สายหมอกแห่งคามิริ
ลมหายใจหนาวของหมู่บ้านคามิริอยู่ในม่านหมอกหนาที่ยากจะละสายตา หมอกยามเช้ากระจายตัวเหนือหลังคาไม้เก่าแก่ แทรกซึมไปตามซอกซอย เสียงระฆังวัดดังไกลอย่างรางๆ เมื่อแสงแรกของวันข้ามขอบฟ้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“วิฏฐิ…” เสียงยายจันทร์ดังลอดประตูไม้แคบ ๆ พอลอยเข้ามาในห้อง นาฬิกาข้อมือเก่าส่งเสียงดังแกร๊ก วิฏฐิหันไปคว้าเสื้อหนาวงานถักเปื้อนขาดข้ามไหล่ ตายิ้มขณะที่ปากบ่น เบา ๆ “อีกแป๊บเดียวสิยาย…”
แต่ขาสั้น ๆ ของวิฏฐิใส่รองเท้ายางคู่เก่าก็รีบจ้ำเร็ว เลาะลัดตามทางลูกรังขรุขระ ลมหายใจวาบหนาวปะทะผิวหน้ายามเธอมุดซอกไม้ วิฏฐิมาถึงลานหน้าบ้านที่หญ้าชื้นไปด้วยหมอก พบว่าชายหลังบ้านนั่งเงียบอยู่กับจอกชา “ย่าไม่เห็นป้ามาลัยเลย…” เธอสบสายตาชายชราแต่เขาแค่ถอนหายใจเงียบงัน
ระหว่างที่วิฏฐิวิ่งวนไปรอบบ้าน คั้นเสียงไก่ขันกับเสียงรั้วไม้ลั่น วันเฉอะแฉะแตกต่างจากวันอื่นเพราะป้ามาลัยยังไม่กลับมา “ย่าบอกว่า บางทีหมอกก็กลืนคนไป” วิฏฐิกระซิบกับตัวเอง ก่อนจะสะดุดกับรอยเท้าเลอะโคลนหน้ารั้ว
วิฏฐิจ้องรอยเท้า เห็นว่าเป็นของใครบางคนที่เดินเข้าไปในชายป่า ทิศที่ห้ามเด็ก ๆ เข้าไป เธอกลืนน้ำลาย แต่ข้างในรู้สึกเหมือนมือที่มองไม่เห็นดึงเธอไปยังเส้นทางแห่งนั้น
เสียงยายตามมาอีกหน “วิฏฐิ อย่าเลยลูก หมอกมัน…” เธอทำเป็นไม่ได้ยิน กระชับเสื้อขึ้นและเดินตามรอยเท้าเข้าไปในป่า หมอกปกคลุมทุกอย่างจนเสียงของโลกเบื้องหน้าเงียบงัน
กลางดงเฟิร์น วิฏฐิพบเศษผ้าสีเทาและกระเป๋าผ้าไหมที่รู้จักดี เธอรีบคว้ามาแนบอก หันซ้ายขวาด้วยใจเต้นโครม เงาตะคุ่มวูบหนึ่งผละผ่าน โขดหินขาวกลางป่าส่งเสียงเย็นเยียบ “มีใครอยู่มั้ย…” เสียงวิฏฐิสั่น แต่มีเพียงเสียงต้นไม้สั่นไหว
เสียงฝีเท้าของอีกคนดังเข้ามาใกล้ เบาแต่มั่นคง เธอขยับถอยหลัง วินาทีนั้นเงาก็ปรากฏบนหมอก เป็นชายหนุ่มหน้าแปลก ผมยาวรุงรัง นัยน์ตามืดมน มองเธอนิ่ง ๆ วิฏฐิเม้มปาก “มาทำอะไรในป่าคะ”
เขาสบตา ระงับจังหวะหายใจ “หลง…เหมือนเธอแหละ”
เสียงของชายแปลกหน้ามีบางอย่างน่ากลัวแต่ก็น่าค้นหา เขาดูเหมือนไม่มีที่มา “ฉันชื่อวิฏฐิ…คุณชื่ออะไร”
“เดชา” เขาเบียดคำตอบออกมา กอบหายใจราวกับหมดแรง
“คุณเห็นป้ามาลัยไหม” วิฏฐิจ้องตาเขา เห็นประกายลังเลในแววตา ก่อนเดชาจะส่ายหน้าเบา ๆ
ลมวูบหนึ่งพัดรุนแรง หมอกไหลอึงอล ฝนปรอย ๆ ตกตามมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เดชาเอาเสื้อคลุมโยนให้วิฏฐิ “ใส่ซะ เดี๋ยวไม่สบาย”
เธอจ้องเสื้อนั้นอย่างลังเล “ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ขี้หนาว” แต่เธอดึงมันมาห่มกลบตัวเอง
เขาชี้ไปทางชายป่าว่า “ออกไปทางนี้จะใกล้หมู่บ้านกว่า…เธอมาคนเดียวเหรอ” เธอเมินหน้ามองซ้ายขวา “ก็มีฉันกับหมอกไงล่ะ”
รอยยิ้มจางในมุมปากของเดชาผ่านไป เขาเดินนำหน้าช้าๆ เสียงใบไม้กรอบแกรบอยู่ใต้น้ำหนักเท้า “มีคนหายบ่อยเหรอที่นี่”
“ตอนเด็ก ๆ ฉันเคยเดินหลงในหมอก วันนั้นปู่บอกฉันว่า คนที่กลัวหมอก หมอกก็จะกลืนเขาไป”
เดชาหยุดเดิน มองเธอ “แล้วเธอกลัวไหม”
วิฏฐินิ่งไปนิด “กลัว…แต่ถ้ากลัวแล้วไม่หา ก็ไม่มีใครกลับมา”
หมู่บ้านคามิริในหมอกจางมองเห็นบ้านไม้หลังเล็ก ๆ ห่างไกลไฟฟ้าหรือสัญญาณ วิฏฐิพาเดชามาหาหลบฝนที่กระท่อมหลังหนึ่ง ยายจันทร์เหวี่ยงสายตาไปมาก่อนจะตาโตเมื่อเห็นคนแปลกหน้า
“วิฏฐิ พาใครมา?”
