ระยะโฟกัสของหัวใจ
เสียงเครื่องขยายภาพครางต่ำอยู่ใต้แสงสีแดง จินต์ใช้ปลายนิ้วคีบกระดาษอัดภาพจุ่มลงในถาดน้ำยาอย่างระวัง นาฬิกาบนผนังชี้อีกห้านาทีจะหกโมงเย็น แต่ห้องมืดชั้นสามยังอุ่นและอับเหมือนโลกใบเล็กที่ปิดประตูใส่มหาวิทยาลัยทั้งแห่งไว้ข้างนอก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อย่าขยับโต๊ะนะ” เธอพูดโดยไม่เงยหน้า “ถ้าภาพนี้เบลอ ฉันจะเอาคีมคีบฟิล์มหนีบหูคนทำ”
โต๊ะไม้เก่าดังเอี๊ยดทันที
“อ้าว” เสียงผู้ชายตอบจากมุมห้อง “งั้นยังไม่ต้องหนีบได้ไหม เพราะขยับไปแล้ว”
จินต์เงยหน้าช้า ๆ เห็นภูมิยืนถือกล่องกระดาษสีน้ำตาลสูงเท่าคาง เขาเอียงตัวพิงสะโพกกับโต๊ะเหมือนคิดว่าตัวเองเบาเท่าขนนก ทั้งที่กล่องในมือเขาเขียนด้วยปากกาหมึกดำตัวใหญ่ว่า กรอบนิทรรศการ ห้ามกระแทก
“นายเข้ามาทำไมไม่เคาะ”
“เคาะแล้ว ไม่มีใครตอบ”
“ห้องมืดนะภูมิ ไม่ใช่ห้องประชุม คนข้างในกำลังนับวินาที”
ภูมิขยับกล่องลงพื้นอย่างช้า ๆ คราวนี้โต๊ะไม่สั่น เขาก้มมองถาดน้ำยา ภาพบนกระดาษค่อย ๆ โผล่ขึ้นมาเป็นมือผู้หญิงกำลังบิดผ้าขาวในกะละมัง สายน้ำบนข้อนิ้วดูเหมือนเส้นแสงบาง ๆ
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง
“มือแม่เธอเหรอ”
จินต์รีบดึงกระดาษขึ้นจากถาด “ไม่ต้องเดา”
“ไม่ได้เดา”
“แล้วรู้ได้ไง”
ภูมิชี้ไปที่มุมภาพ “ผ้าขาวมีรอยปักตัว จ. เล็ก ๆ แม่เธอปักชื่อบนผ้าทุกผืนใช่ไหม วันก่อนเธอบ่นว่าหอซักผ้ารวมแล้วผ้าหาย”
คีมในมือจินต์ชะงัก เธอจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าพูดเรื่องนั้นเมื่อไหร่ อาจเป็นตอนประชุมชมรมที่ทุกคนเถียงกันเรื่องธีมนิทรรศการ อาจเป็นตอนเธอนั่งตัดเทปกาวจนมือเหนียว แล้วเขายื่นน้ำเปล่ามาให้โดยไม่ถาม
“นายจำเรื่องไร้สาระเก่งนะ”
“เรื่องไร้สาระคือของสำคัญที่ยังไม่มีคนตั้งชื่อ” เขายิ้มมุมปาก “นี่ประโยคเท่ไหม จดลงคำโปรยนิทรรศการได้”
“ไม่”
“ใจร้ายมาก ประธานชมรมกำลังสร้างวัฒนธรรมองค์กร”
“ประธานชมรมควรอ่านไลน์กลุ่มก่อน ขาตั้งไฟพังสองอัน กระดาษอัดภาพเหลือสิบห้าแผ่น แล้วโปสเตอร์ยังสะกดชื่อนิทรรศการผิด”
ภูมิยกมือเหมือนยอมแพ้ “ผมมาแก้ตัวครับ คุณจินต์ ฝ่ายห้องมืดผู้ทรงอิทธิพล”
“ไม่ต้องเรียกคุณ ฟังแล้วเหมือนจะยืมเงิน”
“งั้นจินต์” เขาพูดชัดขึ้น น้ำเสียงเบาลงนิดเดียว “ช่วยดูกรอบพวกนี้หน่อยได้ไหม ตุลย์สั่งมา สีมันไม่เท่ากัน ฉันกลัวเธอเห็นวันติดตั้งแล้วจะฆ่าเราทั้งชมรม”
เธอวางภาพลงในถาดล้างน้ำ ดวงตายังอยู่ที่กระดาษ ไม่ใช่ที่เขา “กลัวถูกฆ่าก็ทำให้ดีตั้งแต่แรก”
“รับทราบ”
เขาไม่เดินออกไปทันที แต่ยืนรอจนภาพหยุดไหลน้ำ จินต์หยิบมันขึ้นแขวนกับเชือก ตัวหนีบไม้กดกระดาษไว้เบา ๆ ภาพมือแม่ของเธอสั่นนิด ๆ ตามแรงลมจากพัดลมระบายอากาศ
ภูมิเอียงคอมอง “ภาพนี้ควรอยู่ผนังกลาง”
“ยังไม่แน่”
“ทำไม”
“เพราะเจ้าของมือในภาพยังไม่รู้ว่าฉันถ่าย”
ภูมิหันมามองเธอ จินต์ถอดถุงมือยางโยนลงอ่าง สีหน้าเขาไม่ใช่แปลกใจ แต่เหมือนกำลังคำนวณว่าจะถามต่อได้ไกลแค่ไหน
“ถ้าไม่อยากตอบก็ไม่ต้องตอบ” เขาว่า “แต่ถ้าจะเอาขึ้นโชว์ ต้องให้เขารู้”
“รู้แล้วจะบอกว่าเสียเวลา”
“แม่เธอพูดแบบนั้นเหรอ”
“ยังไม่ได้พูด เพราะฉันยังไม่ได้บอก”
ภูมิพยักหน้าเบา ๆ เหมือนรับภาพนั้นใส่กระเป๋า ไม่ตัดสิน ไม่ปลอบให้ฟังดี จินต์ชอบคนประเภทนี้นิดหน่อย และไม่ชอบตัวเองที่ชอบ
ประตูห้องมืดเปิดแง้ม ใบปอชะโงกหน้าเข้ามา ผมสั้นของเธอถูกคาดด้วยแว่นกันแดดสีเหลืองแม้ท้องฟ้าข้างนอกเริ่มมืดแล้ว
“สองคนนี้ยังไม่ออกอีกเหรอ ตุลย์กำลังจะร้องไห้ใส่เครื่องปรินต์”
ภูมิถอนหายใจ “เครื่องปรินต์หรือคนใช้”
“ทั้งคู่ เครื่องมันกินกระดาษ คนใช้มันกินขนมบนโต๊ะประชุมจนหมด” ใบปอมองจินต์ “ไปช่วยหน่อย แกเป็นคนเดียวที่เครื่องนั้นเกรงใจ”
จินต์ดับไฟเครื่องขยายภาพ “ถ้ามันกินกระดาษแผ่นสุดท้าย ฉันจะให้มันกินตุลย์ต่อ”
เสียงตุลย์ดังลอดมาจากห้องชมรม “ได้ยินนะ! ฉันเป็นภัณฑารักษ์ ไม่ใช่อาหารเครื่องใช้สำนักงาน!”
