เสียงจากห้องข้างล่าง
ลมหายใจของจิรยุทธขาดเป็นห้วง ๆ ขณะที่เขายืนอยู่หน้าประตูบ้านไม้สองชั้นเก่าแก่กลางร่มไม้ใหญ่ ประตูไม้สีหม่นที่เขาเคยผลักเข้าออกตั้งแต่เด็ก ดูเหมือนจะหนักขึ้นกว่าทุกครั้งในชีวิต เขาตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านหลังนี้หลังจากพ่อแม่เสียชีวิตพร้อมกันด้วยอุบัติเหตุเมื่อหกเดือนก่อน ทั้งที่ตัวเองไม่เคยคิดจะกลับมาเหลียวแลที่นี่อีกเลย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!คลื่นอากาศในยามเย็นระคนกลิ่นฝุ่นและกลิ่นไม้สักเก่า เขาไขกุญแจ ช้า ๆ ผลักประตูเข้าไป เสียงไม้ลั่นบอกเวลาเก่าที่ยังฝังแน่นในทุกซอกทุกมุม ทุกอย่างเงียบงันจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง ป้ายชื่อ ‘ครอบครัวสุริยวงศ์’ ยังแขวนอยู่หน้าประตูเหมือนเดิม
จิรยุทธวางกระเป๋าเดินทางตรงมุมบันได เขากวาดสายตาไปรอบ ๆ ห้องรับแขก ทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีใครจัดเก็บ เปียโนเก่า รอยขีดข่วนบนผนัง และกรอบรูปหมู่ครอบครัวที่ฝุ่นจับจนมองไม่เห็นใบหน้าชัดเจน
เขาเดินสำรวจบ้านทีละห้อง เงาของเขาบนพื้นกระดานไม้ยามเย็นดูยาวเหยียดผิดปกติ เมื่อเดินผ่านห้องใต้ถุนที่ถูกปิดตายนานนับสิบปี เขาชะงัก มองลูกบิดสนิมเขรอะ เขาไม่เคยชอบห้องนี้มาตั้งแต่เด็ก จำได้แค่ว่า พ่อเขาสั่งไว้เสมอว่า “อย่าไปยุ่งกับห้องข้างล่าง” ทว่าเวลานี้เสียงในหัวเขากลับกระซิบว่า ต้องลงไปให้ได้
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำลายความเงียบ เขาสะดุ้ง หยิบมือถือดู “ริน” เพื่อนสนิทสมัยมหาวิทยาลัยที่เขาชวนมาอยู่เป็นเพื่อนในบ้านคืนนี้ เขากดรับสาย เสียงปลายสายเอ่ยแผ่วเบา “ถึงแล้ว เดี๋ยวจะเข้าทางหลัง บ้านน่ากลัวเหมือนที่เล่าเลยไหม”
“เปล่า…ก็แค่เก่ากับเงียบไปหน่อย” จิรยุทธตอบเสียงเบา ก่อนจะค่อย ๆ เดินออกไปรับรินที่รั้วหลังบ้าน
รินเป็นผู้หญิงผมหยิกสั้น หน้าตาอ่อนโยนแต่ดวงตาแฝงความกล้า เธอเดินเข้ามาพร้อมกระเป๋าใบโต “นายแน่ใจนะว่าจะอยู่คนเดียวไหว บ้านหลังนี้นะ…” เธอมองขึ้นไปทางหน้าต่างห้องใต้ถุน “ฉันยังจำได้เลยว่าเด็ก ๆ นายกลัวห้องนั้นขนาดไหน”
“ฉันไม่รู้ว่ากลัวอะไร” จิรยุทธตอบเบา ๆ “แค่รู้สึกว่าเวลาอยู่ใกล้มัน เหมือนมีใครมองอยู่ตลอด”
ค่ำคืนแรกในบ้านใหม่-เก่า พวกเขานั่งกินข้าวเย็นกันเงียบ ๆ แสงไฟสลัวในห้องอาหารทำให้เงาของพวกเขาทาบบนผนังอย่างประหลาด ตอนนั้นเองที่เสียงแรกดังขึ้น—เสียงคล้ายของบางอย่างกลิ้งลงบนพื้นไม้จากใต้ถุน แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่แน่ชัดว่าไม่ใช่เสียงจากพวกเขา
รินชะงักมือ “นายได้ยินไหม?”
