รอยสลักใต้แสงหิมะ
เสียงหิมะกระทบหลังคาไม้ดังเงียบเหงา โรซินหอบกระเป๋าใบโตในมือ ก้าวลงจากรถเหมาเพียงคันเดียวที่กล้ามาส่งถึงหน้าชายป่า หมู่บ้านเล็กกลางอาณาเขตเทือกเขาหิมะงดงามที่ถูกตัดขาดจากโลกเมืองกรุงหลังลมแรงเมื่อคืน เธอยืนลังเลอยู่พักใหญ่ ตาเรียวมองผ่านม่านหิมะที่กำลังตกอย่างบ้าคลั่ง ซุกผ้าพันคอที่แม่ฝากไว้กับเธอไว้แน่น ริมฝีปากสีซีดขยับแต่ไร้เสียง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!โรซินก้าวมาหยุดที่ประตูบ้านไม้ ยกมือเคาะอย่างลังเล ไม่นานประตูก็ค่อย ๆ เปิดออก ภายในมีเพียงตาโอฬาร ปู่ผู้เคร่งขรึมในเสื้อกันหนาวขาด ๆ ดวงตาซึ้งเศร้าซ่อนไว้ใต้คิ้วขรึม โรซินฝืนยิ้ม “ปู่…ขอหนูเข้าไปหน่อยนะ”
ตาโอฬารมองหน้าเธอนิ่งนาน ดวงตาเหมือนกำลังค้นหาบางสิ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ “อากาศมันโหดร้าย ทำไมถึงกลับมาเอาป่านนี้ล่ะ ลูก?”
ภายในบ้าน เงียบเหงาและอบอุ่นปะปนกัน กลิ่นซุปไข่ขาวจางลอยฟุ้ง โรซินลูบฝ่ามือตัวเอง ไล่ความหนาวจากนิ้วสั่น “ลูก…คิดถึงบ้านค่ะ” เธอสบตาปู่แล้วหลบตา
ตาโอฬารจ้องไปที่รอยแผลเป็นผิวข้างคอที่โผล่แง้มจากผ้าพันคอ แต่ไม่พูดถึง มุมปากกระตุก ราวอยากจะสั่งอะไรบางอย่างแต่กลืนไว้
คืนแรกโรซินนอนไม่หลับ เสียงลมหวีดหวิวแทรกตัวเข้ามาตามรอยแตกหน้าต่าง เธอกอดตัวเองแน่น ภาพคืนวันหนึ่งเมื่อห้าปีก่อนลอยกลับมา—เลือด กระจกแตก และเสียงตะโกนที่ยังฝังหัว
เสียงกระดิ่งดังเบา ๆ จากทางครัว โรซินลุกขึ้นหยิบเสื้อคลุม ดันประตูแง้มดู เห็นตาโอฬารนั่งคุดคู้กลางพื้นไม้ กระซิบบางอย่างกับกระดาษแผ่นหนึ่ง
“ปู่…ดึกแล้วนะคะ” เธอเดินเข้ามาใกล้
ตาโอฬารสะดุ้งหันกลับ “ไปนอนเสีย อย่ามองกระดาษแผ่นนั้น”
โรซินขยับถอย “ปู่จดอะไรหรือคะ?”
ชายใช้นิ้วสั่น ๆ ลูบลายเส้นหยาบ ๆ บนกระดาษ กระซิบ “อสูรพาเรามาที่นี่ มันยังไม่ไปไหน…รอยสลักนี้จะนำวิญญาณกลับบ้าน”
โรซินจับข้อมือปู่เบา ๆ “ไม่มีอสูร มีแต่ปู่กับโรซิน ไม่มีอะไรมาเอาเราไปได้” เธอพูดอย่างสั่น ๆ
“ลูกไม่เข้าใจ” ตาถอนหายใจ ปล่อยมือโรซิน “พรุ่งนี้หิมะยังจะถล่มต่อ”
เสียงลมแรงขึ้นอีกครั้ง เทียนลนใกล้ดับ โรซินเดินกลับห้อง นั่งขมวดเข่ากับเตียง ผ่านรอยกระจกหน้าต่าง ฝุ่นหิมะปลิวเหมือนเงาเคลื่อนไหวบางอย่าง
รุ่งเช้าหิมะปกคลุมหนากว่าเดิม โรซินปลุกตาโอฬาร พยายามชวนเดินออกไปหาเพื่อนบ้านแต่ปู่อ้างอ่อนแรง “อยู่นี่แหละ อย่าออกไป ถูกรอยมันตามจะไม่ปลอดภัย”
โรซินอดหงุดหงิดไม่ได้ “มันคืออะไร รอยที่ว่าของปู่?”
ตาโอฬารลังเล มองโรซินด้วยแววตากดดัน “มันเป็นตรา…ของสิ่งที่เราเคยทำ”
โรซินเข้าใจความหมาย ริมฝีปากสั่นเงียบ เธอเดินหนีมานั่งตรงหน้าต่างมองลอดม่านหิมะ รอยแผลเป็นที่ข้างคอบีบบังคับความทรงจำบางอย่างให้ย้อนกลับมา
ตกค่ำวันนั้นเสียงบางอย่างดังจากใต้ถุน โรซินเดินลากเท้าลงบันไดช้า ๆ ในเงามืดไปหยุดอยู่หน้าบานประตูไม้เก่าเสียงเอี๊ยดอ๊าด เงาดำรูปร่างมนุษย์ไร้ใบหน้าปรากฏเพียงแว่บเดียว โรซินร้องไห้พร่ำเบา ๆ “ขอเถอะ…ช่วยปล่อยพวกเราไป”
เสียงตอบแว่วกลับมาแผ่วจาง “เจ้าจะตื่นได้จริงหรือ…” จากนั้นหายวับ
เช้าวันถัดมา ตาโอฬารนั่งหน้าบ้าน มือกุมกระดาษแผ่นเดียวกับเมื่อคืน “เมื่อบาปติดตัว ฉันต้องอยู่เฝ้ารอยนี้ เจ้ายังเด็กเกินไปที่จะตื่น”
โรซินทรุดตัวลง “ปู่หมายความว่าอะไร?”