ภูมิหัวเราะ จินต์เดินผ่านเขา กลิ่นสบู่จาง ๆ จากเสื้อเชิ้ตสีฟ้าของเขาแตะจมูก เธอก้าวเร็วขึ้นเหมือนกลัวใครจับได้ว่าเธอจำกลิ่นนั้นได้แล้ว
ห้องชมรมถ่ายภาพอยู่ติดกับห้องมืด มีหน้าต่างยาวมองเห็นสนามหญ้ากลางมหาวิทยาลัย แสงเย็นสีส้มไหลผ่านฝุ่นบนชั้นวางกล้องเก่า โปสเตอร์นิทรรศการที่พิมพ์ผิดวางกองบนพื้น คำว่า แสงที่ยังอยู๋ มีไม้ไต่คู้หล่นผิดที่จนจินต์อยากเอาหน้าผากโขกผนัง
ตุลย์นั่งกอดเครื่องปรินต์เหมือนปลอบเด็กเล็ก “มันติดตรงนี้ ฉันพูดกับมันดี ๆ แล้ว”
“แกพูดว่าอะไร” จินต์ถาม
“ถ้าไม่ทำงานจะย้ายไปอยู่ชมรมหุ่นยนต์”
ใบปอตบโต๊ะ “แรงมาก สมควรที่มันงอน”
จินต์คุกเข่าลง เปิดฝาเครื่อง ปลายนิ้วเลอะหมึกทันที เธอดึงกระดาษยับออกทีละนิด ภูมิวางกล่องกรอบไว้ข้างผนังแล้วเดินไปเก็บโปสเตอร์ผิดใส่ถุง เขาไม่สั่งใคร แต่เริ่มทำงานที่ไม่มีคนอยากทำ
“นิทรรศการเปิดวันศุกร์หน้า” ตุลย์พูด มือกดโทรศัพท์ดูตาราง “เรายังไม่มีคำโปรย ไม่มีผังแขวนภาพ ไม่มีไฟครบ ไม่มีป้ายชื่อศิลปิน แล้วฉันมีสอบวิชาประวัติภาพถ่ายพรุ่งนี้”
“หายใจ” ใบปอพูด “ก่อนอื่นหายใจ”
“ฉันหายใจอยู่”
“เหมือนปลาทองตกใจ”
ภูมิหยิบเทปกาวขึ้นมา “คืนนี้แบ่งงานใหม่ จินต์ดูปรินต์กับห้องมืด ตุลย์ทำผังแขวน ใบปอดูคำโปรยศิลปิน ฉันไปเอาขาตั้งไฟจากคณะสถาปัตย์”
จินต์ดึงกระดาษติดออกสำเร็จ “นายยืมได้เหรอ”
“ไม่ได้”
ทุกคนหันไปมอง
ภูมิยักไหล่ “แต่ถ้าขออาจารย์ก้องดี ๆ อาจได้”
ใบปอหรี่ตา “ดี ๆ ของนายคือเอากาแฟไปล่อใช่ไหม”
“อาจารย์ก้องเป็นคนมีหลักการ”
“หลักการกาแฟเย็นหวานน้อย”
จินต์หลุดหัวเราะสั้น ๆ แล้วรีบก้มหน้าใส่กระดาษใหม่ ภูมิเหลือบมองเธอราวกับได้ยินเสียงชัตเตอร์ที่ไม่มีใครกด
คืนนั้นห้องชมรมสว่างจนยามตึกขึ้นมาถามสองรอบว่าจะกลับเมื่อไหร่ จินต์นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ ปรับคอนทราสต์ภาพชุดร้านซักรีดเล็ก ๆ ที่บ้านต่างอำเภอ มือแม่ในกะละมัง เสื้อเครื่องแบบนักเรียนบนราว หน้าต่างบานเกล็ดที่มีต้นกะเพรางอกอยู่ในกระป๋องนม เธอลบภาพที่เห็นเงาตัวเองสะท้อนบนกระจกออกทุกครั้ง
ภูมิกลับมาพร้อมขาตั้งไฟสามอันและกาแฟเย็นสี่แก้ว เขาวางแก้วหนึ่งข้างมือเธอ
“ไม่ใส่น้ำแข็งเยอะ”
จินต์มองแก้ว “ฉันไม่ได้ฝากซื้อ”
“รู้ แต่เมื่อกี้เธอกัดปลอกปากกา เห็นแล้วสงสารปากกา”
“ฉันกัดเวลาคิด”
“ปากกาไม่ควรรับภาระความคิดของเธอคนเดียว”
เธอยกแก้วขึ้นดื่ม รสกาแฟขมก่อนหวานทีหลัง เหมือนที่เธอสั่งประจำจากร้านหน้าตึกนิเทศ เขาจำได้อีกแล้ว จินต์วางแก้วลงช้า ๆ ไม่พูดขอบคุณทันที เพราะคำขอบคุณบางคำฟังเหมือนเปิดประตูมากกว่าที่ตั้งใจ
“ขาตั้งไฟได้มายังไง”
“อาจารย์ก้องบอกว่า ถ้าหายให้ฉันไปเป็นแบบวาดภาพนิ่งสิบชั่วโมง”
ใบปอเงยหน้าจากโน้ตบุ๊ก “แบบนายอยู่นิ่งได้เกินสามนาที?”