จิรยุทธพยักหน้า “เสียงอะไร…เหมือนลูกแก้วกลิ้ง”
พวกเขาเงียบงันอยู่พักหนึ่ง ไม่มีใครกล้าเอ่ยถามต่อ จิรยุทธลุกขึ้นไปปิดไฟในห้องรับแขก เหลือเพียงแสงไฟจากโคมเล็กบนโต๊ะอาหาร เสียงเงียบกลับมาอีกครั้ง
ค่ำคืนนั้นจิรยุทธนอนกระสับกระส่าย เสียงกลิ้งเบา ๆ ยังคงดังมาเป็นระยะ เขาตื่นขึ้นหลายครั้งกลางดึก แต่ไม่มีความกล้าพอจะเดินไปยังห้องใต้ถุนที่ถูกปิดตาย
เช้าวันรุ่งขึ้น รินชงกาแฟในครัว เธอสังเกตเห็นรอยเท้าดินเปื้อนบนพื้นไม้หน้าประตูห้องใต้ถุน “นาย…เมื่อคืน เปิดห้องนั้นหรือเปล่า”
จิรยุทธยืนอึ้ง “เปล่า ฉันไม่กล้าเข้าไป”
รินยกมือแตะรอยเท้าเบา ๆ “หรือมีใครออกมาจากข้างใน?” เธอเงียบไปชั่วครู่ “บ้านนี้ มีคนอื่นอยู่ไหม”
“ไม่มี…หรืออาจจะเคยมี” จิรยุทธตอบเสียงเบา เขาเดินไปลองจับลูกบิดห้องใต้ถุน—ยังล็อกอยู่แน่นหนา สนิมแดงจับจนแทบหมุนไม่ได้
สายวันนั้น ทั้งสองคนเดินสำรวจรอบบ้าน พวกเขาพบเศษกระดาษเก่าขาดแหว่งซุกอยู่ใต้โต๊ะ เป็นลายมือของใครบางคนที่จิรยุทธจำได้ลาง ๆ ว่าเป็นของแม่ ‘ห้ามเปิดห้องข้างล่าง ฉันขอร้อง รักลูกเสมอ’ พวกเขาสบตากันอย่างสับสน
“นายเคยถามแม่ไหม…ว่าในห้องนั้นมีอะไร” รินถาม
“แม่ไม่เคยบอก มีแต่บอกว่าอันตราย” จิรยุทธถอนหายใจ “ฉันคิดว่าแม่กลัวมากกว่าฉันเสียอีก”
ทั้งวันพวกเขาพยายามเบี่ยงเบนความสนใจ แต่เสียงกลิ้งแผ่ว ๆ กับเงาแปลก ๆ ที่ลอดช่องประตูห้องใต้ถุนยังคงตามหลอกหลอน แว่วเสียงกรีดเบา ๆ คล้ายเสียงร้องไห้จากข้างล่างในค่ำคืนนั้น
คืนนั้นรินฝันเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งนั่งร้องไห้ขดตัวอยู่มุมห้องใต้ถุน ทั้งที่เธอไม่เคยรู้จักหรือเคยเห็นหน้ามาก่อน เมื่อตื่นขึ้น เธอไม่กล้าบอกจิรยุทธเรื่องฝันนั้น
เช้าวันต่อมา ทั้งสองตัดสินใจลองเปิดประตูห้องใต้ถุน จิรยุทธนำไขควงมาตอกกับลูกบิด พยายามหมุนอย่างทุลักทุเล ในที่สุดประตูก็เปิดออกพร้อมเสียงแหลมสูงและกลิ่นอับชื้นรุนแรง
ห้องใต้ถุนมืดและเย็น พวกเขาส่องไฟฉายเข้าไป เห็นแต่ฝุ่นหนา พื้นไม้ผุ กับกล่องไม้ใบใหญ่ที่ถูกมัดเชือกแน่นทึบ จิรยุทธลังเลจะเข้าไป รินจับแขนเขาเบา ๆ “นายไม่ต้องเข้าไปก็ได้”
“แต่…ฉันต้องรู้” เขากระซิบ
เขาย่อตัวลงเปิดกล่องไม้ กลิ่นเหม็นเก่าพุ่งออกมา ข้างในคือของเล่นเด็กเก่า ๆ ผ้าห่มขาด ๆ และสมุดภาพลายมือเด็ก เขาหยิบสมุดขึ้นมาเปิดดู ในหน้าสุดท้ายมีรูปครอบครัวสี่คน—แต่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งในรูปเขาจำไม่ได้
“เด็กคนนี้…ใคร?” รินถามขึ้นหลังดูรูป
จิรยุทธนิ่งงันไปนาน “ฉันไม่รู้…ในความทรงจำของฉัน ครอบครัวฉันมีแค่ฉันกับพ่อแม่”
