จังหวะรัก…ระหว่างโน้ตเพลง
เสียงเปียโนดังแว่วผ่านประตูห้องซ้อมดนตรี มินตรายืนลังเลอยู่นาน ก่อนจะผลักบานประตูเข้าไปช้าๆ ภายใน สิทธากำลังกดโน้ตอย่างกระแทกกระทั้น ฝีเท้าเธอหยุดชะงัก ดวงตาจับจ้องชายหนุ่มร่างสูงผมยาวที่ไม่แลเธอแม้แต่น้อย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มาแล้วเหรอ?” สิทธาหันหลังพูดเสียงเรียบ เหมือนไม่ใส่ใจ แต่แววตาสะท้อนความเหนื่อยล้า
“ขอโทษที่สาย… ฉันประชุมกับอาจารย์นานไปหน่อย” มินตราวางสมุดโน้ตกับโต๊ะ เสียงเงียบตกอยู่ชั่วครู่
เขาไม่ตอบ เพียงแค่เริ่มเล่นท่อนอินโทรอีกครั้ง มือขวาเล่นเสียงสูง มือซ้ายกดคอร์ดแน่น ก่อนจะหยุดและส่ายหน้า “ท่อนนี้ฟังยังไงก็ขัดกับเมโลดี้ของเธอ”
มินตราขบกรามแน่น กระแอม “มันเป็นสไตล์ของเพลงฉัน ฉันเชื่อว่ามันทำให้เพลงนี้อบอุ่นกว่าครั้งไหน”
สายตาทั้งคู่ปะทะกันอย่างท้าทาย ก่อนมินตราจะค่อยๆ หันไปหยิบสมุดโน้ต อธิบายความคิดของตัวเองแต่ด้วยน้ำเสียงระวัง
สิทธาทำทีไม่สนใจ กลับก้มหน้าเล่นคีย์จนกว่าทุกอย่างจะเงียบสนิท
“ถ้าไม่ลองเปิดใจฟัง ครั้งหน้าก็ไม่ต้องมา…” เสียงเขาแผ่วเบา ปะปนความผิดหวังอยู่ในที
บรรยากาศแข็งกร้าวคล้ายจะปะทุ แต่มินตราหันกลับมานั่ง มองมือเขาเคลื่อนไหวบนคีย์เปียโน ทำใจกล้า
“ขอโทษนะ แต่ฉันอยากให้เพลงนี้ออกมาดีที่สุด ทั้งเรา ทั้งมัน…” เสียงขาดๆ หายๆ พูดจบ มีเพียงเสียงหายใจกับเสียงเปียโน
จังหวะรักเริ่มต้นด้วยดนตรีแต่ไม่ง่ายแบบเนื้อเพลงใด
ช่วงหลังจากนั้น ทั้งสองต้องนัดเจอกันเพื่อฝึกซ้อมและแก้ไขโปรเจ็กต์อยู่ทุกบ่ายวันจันทร์ ห้องฝึกซ้อมเล็กแคบแต่มักเต็มไปด้วยพลังงานอึมครึมและความไม่เข้าใจ มินตรามักเตรียมโน้ตเพลงไว้พร้อม ความคิดละเอียดแต่บางทีกลับเย็นชา ขณะที่สิทธามักด้นสด แม้เปียโนในมือจะให้เสียงหวานแต่สีหน้าเขาตึงตลอดเวลา
“นายไม่เคยทำตามสคริปต์เลยใช่ไหม?” มินตราถามขณะฟังเสียงเปียโนหลุดจากทำนองอีกครั้ง
“กฎมีไว้ให้ขัด” สิทธาตอบ พลางกระตุกยิ้มมุมปาก เธอชะงัก มองคนตรงหน้าด้วยความแปลกใจ
ระหว่างซ้อม ทั้งสองเริ่มเปิดใจมากขึ้นจากการพูดคุยนอกเรื่อง เช่นเรื่องหนังโปรด ความฝันในอนาคต สิทธายอมรับว่าเขาเคยอยากเป็นศิลปิน แต่ครอบครัวไม่เห็นด้วย ทำไมนะ? เธอไม่ได้ถาม…แต่จดจำแสงหม่นในดวงตาเขา
มินตราเองก็มีอดีตแผลเป็นกับครอบครัว เธอเคยพยายามทำตามความฝันของแม่ แต่กลับไม่เคยถูกยอมรับ เธอจึงตั้งใจพิสูจน์ตัวเองด้วยคะแนนและผลงานเพลงที่ไม่มีใครกล้าท้าแข่ง
ไหนจะต้องพิสูจน์ศักยภาพกับเพื่อนร่วมงานในชมรมดนตรีที่ตั้งแง่ ว่าเธอได้โปรเจ็กต์เพราะคะแนนดี ไม่ใช่พรสวรรค์จริง