ภูมินั่งลงพื้น ถอดรองเท้าผ้าใบออก “ไม่ได้ นั่นแหละอาชญากรรมต่อศิลปะ”
ตุลย์ลากกระดาษผังนิทรรศการออกมา “พูดถึงอาชญากรรม ภูมิ นายยังไม่ได้ส่งรูปตัวเองสำหรับบอร์ดสมาชิก”
“ไม่ต้องมีรูปฉัน”
“ประธานชมรมไม่มีรูปได้ไง”
“ฉันถ่ายรูป ไม่ได้โดนถ่าย”
จินต์มองเขาผ่านขอบจอคอมพิวเตอร์ เธอเพิ่งสังเกตว่ารูปเขาในเพจชมรมมีแต่ด้านหลัง เงา หรือมือกำลังจับกล้อง ไม่มีใบหน้าเต็ม ๆ สักรูป
“กลัวกล้องเหรอ” เธอถาม
ภูมิยิ้ม แต่นิ้วเขาหยุดหมุนฝาขวดน้ำ “ไม่กลัว แค่ไม่ชอบเห็นหน้าตัวเองตอนพยายามทำตัวปกติ”
ใบปอหัวเราะ “ลึกมากเพื่อน ลึกจนเครื่องปรินต์ยังงง”
ภูมิขว้างฝาขวดใส่ ใบปอรับได้แล้วโค้งตัวเหมือนนักกีฬา จินต์ยิ้มกับจอคอมพิวเตอร์ ก่อนซูมภาพมือแม่จนเต็มหน้าจอ เส้นเลือดบนหลังมือชัดเกินไป เธอลดความคมลงนิดหนึ่ง เหมือนลดความจริงให้แม่เจ็บน้อยลง
เช้าวันเสาร์ ชมรมถ่ายภาพออกไปถ่ายงานที่ชุมชนริมคลองหลังมหาวิทยาลัย อาคารไม้เก่าหลายหลังถูกประกาศว่าจะปรับปรุงเป็นพื้นที่เรียนรู้ของคณะ จินต์สะพายกล้องฟิล์มตัวเก่าของชมรม ส่วนภูมิถือกล้องดิจิทัลกับสมุดสเก็ตช์ เขาหยุดทุกสิบก้าวเพื่อวาดหน้าต่าง ประตู รอยแตกบนปูน
“นายถ่ายคนบ้างไหม” จินต์ถาม ขณะยืนหลบจักรยานของเด็กประถมสองคนที่ปั่นแข่งกันผ่านซอยแคบ
“คนเดินเร็วเกินไป”
“ตึกก็พังได้”
“อย่างน้อยมันไม่ถามว่าทำไมถ่ายมุมนี้ หน้าฉันบานไหม”
จินต์ยกกล้องขึ้นเล็งคุณลุงคนหนึ่งกำลังซ่อมวิทยุหน้าบ้าน เธอไม่ได้กดทันที รอจนลุงเงยหน้า แล้วเธอยกมือขออนุญาต ลุงพยักหน้า เธอจึงกดชัตเตอร์
ภูมิมองขั้นตอนทั้งหมด “เธอรอให้คนในภาพตกลงก่อนเสมอเหรอ”
“ถ้าเขารู้ตัว ใช่”
“แล้วมือแม่?”
คำถามไม่ดัง แต่ชนตรง จินต์ลดกล้องลง “นั่นแหละที่ยังไม่เอาขึ้นโชว์”
ภูมิพยักหน้า “ขอโทษ”
“ไม่เป็นไร นายถามถูก”
พวกเขาเดินต่อ แสงเช้ากระทบผิวน้ำคลองเป็นริ้ว ใบปอกับตุลย์อยู่ข้างหน้า กำลังเถียงกับเด็ก ๆ ว่าใครควรเป็นไกด์พาชมซอย ตุลย์ยื่นสติกเกอร์ชมรมให้ เด็กคนหนึ่งถามว่าสติกเกอร์กินได้ไหม ใบปอตอบว่าได้ถ้าอยากเป็นเครื่องปรินต์
จินต์หัวเราะ ภูมิหันกล้องมาทางเธอพอดี
“อย่า” เธอรีบยกมือบังหน้า
เขาลดกล้องทันที “โอเค”
คำว่าโอเคของเขาทำให้เธอแปลกใจ เขาไม่แซว ไม่ขโมยภาพ ไม่บอกว่าเธอคิดมาก เธอมองมือเขาที่วางนิ่งบนสายกล้อง รู้สึกเหมือนตัวเองได้รับพื้นที่เล็ก ๆ บนทางเดินแคบ ๆ นี้
“ทำไมนายไม่ชอบโดนถ่าย” เธอถาม
ภูมิเดินช้าลง “ตอนปีหนึ่ง ฉันเคยทำโปรเจกต์ภาพถ่ายชุมชนกับรุ่นพี่ ฉันเป็นคนเก็บเมมโมรีการ์ด แล้วทำหาย”
“ทั้งการ์ด?”
