีกครั้งในเมือง ฟ้าใสกับณภัทรเดินหายไปท่ามกลางผู้คน ปล่อยให้ความอุ่นใจในวันใหม่เติบโตทีละเล็กทีละน้อย เธอรู้แล้วว่าตลอดมา …เธออยู่ตรงนั้นเสมอ และในที่สุด ใครอีกคนก็กล้ากลับมาเดินข้างกัน