วิฏฐิรีบตอบ “เขาหลงป่า ย่า… เขาช่วยฉันหาของ” เดชาก้มหัวให้ยาย
ยายจันทร์สังเกตดูเสื้อเปียกชุ่มของหลานและชายหน้าใหม่ ริมฝีปากสั่น “ฝนมันแรง รอให้ซากหมอกจางกว่านี้ก่อน ค่อยมองหามาลัย” น้ำเสียงเธอเต็มไปด้วยความกลัวบางอย่าง
หลังฝนซา เดชากำลังจะขอตัวออกไป แต่เห็นแววตาวิตกของวิฏฐิ “อย่าเพิ่งไปสิ… เย็นนี้ฉันยังอยากรู้เรื่องคุณอยู่”
เขาสบตาเธอพักหนึ่ง “อยากรู้เรื่องฉันจริงเหรอ เดี๋ยวเธอจะกลัวมากกว่าเดิม”
ยายจันทร์ยกชาร้อนให้ทั้งสอง ยิ้มจาง ๆ “ในหมอก ความลับมันซ่อนทุกสิ่งไว้ ลูกเอ๋ย”
คืนนั้นขณะหมอกหนากลืนเงาทุกอย่าง เงาคนเดินวกวนอยู่นอกบ้าน วิฏฐิตื่นผวาขึ้น ลมหายใจขาดเครือ เธอมองเห็นเงาของหญิงสาวคล้ายป้ามาลัยล่องลอยระหว่างหมอกกับแสงไฟ
วิฏฐิคว้าผ้าคลุม เดินออกไปอย่างเงียบงัน เสียงฝีเท้ากลืนกับเสียงหมอก เธอเดินผ่านกระท่อมสู่ชายป่า เงานั้นยังเคลื่อนไหวอยู่ “ป้ามาลัย!” เสียงแผ่วในคืนสงัด ไม่มีใครตอบกลับมา
เดชาเดินตามมาเงียบ ๆ มือเขาหยุดที่ไหล่เธอ วิฏฐิสะดุ้ง “เป็นใครกันแน่”
เงียบ เรากลับชั่วขณะแห่งความจริง “ฉัน… ฉันไม่ได้ตั้งใจจะมา ฉันถูกดึงมาที่นี่จากฝัน ฝันเดิม ๆ ของแม่ที่ตายไปแล้ว…” เดชายืนนิ่ง น้ำเสียงของเขาสั่นสะท้าน
“คุณก็กำลังตามหาใครสักคนสินะ”
เขาพยักหน้าช้า ๆ ความมืดจมไปในสายตา “แม่ฉันหายไปในหมอกแบบเดียวกับป้าของเธอ พ่อบอกว่าอย่ามองกลับไป แต่ฉันก็ยังอยากรู้อยู่”
วิฏฐิยิ้มไม่ออก “เราคงเหมือนกัน…” เธอกระชับเสื้อกันหนาวของเขาแนบแน่น ดวงตาสองคู่สบกันในหมอก ความโดดเดี่ยวของทั้งสองคนเชื่อมกันโดยไม่ต้องพูดอะไรอีก
คืนถัดมาฝนยังหลงเหลือ หมอกครึ้มลงกว่าเดิม เมื่อคนในหมู่บ้านเริ่มกระซิบกระซาบถึงเงาดำในป่า วัยรุ่นสองสามคนเห็นแสงประหลาดวาบผ่านในดงต้นสน “เวลาอย่างนี้ ห้ามออกจากบ้านเด็ดขาด” ยายจันทร์กำชับวิฏฐิหน้าดุ
วิฏฐิหายใจลึก “ถ้าเราไม่ออกไปหา พวกเขาจะกลับมาเหรอย่า” ยายจันทร์ไม่ตอบ ทำเพียงหลบตาเหมือนไม่อยากเปิดแผลเก่า
วันต่อมา วิฏฐิกับเดชาตั้งใจออกตามหา หลบสายตาคนทั้งหมู่บ้าน แผนที่ใบเก่าที่ยายแอบเก็บไว้ในห้องถูกคนลอบหยิบออกมาด้วย วิฏฐิตีเส้นหมึกแดงไว้ตรงต้นไม้ใหญ่ที่ชาวบ้านเล่าลือกันว่า “ข้ามจุดนี้คือเขตห้ามเหยียบของหมอก”