“ทั้งการ์ด มีภาพงานทำขนมของยายคนหนึ่งที่กำลังจะย้ายบ้าน ภาพวันสุดท้ายของร้านเขา” เขาหยุดหน้าประตูไม้สีเขียวซีด ใช้นิ้วแตะรอยลอกของสี “รุ่นพี่ไม่ด่า แต่ยายถามว่า ภาพจะได้เมื่อไหร่ ฉันยืนอยู่ตรงนั้นแล้วพูดไม่ออก”
จินต์ไม่รู้จะปลอบอย่างไร เธอมองเขากดชัตเตอร์ถ่ายบานประตู ราวกับขอโทษสิ่งที่ไม่ใช่สิ่งเดิม
“ตั้งแต่นั้นเลยถ่ายแต่ของที่ถ่ายซ้ำได้?”
“ประมาณนั้น”
“แต่ของบางอย่างก็ถ่ายซ้ำไม่ได้เหมือนกัน แสงวันนี้ รอยแตกวันนี้”
เขาหันมามองเธอ แววตาใต้เงาปีกหมวกนิ่งไป “เธอพูดเหมือนจะปลอบ แต่ฟังแล้วเจ็บกว่าเดิม”
“ฉันปลอบคนไม่เก่ง”
“เห็นด้วย”
“แต่ฉันฟังเก่ง”
ภูมิยิ้มจาง ๆ “อันนี้เห็นด้วยกว่า”
เที่ยงวันนั้นทุกคนนั่งพักใต้ศาลาเล็กริมคลอง ใบปอถ่ายคลิปสัมภาษณ์เด็ก ๆ เรื่องซอยของตัวเอง เพราะเธออยากทำสื่อกีฬาและชุมชนควบกัน ตุลย์นั่งจดตำแหน่งภาพในนิทรรศการอย่างจริงจัง เขาบอกว่าอยากทำงานจัดแสดงที่ทำให้คนธรรมดาเห็นชีวิตตัวเองบนผนัง ไม่ใช่แค่งานของคนดังในห้องขาว ๆ
“พ่อแม่ฉันอยากให้กลับไปช่วยร้านขายยา” ตุลย์พูดพลางแกะข้าวเหนียวหมูทอด “เขาบอกจัดนิทรรศการมันเลี้ยงแมวได้ไหม ฉันบอกเลี้ยงได้ถ้าแมวกินแสง”
ใบปอเคี้ยวแตงกวา “แมวแกชื่ออะไรนะ”
“โมเน่”
“แมวชื่อแพงกว่าชีวิตฉันอีก”
ภูมิหัวเราะ แล้วเลื่อนกล่องน้ำพริกไปให้จินต์ “เธอไม่กินเผ็ดใช่ไหม”
จินต์ช้อนตาขึ้น “รู้ได้ไงอีก”
“วันรับน้องชมรม เธอกินส้มตำแล้วไอจนรุ่นพี่หยุดร้องเพลง”
ใบปอตบเข่า “จริง! หน้าจินต์แดงเหมือนไฟห้องมืด”
“ขอบคุณที่จำความอัปยศของฉันครบถ้วน” จินต์พูด
ภูมิยื่นไข่ต้มให้แทน “บางความอัปยศมีประโยชน์ต่อเมนูเที่ยง”
เธอรับไข่ต้มมา เปลือกยังอุ่นจากกล่องข้าว เขาไม่ได้มองเธอตอนเธอแกะ แต่หันไปฟังใบปอเล่าเรื่องจะสมัครฝึกงานสถานีออนไลน์ด้านกีฬา จินต์วางไข่ครึ่งหนึ่งคืนบนฝากล่องของเขาโดยไม่พูด เขามองไข่ มองเธอ แล้วกินต่อเหมือนได้รับคำตอบบางอย่าง
วันนิทรรศการใกล้เข้ามาเหมือนเงาเลื่อนบนพื้นห้องชมรม จินต์กลับหอเกือบเที่ยงคืนทุกวัน เธอโทรหาแม่จากบันไดหนีไฟเพราะในห้องมีรูมเมทอ่านหนังสือ แม่มักรับสายพร้อมเสียงเครื่องซักผ้าหมุนอยู่ไกล ๆ
“กินข้าวหรือยังจินต์”
“กินแล้ว แม่ล่ะ”
“กินแล้ว วันนี้เด็กหอเอาผ้ามาเยอะ แม่เลยปิดร้านช้า”
จินต์มองนิ้วตัวเองที่ยังมีคราบน้ำยา “แม่ เหนื่อยไหม”
ปลายสายเงียบไปเสี้ยววินาที “ถามอะไรแปลก ๆ เหนื่อยก็พักไง”
“ถ้าหนู…ถ่ายรูปแม่ไว้ แม่จะว่าไหม”
“ถ่ายทำไม หน้าตาแม่มีแต่เหงื่อ”
“มือก็ได้ ไม่เห็นหน้า”
เสียงหัวเราะของแม่เบาและแห้ง “มือแม่ไม่สวยหรอกลูก ถ่ายมือหนูสิ มือคนเรียนหนังสือ”
จินต์กดเล็บลงกับฝ่ามือตัวเอง “มือแม่ส่งหนูมาเรียน”
ปลายสายมีแต่เสียงเครื่องซักผ้าหมุน แม่พูดช้าลง “เอาไว้กลับบ้านค่อยคุยกันนะ อย่านอนดึกมาก”
สายตัดไป จินต์ยังถือโทรศัพท์แนบหูอยู่พักหนึ่ง ประตูบันไดหนีไฟเปิด ภูมิโผล่หน้าเข้ามาพร้อมถุงขนมปัง
“ขอโทษ ไม่รู้ว่าโทรอยู่”
“วางแล้ว”
เขามองหน้าเธอ เหมือนเห็นอะไรที่แสงไฟบันไดซ่อนไม่มิด “กินไหม ร้านสหกรณ์ลดราคาเพราะใกล้ปิด”