“ถ้าไม่ไหวจะเลิกก็ได้นะ” สิทธาวางมือบนเปียโน มองตาเธอนิ่งๆ
“ฉันไม่เคยเลิก” มินตราสวน เงียบไปพักใหญ่ แล้วเอ่ยด้วยเสียงเบา “แต่บางที…ฉันก็เหนื่อย”
สิทธิสายตาอ่อนลงเล็กน้อย หันไปปรับสำเนียงเปียโนให้เข้ากับโน้ตเธอโดยไม่พูดอะไร
ในคืนนั้น ขณะเดินกลับหอพัก สิทธาเห็นมินตรานั่งเงียบอยู่ข้างลานน้ำพุ วางสมุดโน้ตไว้ข้างตัว ใบหน้าตรึกตรองนิ่งๆ เขาเดินมาช้าๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ โดยไม่ได้กล่าวคำทักทายใด
เสียงน้ำพุไหลขับกล่อม “ตอนเด็กฉันขี้อายมาก ไม่กล้าขึ้นเวที พอเล่นพลาดแม่ก็เสียใจ แล้วฉันก็เสียใจยิ่งกว่า…” มินตราพึมพำ เสียงแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน
“พลาดแล้วไง ก็ขึ้นใหม่” สิทธาก้มหน้ามองมือตัวเอง “ฉันเองยังเล่นผิดเยอะ นายคิดว่าฉันไม่กลัวเหรอ?”
มินตราหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเล็กๆ ผุดขึ้นมาขณะที่แววตายังคลุมเงา
เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งคู่เริ่มหาเสียงกลางของกันและกัน มินตราปรับทำนองเพลงนุ่มขึ้น สิทธาก็ลดความหัวแข็งลง ทดลองเล่นตามโน้ตที่เธอแต่ง แม้จะยังมีขัดคอกันบ้างแต่เสียงหัวเราะเริ่มมาแทนที่ความเงียบ
วันหนึ่ง สิทธาตื่นสายและลืมนัดซ้อม ปล่อยให้มินตรานั่งรออยู่นาน เธอเปิดเปียโนซ้อมเองด้วยอารมณ์หม่น
เมื่อเขามาถึง สบตาเธอที่นั่งครุ่นคิดอยู่กับสมุด ขอโทษด้วยเสียงแผ่ว “ขอโทษจริงๆ ฉันปวดหัว เลยเผลองีบ”
“นายรู้ไหมฉันเกลียดการถูกทิ้งรอที่สุด”
เสียงขาดหายชั่วครู่ แววตาทั้งคู่เต็มไปด้วยบาดแผลแต่ไม่มีใครพูดถึงอดีตจริงๆ
“เรายังทำงานต่อด้วยกันไหวไหม?” สิทธาถามจริงจัง
“ฉันยังอยากทำอยู่ ถ้ารอบหน้ามาตรงเวลา”
เขาพยักหน้ารับช้าๆ และนั่งซ้อมเพลงด้วยกันโดยไม่เอ่ยคำขอโทษซ้ำ แต่เขาเซ็ตนาฬิกาปลุกสามเครื่องในวันต่อมา
การฝึกซ้อมร่วมกันยาวนานเริ่มสร้างรอยเชื่อมโยงใหม่ บางวันที่เหนื่อยล้าทั้งคู่เดินออกจากห้องฝึกอย่างเงียบๆ มองหน้ากันสักพัก ก่อนใครสักคนจะเริ่มพูดเรื่องไร้สาระให้คลายบรรยากาศ
“นายว่าถ้าเพลงนี้พัง เราเสียอะไรบ้าง?”
“เสียเพื่อนร่วมโปรเจ็กต์ ผู้หญิงเสียงดัง กับเพลงใหม่…”
มินตราตีแขนเขาเบาๆ หัวเราะออกมาโดยไม่ตั้งใจ เสียงหัวเราะนั้น ต่างฝ่ายต่างแปลกใจกับตัวเอง
ผ่านงานแสดงคู่ครั้งแรกบนเวที สิทธาตื่นเต้นมือสั่น มินตราสังเกตเห็นจึงยื่นมือไปกุมมือ เขาทำท่าจะชักกลับแต่มินตรากระซิบ “ฉันก็กลัวเหมือนกัน ลุยไปด้วยกันไหม?”