เสียงกลิ้งลูกแก้วดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้และชัดเจนขึ้น พวกเขาชะงัก หันไปทางมุมห้อง ใต้เงาไม้ข้างฝา เหมือนจะมีร่างเงาเล็ก ๆ ของเด็กผู้หญิงนั่งหันหลังให้
ทั้งคู่ถอยออกมาอย่างช้า ๆ ปิดประตูห้องใต้ถุน แต่เมื่อหันกลับไป เงานั้นกลับหายไปแล้ว
คืนนั้น รินนั่งอยู่ริมเตียง ถามจิรยุทธอย่างกลัว ๆ “นายคิดว่า…บ้านนี้มีอะไรติดอยู่ไหม”
“ฉันไม่รู้ แต่รู้สึกเหมือนมีใครเฝ้าดูเราอยู่ตลอด”
ทั้งสองคนนั่งเงียบอยู่ในความมืด สายตาทอดไปยังประตูห้องใต้ถุนที่ปิดสนิท เสียงกลิ้งลูกแก้วยังไม่หยุด ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ในห้องนั้น
เช้าวันถัดมา จิรยุทธพบจดหมายจากพ่อที่ซ่อนอยู่ในลิ้นชักโต๊ะ ข้อความสั้น ๆ ว่า ‘ขอโทษที่ปกป้องความลับนี้ไว้ อย่าเปิดห้องข้างล่างเด็ดขาด’
เขามองหน้าริน ทั้งคู่เริ่มถกกันถึงความเป็นไปได้ว่า เด็กผู้หญิงในสมุดภาพและในรูปถ่ายอาจเป็นน้องสาวที่เขาไม่เคยรู้ว่ามี
“บางที…พวกเขาอาจปกปิดอะไรบางอย่างไว้ตั้งแต่ต้น” รินเอ่ยเสียงสั่น
“แล้วเด็กคนนั้น…เขายังอยู่ที่นี่จริง ๆ หรือเปล่า” จิรยุทธถามเบา ๆ
รินไม่มีคำตอบ เธอแค่จับมือเขาแน่นขึ้น
คืนนั้นประตูห้องใต้ถุนเปิดเอง ลูกแก้วกลิ้งออกมาอยู่หน้าห้องนอน เสียงร้องไห้ของเด็กผู้หญิงค่อย ๆ ดังขึ้นทั่วทั้งบ้าน จิรยุทธทนไม่ไหว ตัดสินใจลงไปในห้องนั้นคนเดียว
เขาตะโกนเรียก “ใครอยู่ในนั้น ออกมาเถอะ!”
เงาเด็กผู้หญิงโผล่มาตรงมุมห้อง ใบหน้าจางเลือน มองเขานิ่ง ๆ เงานั้นค่อย ๆ คลานเข้ามาใกล้ เสียงกระซิบบอกชื่อเขาดังขึ้นในหัว ‘พี่…จิรยุทธ…’
ความทรงจำพร่าเลือนค่อย ๆ ทะลักเข้ามา เด็กคนนั้นคือน้องสาวแท้ ๆ ของเขา ที่เสียชีวิตอย่างปริศนาเมื่อยังเด็กเล็ก ความกลัว ความรู้สึกผิด และความลับถูกฝังลึกถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง
“หนูอยากให้พี่อยู่ด้วย อย่าทิ้งหนูไว้อีก” เสียงกระซิบบางเบาเหมือนลอยมากับลม
จิรยุทธทรุดนั่ง ร้องไห้ น้ำตาไหลอาบแก้ม เขารำลึกได้ว่า เด็กคนนั้นหายไปเพราะเขาเป็นคนล็อกประตูห้องใต้ถุนในวันนั้น โดยไม่รู้ว่าน้องยังอยู่ข้างใน
“ขอโทษ…ขอโทษ…” เขาคร่ำครวญ เจ็บปวดจนแทบขาดใจ
รินวิ่งตามลงมา เห็นจิรยุทธนั่งทรุดอยู่ในห้องใต้ถุน เงาเด็กผู้หญิงค่อย ๆ เลือนหายไป ทิ้งไว้เพียงลูกแก้วสีฟ้าใสตรงหน้า
หลังจากคืนนั้น บ้านหลังนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เสียงลูกแก้วกลิ้งเงียบลง ความเย็นเยียบและความกลัวค่อย ๆ เจือจาง แต่ความรู้สึกผิดและความทรงจำที่ถูกปลุกขึ้นกลับฝังแน่นในใจจิรยุทธไม่มีวันจางหาย
รินตัดสินใจย้ายออก ทิ้งบ้านไม้หลังเก่าไว้กับจิรยุทธผู้ยังคงอยู่ในวังวนความรู้สึกผิด เงียบงันไปกับเสียงจากห้องข้างล่างที่ไม่มีวันถูกลืม