“นายซื้อขนมปังหมดชั้นหรือไง”
“ไม่หมด เหลือไส้ถั่วแดงไว้ให้คนที่กล้ากว่าเรา”
เธอรับขนมปังไส้ครีมมา แกะซองช้า ๆ
“แม่ฉันอาจไม่อยากให้เอาภาพขึ้น”
ภูมินั่งลงขั้นบันไดถัดไป เว้นระยะพอดี “ถ้าไม่เอาขึ้น เธอจะเสียดายไหม”
“เสียดาย”
“ถ้าเอาขึ้นโดยเขาไม่เต็มใจล่ะ”
จินต์มองครีมสีขาวตรงกลางขนมปัง “คงไม่กล้ามองภาพนั้นอีก”
“งั้นยังมีเวลา”
“แม่ไม่เข้าใจเรื่องรูปถ่าย เขาคิดว่ามันเป็นงานอดิเรก ฉันเรียนครุศาสตร์เพราะได้ทุน เรียนจบก็สอบบรรจุ แม่วางเส้นทางไว้แบบนั้นตั้งแต่ฉันม.ปลาย”
“แล้วเธอวางไว้ยังไง”
เธอหัวเราะไม่มีเสียง “วางไว้ในลิ้นชัก ไม่ค่อยกล้าเปิด”
ภูมิก้มมองถุงขนมปังในมือ “ฉันมีแบบฟอร์มโครงการหนึ่ง เป็นทุนถ่ายภาพสารคดีช่วงปิดเทอมที่เกาะแก้ว เขาให้ทำงานกับชุมชนประมงสามสัปดาห์ ส่งพอร์ตกับจดหมายแนะนำจากชมรม”
จินต์หันไปทันที “เกาะแก้ว?”
“อืม อาจารย์ส่งเมลมาเมื่อวาน รับนักศึกษาทั่วประเทศห้าคน”
“ทำไมเพิ่งบอก”
ภูมิหลบตาไปที่ราวบันได “ฉันยังอ่านรายละเอียดไม่ครบ”
“ภูมิ”
เขาหายใจเข้า “หมดเขตส่งวันอาทิตย์หน้า”
“วันปิดนิทรรศการ”
“ใช่”
ความเงียบเดินลงบันไดทีละขั้น จินต์บีบซองขนมปังจนครีมปูดออกข้าง ๆ
“นายคิดว่าฉันควรสมัครไหม”
ภูมิเงยหน้าช้า ๆ “ฉันคิดว่าเธออยากสมัคร”
“ฉันถามว่าควรไหม”
“คำว่าควรของใครล่ะ ของแม่เธอ ของทุนครุฯ ของชมรม หรือของเธอ”
จินต์พูดไม่ออก เขาไม่ได้ให้คำตอบง่าย ๆ และเธอทั้งหงุดหงิด ทั้งอยากให้เขานั่งอยู่ตรงนี้ต่อ
“นายเองล่ะ” เธอถาม “มีอะไรที่อยากทำแต่ไม่กล้าบอกใครไหม”
ภูมิหมุนถุงขนมปัง “พ่ออยากให้ฉันไปฝึกงานกับบริษัทออกแบบที่เขาหาไว้ให้ เปิดเทอมหน้าต้องตอบ เขาบอกว่าฉันควรเลิกเล่นชมรมแล้วทำอะไรที่เป็นงานจริง”
“แล้วนายอยากไปไหม”
“บริษัทดีมาก เงินดี รุ่นพี่หลายคนอยากได้”
“ฉันถามว่านายอยากไปไหม”
เขาหัวเราะเบา ๆ เหมือนโดนประโยคตัวเองย้อนกัด “ไม่รู้ ฉันอยากทำโครงการเก็บภาพอาคารเก่ารอบมหาวิทยาลัยให้เสร็จก่อน มันไม่มีเงิน ไม่มีตำแหน่ง แต่ถ้าไม่ทำ ปีหน้าอาจไม่เหลือให้ถ่าย”
จินต์พยักหน้า “คำว่าควรของใครล่ะ”
ภูมิชี้ขนมปังใส่เธอ “ย้อนเก่ง”
“เรียนรู้จากประธานชมรม”
พวกเขานั่งกินขนมปังบนบันไดหนีไฟ แสงหลอดนีออนกระพริบเหนือหัว ไม่มีเพลงประกอบ ไม่มีคำสารภาพ มีแต่เสียงซองพลาสติกยับ เสียงรถเมล์ไกล ๆ และความรู้สึกบางอย่างที่ยังไม่พร้อมถูกเรียกชื่อ
สองวันต่อมา จินต์เริ่มทำพอร์ตโครงการเกาะแก้ว เธอบอกตัวเองว่าแค่ลองจัดภาพ ไม่ได้แปลว่าจะส่ง ภูมินั่งโต๊ะตรงข้าม ทำจดหมายขอยืมไฟเพิ่ม เขาไม่ถามว่าเธอเลือกภาพไหน แต่บางครั้งจะเลื่อนการ์ดรีดเดอร์ให้ก่อนเธอเอ่ยปาก หรือส่งโพสต์อิทที่เขียนว่า ภาพนี้หายใจได้ ให้เมื่อเธอลังเลกับภาพชายชราหัวเราะข้างวิทยุ
ตอนตีหนึ่ง ตุลย์หลับคากองกระดาษ ใบปอกลับไปตัดวิดีโอที่หอ เหลือจินต์กับภูมิในห้องชมรม พัดลมเพดานหมุนช้าเหมือนกำลังคิดหนัก
“ภาพมือแม่ยังอยู่ไหม” ภูมิถาม
จินต์เปิดไฟล์ให้ดู “อยู่ แต่ไม่ใส่พอร์ต”
“เพราะยังไม่ได้คุย?”