กลางทางทั้งสองพูดกันน้อยลง “กลัวไหม” วิฏฐิถาม เดชาวางมือบนรากไม้ใหญ่ “กลัว… แต่ถ้าไม่กล้า ก็จะไม่มีวันรู้ความจริง”
เสียงนกหวีดของสายลมพัดบาดใจ ท่ามกลางหมอกและเงา เดชาสังเกตบางอย่างแปลกตา บนพื้นมีเศษกระดาษฉีกขาด เขาหยิบขึ้น— ปรากฏชื่อของแม่เขาเขียนไว้เป็นภาษาโบราณ ทับรอยเลือดจาง ๆ
เขากระตุกมือ “นี่มัน…”
“หมอกนี้ มันไม่ได้แค่กลืนคน แต่มันกลืนความทรงจำ” เดชาเอ่ยเบา ๆ
“งั้นแม่คุณ… ป้าฉัน…” วิฏฐิพูดไม่จบ
เสียงเกือกม้าดังจากระยะไกล ขบวนคนแก่แต่งชุดดำเดินล่องลอยผ่านป่า “พิธีคืนร่าง” ยายจันทร์เคยเตือน “ห้ามเข้าไปยุ่ง”
แต่ความอยากรู้ของทั้งสองเอาชนะความกลัว พวกเขาแอบตามขบวนไป พบแท่นหินตั้งเครื่องเซ่น ท่ามกลางควันและเสียงสวด ร่างหญิงสาวในชุดขาวปรากฏกลางหมอก เป็นป้ามาลัยยืนหลับตา น้ำตาอาบแก้ม
วิฏฐิตะโกน “ป้า!” เสียงขาดใจในหมอก ทุกคนหยุดกะทันหัน ผู้เฒ่าเหลือบมาเห็น เผยรอยยิ้มเศร้า เดชาฉุดแขนเธอ “อย่าเข้าไปมากกว่านี้”
กลางพิธีผู้เฒ่าโบราณออกมายืนนิ่ง จ้องสองวัยรุ่น “ผู้กล้าฝ่าเขตห้ามเจอชะตาตัวเองเสมอ”
“แค่ขอให้ป้ากลับบ้าน…” วิฏฐิพยายามกลั้นน้ำตา พิธีกรรมหยุดลง เสียงลมเปลี่ยนทิศเฉียบพลัน
ป้ามาลัยค่อย ๆ ลืมตา สีหน้าแปลกแยก ระหว่างหมอก เงาร่างอื่น ๆ ปรากฏขึ้นเป็นเงาจาง ๆ พวกเขาคือคนที่เคยหายไป วิฏฐิเห็นหน้าแม่เธอในหมอก ผงะสุดแรงกลัว
เดชาก้าวไปข้างหน้า น้ำเสียงหนัก “ถ้าหมอกเอาความเจ็บปวดไปได้จริง ก็ขอให้มารับฉันแทนพวกเขา”
ผู้เฒ่าถามว่า “กล้าหรือ” วิฏฐิกอดเดชาไว้แน่น “อย่า…ถ้าจะมีใคร ก็ให้เป็นฉัน”
ทั้งหมู่บ้านและหมอกเหมือนหยุดนิ่ง สายหมอกขยายหลับตา ป้ามาลัยร้องไห้ เอื้อมมือลูบผมวิฏฐิเบา ๆ “อดีตของเจ้า ไม่ควรถูกรับไว้คนเดียว”
หมอกค่อย ๆ สลาย ป้ามาลัยค่อย ๆ มีสติกลับมา ใบหน้าซีดขาวของแม่เดชาผ่านจางๆ แล้วจางหาย เดชาน้ำตาคลอ มือสั่น
วิฏฐิหันกลับไปกอดป้ามาลัย “หนูขอโทษ หนูปล่อยมือไปเพราะกลัว”
ป้ามาลัย จับมือหลานแน่น “เราเจ็บมาเพราะหมอกของใจเราทั้งนั้นได้แล้ว ปล่อยอดีตไว้อยู่กับมัน”
เดชาเผยรอยยิ้มแตกลายใจ เจ็บปวดแต่กล้าหาญ “ฉันจะไม่วิ่งหนีอดีตอีกแล้ว”
รุ่งเช้า หมอกจางหาย วิฏฐิเดินจูงมือป้ามาลัยกลับบ้าน ยิ้มทั้งน้ำตา เดชาเดินเคียงข้าง ในความเงียบแต่ละคนเริ่มชีวิตใหม่ด้วยหัวใจที่กล้าเผชิญอดีต ไม่ใช่หนีมันอีกต่อไป