คำตอบคือเสี้ยวยิ้มบางๆ พร้อมโน้ตเปียโนที่แผ่วผสานดนตรีและหัวใจ
หลังคืนนั้น มินตราค้นพบว่าสิทธาไม่ได้เข้าห้องเรียนเกือบครึ่งเทอม แล้ววันหนึ่งกลับเห็นเขาเล่นเปียโนอยู่ในร้านกาแฟคนเดียว น้ำตาเขาคลอขณะเล่น เสียงเปียโนเต็มไปด้วยแผลเก่า
เธอนั่งฟังอย่างเงียบงันจนฟ้าสาง ก่อนจะกล้าเดินเข้าไปหา “ถ้านายอยากเล่า ฉันพร้อมฟังนะ”
สิทธาเงียบยาว “ฉันแพ้ทุน ไม่ได้ต่อมหาวิทยาลัยปีหน้า พ่อแม่ไม่รู้ด้วยซ้ำ…”
เสียงเงียบกดดัน ทุกอย่างดูชะงักเวลานั้น มินตราหลับตานิ่ง ก่อนจะพูดอย่างหนักแน่น “งั้นเราทำเพลงนี้ให้ดีที่สุด ก่อนทุกอย่างจะเปลี่ยนไปได้ไหม?”
จากวันนั้น ความสัมพันธ์ใกล้ชิดขึ้นทีละน้อย ผ่านคำพูดเงียบงัน การแบ่งข้าวกล่อง การแอบส่งข้อความดึกๆ เรื่องความกลัวและฝันในใจ
แต่ปัญหาก็กลับมา เมื่อโปรเจ็กต์ถูกตัดชื่อสิทธาออกเพราะเกรดไม่ถึงเกณฑ์ เธอไปอ้อนวอนอาจารย์ ขอให้เขาได้แสดงร่วม เธอเถียงจนเสียงสั่น “เขาช่วยแต่งเพลงด้วยจริงๆ ทุกโน้ต…”
สิทธารู้เรื่องทีหลัง โกรธและเสียศักดิ์ศรี “ฉันไม่ใช่คนที่รอให้เธอช่วย”
“แต่ถ้าไม่ช่วย นายจะไม่ได้เล่นเลยนะ!”
“ก็เพราะฉันไม่เก่งพอไง!”
หลังจากนั้นสายสัมพันธ์คลายห่าง ต่างคนต่างกลับไปใช้ชีวิตคนเดียว มินตราจมอยู่กับงานเพลงที่กลายเป็นแค่ครึ่งเดียวของเสียง
เงาหนึ่งนั่งรอริมทางเดินในวันที่ฝนตกหนัก มินตราตัดสินใจเดินเข้าไป “ยังอยากเล่นเพลงนี้อยู่ไหม?”
“ฉันกลัวจะทำมันพัง” สิทธาก้มหน้า ทุกคำพูดเหมือนไม่มีเสียง
“แต่ฉันกลัวเสียเพื่อนนายไปมากกว่า เรามาพังด้วยกันสักครั้งได้ไหม”
สิทธามองเธอ กลั้นใจนานจากนั้นถึงเอ่ย “ฉันอยากเล่น เพียงแค่…ไม่อยากทำให้ฝันวุ่นวาย”
“ฝันนายกับฝันฉันไม่จำเป็นต้องตรงกัน แต่เพลงนี้…คือของเราสองคน”
เขานิ่ง ก่อนยอมเดินกลับไปซ้อมเพลงกับเธอ
คืนงานแสดงจริง แม้สิทธาไม่มีชื่อบนโปสเตอร์ แต่มินตรายืนยันจะเล่นกับเขา เวทีนี้เล็กแต่เสียงเปียโนกับเสียงร้องหลอมรวมจนคนดูหยุดฟัง
เมื่อเพลงจบ เสียงปรบมือดังก้อง สิทธาก้มหน้าซ่อนน้ำตา เธอจับมือเขาไว้แน่น ไม่พูดอะไร
หลังเวที สิทธาเอ่ยเบาๆ “ขอบใจนะที่ไม่ทิ้ง”
มินตรายิ้มให้ รอยยิ้มตุ้มเต้นเหมือนคราวแรกที่หัวใจแล่นตามโน้ต “นายให้เพลงนี้กับฉัน ฉันก็ให้ความเชื่อมั่นกลับไป”
เสียงเปียโนบรรเลงกล่อมในห้องซ้อมเดิม ทั้งคู่ต่างเติบโต ยอมรับแผล อดีต และฝันที่ต่างกัน แต่เดินออกจากห้องนั้นโดยมีเพลงและหัวใจที่เชื่อมโยงกันอย่างเงียบงันในที่สุด