“เพราะฉันกลัวเขาเห็นแล้วคิดว่าฉันเอาความเหนื่อยของเขาไปโชว์”
ภูมิมองภาพบนจอ “เธอถ่ายมือเขาเหมือนถ่ายภูเขา”
“นั่นชม?”
“ชม มือที่อยู่มานาน รับน้ำหนักมานาน ไม่ต้องสวยแบบโฆษณา”
จินต์ลดสายตา “ถ้านายพูดแบบนี้กับแม่ฉัน แม่อาจให้ผ้าฟรีหนึ่งถุง”
“ฉันซักผ้าเองเป็น”
“เห็นเสื้อนายยับทุกวัน ฉันไม่เชื่อ”
ภูมิก้มดูเสื้อตัวเอง “นี่เรียกมีพื้นผิว”
“นี่เรียกรีดผ้าไม่เป็น”
เขาหัวเราะจนไหล่สั่น เธอมองเงาของเขาบนจอคอมพิวเตอร์ รอยยิ้มเขาไม่เต็มหน้าเสมอไป เหมือนคนเก็บบางส่วนไว้ในกระเป๋า แต่เวลาหัวเราะจริง รอยพับที่หางตาจะโผล่มาก่อนเสียง เธอจำรายละเอียดนั้นโดยไม่ได้ขออนุญาต
คืนวันพฤหัส การติดตั้งนิทรรศการเริ่มขึ้นในโถงอาคารกิจกรรมนักศึกษา ทุกคนสวมเสื้อยืดชมรมสีเทา ตุลย์ถือระดับน้ำเดินไปมาด้วยสีหน้าศักดิ์สิทธิ์ ใบปอถ่ายเบื้องหลังพร้อมสัมภาษณ์คนแบกกรอบจนทุกคนหนีไมค์ ภูมิปีนบันไดติดไฟ จินต์ยืนข้างล่างคอยบอกองศาแสง
“ซ้ายอีกนิด”
“นิดของเธอกี่เซนต์” ภูมิถามจากบนบันได
“สอง”
“สองเซนต์เรียกนิดเหรอ”
“สำหรับคนทำภาพ ใช่”
เขาขยับไฟ “พอไหม”
แสงตกบนภาพเด็กริมคลองพอดี ดวงตาในภาพมีประกาย จินต์ยิ้มโดยไม่รู้ตัว “พอ”
ภูมิมองลงมา ท่าทางเหมือนจะพูดอะไร แต่โทรศัพท์ในกระเป๋าเธอสั่น แม่โทรมา จินต์เดินออกไปหลังแผงผ้าใบ รับสายท่ามกลางเสียงค้อนและเทปกาว
“แม่”
“พรุ่งนี้เปิดงานใช่ไหม”
จินต์ตัวแข็ง “แม่จำได้เหรอ”
“หนูบอกในไลน์ กลัวลืมก็เขียนไว้หน้าตู้เย็น”
เธอจับขอบผ้าใบแน่น “แม่ไม่ต้องมาก็ได้ ไกล”
“มีรถตู้เข้ากรุงเทพฯ แม่ถามป้าข้างร้านแล้ว ถ้าผ้าไม่เยอะ แม่จะไปช่วงบ่าย”
เสียงค้อนดังโป๊กใกล้ ๆ จินต์หลับตา “แม่ หนูมีภาพหนึ่ง…”
เธอหยุด หัวใจเคาะดังยิ่งกว่าค้อน
“ภาพมือแม่ หนูถ่ายไว้ตอนไปช่วยร้านครั้งก่อน หนูอยากเอาขึ้นงาน แต่ถ้าแม่ไม่ชอบ หนูจะไม่เอาขึ้น”
ปลายสายเงียบ จินต์ได้ยินเสียงคนเรียกลูกค้าไกล ๆ ผ่านโทรศัพท์
“เห็นหน้าแม่ไหม”
“ไม่เห็น”
“มือแม่ดำไหม”
“มือแม่เหมือนมือแม่”
แม่ถอนหายใจ “พูดเหมือนพ่อหนูเลย เวลาจะชมก็ชมแปลก ๆ”
จินต์เม้มปาก พ่อเป็นคำที่บ้านไม่ค่อยพูดถึง เขาเคยออกเดินทางถ่ายภาพตามจังหวัดต่าง ๆ แล้วค่อย ๆ หายจากชีวิตแม่กับลูก ทิ้งกล้องฟิล์มตัวหนึ่งไว้ ซึ่งตอนนี้อยู่ในกระเป๋าจินต์
“แม่ไม่อยากให้หนูเป็นแบบพ่อ” แม่พูดต่อ เสียงเบาจนจินต์ต้องกดโทรศัพท์แนบหู “ไม่ใช่เพราะรูปถ่ายไม่ดี แต่เพราะพ่อเลือกทางของตัวเองจนลืมคนข้างหลัง แม่กลัวหนูเจ็บแบบนั้น กลัวหนูลำบาก”
จินต์มองผ่านช่องผ้าใบ เห็นภูมิลงจากบันไดแล้วมองหาเธอ เขาไม่เดินเข้ามา แค่ยืนถือเทปกาวรออยู่ไกล ๆ
“หนูไม่อยากลืมแม่” จินต์พูด “แต่หนูก็ไม่อยากลืมตัวเอง”
ลมหายใจของแม่สั่นนิด ๆ “ส่งรูปมาให้แม่ดูก่อน”
จินต์ส่งไฟล์ภาพผ่านแชต มือเธอเย็นกว่าห้องแอร์ ผ่านไปหนึ่งนาที แม่ยังไม่ตอบ ผ่านไปอีกครู่ หน้าจอสว่างขึ้น
แม่พิมพ์ว่า มือแก่จัง
