เพราะเธอคือฤดูฝน
สายฝนพรำลงอย่างไม่หยุดหย่อนในบ่ายวันหนึ่งของกรุงเทพฯ มัณฑนาเดินถือร่มสีเหลืองลายสับปะรด ฝ่าลมฝ่าฟ้ามาจนถึงหน้าร้านกาแฟเล็ก ๆ ข้างมหาวิทยาลัย เธอสลัดหยดน้ำออกจากรองเท้าผ้าใบก่อนจะก้าวเข้าไปในร้าน กลิ่นกาแฟหอมลอยฟุ้งตลอดทั้งร้าน โต๊ะมุมกระจกที่คุ้นเคยมีคนเดียวที่เธอเฝ้าหา—ทีปกร นั่งอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางกองชีทเตรียมสอบ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มาแล้วเหรอ ฝนเยอะมั้ย” เสียงของทีปกรต่ำและแหบราวเพิ่งตื่น เขายิ้มน้อย ๆ พลางเลื่อนแก้วโกโก้ร้อนมาทางเธอ หน้าต่างเปียกฝ้าจากความชื้นข้างนอก เห็นฝูงรถเล็ก ๆ เคลื่อนตัวเอื่อย ๆ ตามถนนเปียกฝน
“เยอะ — แต่ชอบนะ” มัณฑนาวางร่มนั่งลง เธอมองโกโก้ร้อนอย่างขอบคุณแต่ไม่ได้แตะ มองฝาผนังไม้ หายใจลึก ๆ ด้านในซ่อนบางอย่างไว้ลึกเกินกว่าอยากพูด
เสียงฝนกลบความเงียบ มัณฑนาอ้าปากจะพูดแต่ก็ชะงัก หันมาสบตากับทีปกรนิ่ง ๆ เธอมองเขานานจนทีปกรต้องเลิกคิ้ว
“มีอะไรหรือเปล่า”
“เปล่า…แค่เหมือนจำอะไรบางอย่างไม่ได้” มัณฑนายิ้มนิด ๆ พยายามกลบเกลื่อนความรู้สึก
ทีปกรหัวเราะเบา ๆ พลางพลิกชีท หนังสือปิดสนิท ใบหน้าติดแววเหนื่อยล้า “ก็ถ้าไม่ได้อ่าน ก็คงลืมเหมือนกัน” สายตาหลุบต่ำ แม้แต่รอยยิ้มก็ซ่อนไว้บางอย่าง
“นายจะกลับบ้านเมื่อไหร่นะ” มัณฑนาเปลี่ยนเรื่อง ตากังวลมองออกนอกหน้าต่าง
“อาทิตย์หน้า…แม่โทรมาตาม ห่วงว่าจะเรียนจบมั้ย รู้มั้ยเขาเหนื่อยเรื่องเราสุด ๆ เลย” ทีปกรพูดยิ้ม ๆ แต่ในเสียงมีความหวั่นไหว
“นายน่าจะดีใจนะที่แม่ยังห่วง ฉัน…อยากคุยกับแม่แต่เหงาใจทุกที”
ทีปกรมองสายฝนที่ร่วงโรยช้า ๆ เขาพึมพำ “เราคุยกันอยู่ตรงนี้ก็พอแล้วมั้ง กลับไปบ้านก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรใหม่…เราเปลี่ยนไม่ได้หรอก”
มัณฑนาหลบตา พลางหยิบหนังสือขึ้นเปิดดูแต่ไม่ได้อ่านจริงจัง “ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ ทีปกร ไม่เคยลอง ก็ไม่รู้จริง ๆ นะ”
เสียงโทรศัพท์ดังขัดจังหวะ ทีปกรณ์รับอย่างลังเล ฟังเสียงแม่ที่พูดเร็ว ๆ ทางสาย เสียงถอนหายใจ ลมหายใจหนัก
เธอมองเขา แค่เงียบ ๆ ฟังประโยคสุดท้ายก่อนวางสาย “เขาถามเรื่องงาน เขาอยากให้ฉันกลับไปช่วยธุรกิจ”
มัณฑนาพยักหน้าช้า ๆ คำพูดเหมือนจะเริ่มลอยห่างทีละนิดทีละหน่อย ตัวเธอเองมีฝันอยู่ไกลฝั่งเช่นกัน บ้านเธอก็เร่งให้กลับไปดูแลกิจการครอบครัว ทั้งที่เธออยากเป็นนักวาดภาพประกอบ…
“จะกลับแล้วเหรอ” เสียงของทีปกรเบากว่าปกติเมื่อมัณฑนาดูเหมือนจะลุกขึ้น