ชายเฒ่ามองเธอไร้คำตอบ ดวงตาแห้งแล้งจากการเฝ้ารอสิ่งที่ไม่มีวันมาถึง
คืนแล้วคืนเล่า โรซินกับตาโอฬารต้องเผชิญเงาดำ เงาจาง ๆ บางคืนมันนั่งอยู่ปลายเตียง บางคืนมันหัวเราะเงียบ ๆ ข้างเตาผิง ทิ้งกลิ่นควันไหม้และเสียงกระพือปีกเหมือนนกยักษ์
โรซินเริ่มฝันร้ายซ้ำ ๆ คืนหนึ่ง เธอเห็นตนเองเด็กตัวเล็ก ถือแท่งเหล็กเล็ก ๆ เงื้อใส่อะไรบางอย่างหลังบ้าน เลือดสาดพื้นหิมะ ก่อนเสียงกรีดร้องของแม่จางลงช้า ๆ
เธอตื่นขึ้นกลางวงล้อมเสียงลม โรซินนั่งนิ่งนับนิ้วบนฝ่ามือ กัดเล็บตัวเองจนเลือดซึม “ทั้งหมดนี้…เป็นโทษกรรมของเราใช่ไหมคะปู่”
ตาโอฬารไม่ตอบ ก้มหน้ามองรอยสลักบนแผ่นกระดาษ นิ้วลากช้า ๆ ไปตามลายเส้นเว้าแหว่งเหมือนสลักรอยแผลเก่าแก่
“โรซิน เราต่างมีสิ่งที่ลืมไม่ได้”
“แล้ววันหนึ่ง…มันจะเอาเราคืนใช่ไหม”
ปู่ยิ้มเศร้า “ถึงเราหนีไปได้ รอยนี้มันก็จะอยู่ตรงนั้น”
วันต่อมา โรซินคลำหารอยแผลเป็นใต้ผ้าพันคอ ในมือเย็นเยียบเธอเดินออกไปลานกว้างหน้าบ้าน หิมะสูงท่วมหัวเข่า เธอตะโกนก้องฟ้าเงียบงัน “ถ้ามีใครอยู่ จงเอาคืนไป! อย่าทิ้งปู่ไว้คนเดียว!”
เสียงสะท้อนกลับมาเป็นเสียงตัวเอง “เจ้าอย่าหนี ข้าเฝ้าเจ้าเช่นกัน”
โรซินทรุดร่างลงกลางหิมะ ร้องไห้จนหมดแรง เมื่อเธอเงยมองผ่านม่านหิมะเห็นรอยสลักประหลาดรูปมือน้อย ๆ ที่พื้นใต้เท้าตัวเองซ้อนทับรอยเท้าใหม่และรอยเท้าเก่า – รอยเดียวกับในฝัน
ดึกคืนนั้น ตาโอฬารลุกมาปลุกโรซิน “ข้าเจอทางออก…แต่ต้องตรงไปกับรอยเท้านั้น”
“เราจะกล้าหรือ?” เธอถามเสียงสั่น
“หากข้าไม่ลอง เจ้าจะอยู่กับบาปนี้ทั้งชีวิต” ปู่พูดเสียงหวิว
ทั้งสองสวมเสื้อหนา ออกเดินลัดเลาะตามรอยเท้าหิมะ เงาดำเดินนำหน้าระยะไกล มันหยุดรอทุกครั้งเมื่อพวกเขาลังเล โรซินกลั้นใจตาม ท่ามกลางความหวาดกลัวและเสียงลมหวีดหวิว
เขาเดินมาหยุดที่โพรงหิมะใต้ต้นสนเก่า รอยสลักเก่าแก่เต็มลาน วินาทีนั้นเงาดำพุ่งเข้าใส่ตาโอฬาร เขาล้มลง หายใจหอบช้า ๆ “ข้าสารภาพแล้ว…เจ้าจะต้องเดินต่อไปเพื่อล้างความผิดนี้”
โรซินขึ้นคร่อมเหนือตัวปู่ มือสั่น “หนูไม่อยากอยู่คนเดียวอีก แต่หนูก็…ไม่อยากกลัวอดีตอีกแล้ว”
เงาดำค่อย ๆ ละลายเป็นไอหิมะ ทิ้งรอยสลักสุดท้ายบนพื้น—รูปครอบครัวจับมือกัน โรซินร้องไห้พร่ำ ดึงปู่มากอด เงียบงันตราบจนรุ่งสาง
พระอาทิตย์แรกในรอบสัปดาห์โผล่พ้นยอดสน เผยให้เห็นรอยเท้าสดใหม่ของสองชีวิต เคียงคู่บนหิมะขาว สองร่างแม้ยังต้องแบกอดีต แต่ลมหายใจและหัวใจได้พบกันในความจริงอีกครั้ง