จินต์กำลังจะพิมพ์ขอโทษ แต่ข้อความใหม่ขึ้นมาก่อน
แต่ถ้าหนูเห็นว่ามันมีค่า ก็เอาขึ้นเถอะ เขียนชื่อร้านให้ถูกด้วย
เธอยกมือปิดปาก กลัวเสียงตัวเองหลุดออกมา แม่พูดทางโทรศัพท์ “อย่าร้องนะ เดี๋ยวคนในงานตกใจ”
“หนูไม่ได้ร้อง”
“เสียงจมูกบอกหมดแล้ว”
จินต์หัวเราะทั้งที่ตาร้อน “พรุ่งนี้มาได้จริงเหรอ”
“ถ้าลูกค้าผ้าไม่ถล่มร้าน แม่จะไป”
วางสายแล้ว จินต์ยืนอยู่หลังผ้าใบนานกว่าที่จำเป็น ภูมิเดินมาหยุดห่างหนึ่งช่วงแขน
“เรียบร้อยไหม”
เธอยื่นโทรศัพท์ให้ดูข้อความแม่ เขาอ่านแล้วเงยหน้า สีหน้าไม่ใหญ่โต แต่ดวงตาเขานุ่มลงเหมือนแสงโดนกระดาษด้าน
“งั้นผนังกลาง?”
จินต์พยักหน้า “ผนังกลาง”
ภูมิยื่นเทปกาวให้เธอ “ศิลปินติดเองไหม”
“ศิลปินสูงไม่ถึง”
“งั้นประธานชมรมผู้มีประโยชน์เรื่องความสูงขอรับใช้”
เธอหัวเราะเบา ๆ เดินไปหยิบภาพมือแม่ กรอบไม้สีอ่อนไม่เท่ากับกรอบอื่นนิดหน่อย แต่เมื่อภูมิยกมันขึ้น แสงไฟที่เขาปรับไว้ตกลงพอดีกับหยดน้ำบนข้อนิ้ว จินต์ยืนถอยออกมาสามก้าว ภาพนั้นไม่เหมือนการเปิดโปงความเหนื่อยของแม่อย่างที่เธอกลัว มันเหมือนคำขอบคุณที่พูดช้าไป แต่ยังไม่สายเกินไป
บ่ายวันเปิดงาน โถงอาคารกิจกรรมเต็มไปด้วยนักศึกษา อาจารย์ และคนจากชุมชนริมคลอง เด็ก ๆ ที่ใบปอสัมภาษณ์วิ่งหาตัวเองในภาพ ตุลย์เดินนำผู้ชมด้วยน้ำเสียงจริงจังจนใบปอแอบถ่ายคลิปใส่แคปชันว่า ภัณฑารักษ์เกิดแล้วหนึ่งคน
จินต์ยืนใกล้ภาพมือแม่ สวมเสื้อเชิ้ตขาวที่รีดเองไม่เรียบมาก เธอกำกระดาษคำอธิบายภาพไว้จนมุมยับ ภูมิเดินมาข้าง ๆ พร้อมแก้วน้ำเปล่า
“มือเธอสั่น”
“ฉันอยากให้แม่มาทัน”
“รถตู้จากบ้านเธอเข้าประตูสองใช่ไหม ฉันบอกใบปอให้ดูทางแล้ว”
“นายบอกใบปอ?”
“ใบปออยากหนีหน้าที่พิธีกรพอดี เราต่างได้ประโยชน์”
จินต์รับน้ำมา จิบแล้วพบว่าเขาแกะฝาขวดให้แล้ว เพราะเขารู้ว่าเวลาเธอตื่นเต้นนิ้วจะลื่น เธออยากพูดอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ขอบคุณ แต่เสียงไมค์ดังขึ้น พิธีเปิดเริ่ม
อาจารย์ที่ปรึกษาชมรมพูดถึงภาพถ่ายกับความทรงจำ ตุลย์ยืนตัวตรงเหมือนกำลังรับปริญญาล่วงหน้า ใบปอวิ่งกลับมาพร้อมเหงื่อที่ขมับ ส่ายหน้าให้จินต์นิดหนึ่ง แม่ยังไม่มา
เมื่อถึงช่วงให้เจ้าของภาพเล่า จินต์ก้าวไปหน้าไมค์ ฝูงคนเงียบลง แสงไฟทำให้เธอมองเห็นใบหน้าคนไม่ชัด เธอเห็นเพียงภูมิที่ยืนข้างเสา มือเขายกขึ้นจับสายกล้อง เหมือนคอยถ่วงไม่ให้ตัวเองเดินมาช่วย
“ภาพนี้ชื่อ มือที่ไม่เคยอยู่ในรูป” จินต์เริ่ม เสียงแห้ง เธอจิบน้ำ “ฉันถ่ายที่ร้านซักรีดเล็ก ๆ ในต่างอำเภอ เจ้าของมือเป็นคนที่พับเสื้อให้คนอื่นเรียบร้อยเสมอ แต่เสื้อของตัวเองมักยับ เพราะไม่มีเวลานั่งรีด”
มีเสียงหัวเราะเบา ๆ จากผู้ชม จินต์หายใจเข้า
“ฉันเคยคิดว่าภาพถ่ายเป็นของคนที่มีเวลาว่างพอจะมองโลกสวย ๆ แต่คนที่สอนให้ฉันมองจริง ๆ คือคนที่แทบไม่มีเวลามองตัวเองเลย ฉันขออนุญาตเขาก่อนเอาภาพนี้ขึ้นงาน ช้ากว่าที่ควร แต่…”