“ยัง…แค่จะไปรินน้ำ” มัณฑนาหัวเราะกลบเกลื่อน เงยหน้ามองทีปกรที่จ้องเธออยู่นาน
ทีปกรสูดหายใจลึก เหมือนจะพูดอะไรสำคัญแต่ก็เปลี่ยนใจ
“มัณฑนา ถ้า…ถ้าเราต้องเลือก”
มัณฑนาหยุดมือบนแก้วน้ำ หัวใจเต้นเร็วขึ้น
“นายหมายความว่าไง เลือกอะไร”
เขายิ้มเศร้า “ถ้าต้องเลือกระหว่างครอบครัวกับฝัน…จะเลือกอะไร”
มัณฑนาเงียบ เธอไม่ตอบและไม่มีใครในร้านพูดอะไรต่อ ต่างจมอยู่ในโลกของตัวเองเพราะเรื่องใหญ่ที่ค้างคาอยู่ในใจทั้งคู่
หลายวันต่อมาสองคนไม่ได้เจอกัน ต่างคนต่างยุ่งกับชีทสอบ โครงงาน และการคุยโทรศัพท์กับครอบครัวที่เร่งเร้าเรื่องอนาคต มัณฑนานั่งอยู่ในห้องวาดภาพเล็ก ๆ ใต้หอพัก เธอมองร่างแบบปลายสายตา มือขีด ๆ เขียน ๆ บนกระดาษแต่ภาพในหัวว่างเปล่า
ก้อง (เพื่อนมัณฑนา) เคาะประตูเข้ามาพร้อมแก้วน้ำ
“ดูไม่มีสมาธิเลยนะมัณฑ”
มัณฑนาฉีกยิ้มอ่อนโยน “โทษที — หัวไม่อยู่กับตัว”
ก้องมองภาพสเกตช์ที่วางกระจัดกระจาย “ทะเลาะกับทีปกรอีกเหรอ”
มัณฑนาสะดุ้งเล็กน้อย “เรามันไม่กล้าพูดอะไรตรง ๆ ซักที…ทั้งที่อยู่ใกล้กันตั้งนาน”
ก้องนั่งลงข้าง ๆ เงียบไปพักใหญ่ “บางทีการอยู่ใกล้มันก็เจ็บกว่าการอยู่ไกลนะ”
มัณฑนานิ่งไป เรื่องในใจเกินกว่าจะเอ่ย เธอรู้ตัวว่าซ่อนบางอย่างไว้ในความสัมพันธ์นี้มานาน—บางอย่างที่ไม่เคยกล้าบอก
ในคืนเดียวกัน ทีปกรนั่งเหม่อริมหน้าต่างห้องพัก ฟังสายฝน ผ่านมือไปยังโน้ตเพลงที่ไม่เคยกล้าแต่งจบ เขาหยิบกีตาร์ขึ้นแต่เล่นอะไรไม่ได้เนื้อ ชื่อมัณฑนาผุดขึ้นมาทุกคราวที่นิ้วจรดสาย
มือถือสั่นทีปกรลังเลรับ เธอส่งข้อความมา “ออกมาเดินเล่นด้วยกันคืนนี้ได้มั้ย?”
ทีปกรส่งกลับไปสั้น ๆ “เจอกันที่สวนหลังมหาวิทยาลัย”
กลางดึก สายฝนเบาบางลง สวนหลังมหาวิทยาลัยเงียบเหงาน้อยคน มัณฑนายืนรอ ใต้ไฟสวนสีส้มจาง ๆ เธอกอดอกเหมือนหนาว ทีปกรเดินมาช้า ๆ หยิบแจ็กเก็ตคลุมไหล่เธอ มัณฑนาหันมาสบตา เขาไม่พูดอะไร
แค่เดินเคียงกัน ช้า ๆ ไม่มีเสียงนอกจากรองเท้ากระทบพื้นเปียกฝน
“นายไม่กลัวอนาคตเหรอ” มัณฑนาถามเสียงเบา
ทีปกรหัวเราะในลำคอ “กลัวสิ…กลัวจะอยู่คนเดียว กลัวว่า…คนที่อยู่ข้าง ๆ จะหายไป”
มัณฑนาอ้ำอึ้ง “แต่เราก็ต้องเลือกสักทาง ไม่ใช่เหรอ”
ทีปกรหยุดเดิน มือกำแน่น “บางที…สิ่งที่เลือกได้คือกล้าเดินไปหามันมากกว่า”
ทั้งสองเงียบกันไป ต่างคนต่างลึกซึ้งกับความรู้สึกในใจ เสียงฝนตกเบา ๆ ทำให้ทุกอย่างเหมือนจะหยุดนิ่งอยู่ในวินาทีนั้น
ผ่านไปหลายสัปดาห์ ความตึงเครียดยังคงมีอยู่ ระหว่างเตรียมงานรับปริญญา มัณฑนาและทีปกรแทบไม่ได้คุยจริงจัง ต่างคนต่างยุ่งวุ่นวาย ปัญหาเรื่องครอบครัวถาโถมเข้าใส่ — แม่มัณฑนาเรียกพบ พร้อมคำสั่งให้กลับบ้านไปช่วยธุรกิจ
“แม่คิดว่าหนูจะวาดรูปได้ไปถึงไหน วาดไปไม่ได้อะไรหรอกลูก เลิกเถอะ”
มัณฑนาเม้มริมฝีปาก ไม่ตอบอะไร เธอรู้ว่าตัวเองไม่กล้าขัดแม่ พ่อป่วย น้องต้องดูแล เธอเป็นคนโตของบ้าน ความฝันวาดรูปดูไกลเกินเอื้อม
ขณะเดียวกัน ทีปกรต้องกลับบ้านที่นครสวรรค์ เขาถูกพ่อบังคับเข้าบริษัท เริ่มชีวิตทำงานทั้งที่ยังไม่พร้อม หน้าที่และความฝันบีบรัดจนไม่มีที่ว่างให้ตัวเอง
วันสุดท้ายก่อนทีปกรย้ายกลับบ้าน ทั้งคู่ไม่มีแม้แต่โอกาสร่ำลากันจริง ๆ มีเพียงข้อความสั้น ๆ มัณฑนาส่งไป “ขอบใจนะสำหรับทุกอย่าง ถ้าฝนหยุดตกแล้ว…คงได้เจอกันอีก”
เดือนผ่านไป ทุกอย่างเงียบงัน มัณฑนาอยู่กับกิจวัตรจำเจในบ้าน วาดรูปในสมุดบันทึกแผ่นเดิม ๆ ทีปกรจมกับงานออฟฟิศที่น่าเบื่อ วันหนึ่งระหว่างนั่งรถกลับบ้าน ทีปกรมองสายฝนผ่านกระจกเขารู้ว่าอะไรบางอย่างขาดหาย
คืนนั้น เขาโทรหามัณฑนา—มีแต่เสียงเงียบ เธอไม่รับสาย เขาลังเลอยู่นาน กีดกันตัวเองจากคนที่คิดถึงที่สุดในชีวิตเพราะความกังวลและกลัว
มัณฑนาเริ่มรับงานวาดภาพฟรีแลนซ์ บางคืนเธอมองรูปพร้อมลบพร้อมวาดใหม่ด้วยน้ำตาคลอ เธอไม่รู้ว่าฝันตัวเองจะพาไปไหนได้บ้าง
ตะวันตกดินทีปกรนั่งอยู่ในสวนหน้าบ้าน อากาศเย็นมัณฑนานั่งอยู่ใต้หน้าต่าง หยิบสมุดบันทึกเปิดหน้าวาดที่เป็นรูปทีปกร เธออยากโทรหา…แต่ก็กลัวว่าเขาจะไม่อยากรับสาย
การตัดสินใจครั้งสำคัญของทั้งคู่มาเยือน — ทีปกรได้รับข้อเสนอให้ไปทำงานที่ต่างประเทศ มัณฑนาได้รับทุนไปเรียนปริญญาโทในเมืองเดียวกับทีปกรโดยบังเอิญ ทั้งสองลังเล คำนวณใจตัวเองถูกบีบให้เลือกอีกครั้ง — จะหนีทุกอย่างแล้วไปด้วยกัน หรือจะไม่กล้าเริ่มต้นอะไรใหม่แบบที่ผ่านมา
คืนฝนตกวันหนึ่งทีปกรรวบรวมกล้าโทรหามัณฑนาอีกครั้ง เสียงฝนกระทบหลังคาดังกว่าทุกครั้ง “มัณฑนา…เราคิดถึง”
ในอึดใจนั้น มัณฑนาเงียบ อยากตอบแต่กลัวน้ำเสียงตัวเองจะสั่น
“ทีปกร…นายกล้าหนีความกลัวครั้งนี้ไหม”
ไม่มีคำตอบในทันที ฝนยังคงพรำ ทีปกรตัดสินใจพูดออกไป “ครั้งนี้…ถ้าเธอไปด้วย ฉันจะกล้า”
เสียงหายใจสองคนทาบทับในความเงียบ มัณฑนาเม้มปากแน่น พูดเบา ๆ “ฉันกลัวเหมือนกัน แต่…ถ้าฝนหยุดแล้ว นายไป…ฉันจะตามไปด้วย”
ฤดูฝนจางหาย ท่ามกลางสนามบินที่จอแจ มัณฑนาเดินเคียงทีปกร ไม่มีละครรัก ไม่มีสัญญาจะรักกันตลอดไป มีเพียงสายตาที่บอกว่าพร้อมเริ่มใหม่ด้วยกันและเรียนรู้การเติบโต ของทั้งคู่ที่ผ่านพ้นความกลัวไปข้าง ๆ กัน