เธอหยุดเมื่อเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังสุดของโถง เสื้อคาร์ดิแกนสีกรมท่าทับชุดทำงาน ผมรวบลวก ๆ มือจับถุงผ้าลายดอกไม้แน่น ใบปอยืนข้าง ๆ ยกนิ้วโป้งให้
แม่มองภาพบนผนัง ไม่ได้มองจินต์ น้ำตาบนแก้มแม่ไม่มาก แต่แสงจับได้ชัด
จินต์ลดกระดาษในมือ “แต่วันนี้เขามาเห็นแล้วค่ะ”
เสียงปรบมือดังขึ้น ไม่ดังจนกลบโลก แต่พอให้แม่สะดุ้งนิด ๆ จินต์เดินลงจากหน้าไมค์ แม่เดินเข้ามาหาภาพทีละก้าว เธอไม่พูดอะไรนานมาก จนจินต์เริ่มกลัว
“แม่”
แม่ยกมือข้างเดียวกับในภาพขึ้นดู แล้วหัวเราะเบา ๆ “ในรูปดูขยันกว่าตัวจริง”
จินต์หัวเราะออกมาทันที “ตัวจริงก็ขยัน”
“ถ่ายสวยนะ” แม่พูด สายตายังไม่ละจากกรอบไม้ “ไม่ใช่มือสวย แต่เหมือนหนูเห็นอะไรที่แม่ไม่เคยเห็น”
จินต์กลืนก้อนในคอ “หนูสมัครโครงการถ่ายภาพช่วงปิดเทอมได้ไหม สามสัปดาห์ ไม่ใช่ทิ้งเรียน หนูจะจัดตารางเอง แล้วกลับไปช่วยร้านก่อนเปิดเทอม”
แม่หันมามอง เธอเห็นความกลัวในตาแม่ชัดพอ ๆ กับความเหนื่อย
“ถ้าแม่บอกว่าไม่อยากให้ไป หนูจะไม่ไปไหม”
จินต์ตอบช้า “หนูจะฟังแม่ แต่หนูอยากให้แม่ฟังหนูด้วย”
แม่พยักหน้าเล็กน้อย “งั้นกลับบ้านมาคุยกันดี ๆ เอาใบโครงการมาให้ดู ไม่ใช่แอบทำจนวันสุดท้าย”
จินต์เกือบยิ้ม แต่คำว่าวันสุดท้ายทำให้เธอนึกถึงเดดไลน์ เธอยังต้องส่งพอร์ต จดหมายแนะนำ และแบบฟอร์มภายในวันอาทิตย์
ภูมิเดินเข้ามาทักแม่อย่างสุภาพ “สวัสดีครับ ผมภูมิ ประธานชมรม”
แม่มองเสื้อยับของเขาแวบหนึ่ง “หนูเป็นคนติดไฟให้ภาพนี้เหรอ”
“ครับ”
“ไฟดี แต่เสื้อควรรีด”
จินต์เบิกตา “แม่”
ภูมิยิ้มกว้างกว่าปกติ “รับทราบครับ ผมกำลังศึกษาเรื่องพื้นผิวผ้าอยู่”
แม่หัวเราะ จินต์มองสองคนคุยกันเรื่องรถตู้และร้านซักรีด รู้สึกเหมือนภาพในหัวที่เคยแยกเป็นคนละม้วนฟิล์ม ถูกแขวนบนเชือกเดียวกันเป็นครั้งแรก
แต่ความอุ่นนั้นอยู่ได้ไม่นาน คืนเดียวกัน จินต์กลับไปห้องชมรมเพื่อสแกนเอกสารส่งโครงการ เธอตั้งใจทำให้เสร็จก่อนกลับบ้านกับแม่เช้าวันรุ่งขึ้น ประตูห้องแง้มอยู่ ไฟเปิดครึ่งหนึ่ง เสียงภูมิพูดโทรศัพท์ดังลอดออกมา
“ครับอาจารย์ ผมเห็นพอร์ตจินต์แล้ว…ใช่ครับ งานเขาดี แต่ผมว่าอย่าเพิ่งดันเขาไปเกาะแก้วตอนนี้”
เท้าจินต์หยุดตรงหน้าประตู
ภูมิพูดต่อ เสียงเบาแต่ชัด “เขายังไม่พร้อมให้คนข้างนอกใช้เรื่องบ้านเขาเป็นประเด็น…ครับ ผมรู้ว่าโครงการดี แต่ถ้าให้ผมเขียนแนะนำ ผมต้องแน่ใจก่อนว่าเขาโอเคจริง ๆ”
จินต์ผลักประตูเปิด ภูมิหันมา โทรศัพท์ยังแนบหู สีหน้าเขาเปลี่ยนทันที
“เดี๋ยวผมโทรกลับครับ” เขาวางสาย “จินต์”
“ไม่ต้องดันฉัน?”
“เธอฟังก่อน”
“ฉันฟังอยู่ นายพูดชัดมาก”
เขาก้าวเข้ามา “อาจารย์ถามว่าจะใช้ภาพมือแม่เธอเป็นตัวอย่างพอร์ตส่งคณะกรรมการได้ไหม ฉันบอกว่ายังไม่ได้ เพราะเธอเพิ่งคุยกับแม่วันนี้”
“แล้วประโยคที่ว่าฉันยังไม่พร้อมไปเกาะแก้วล่ะ”
ภูมิอ้าปาก แล้วหยุด
ความเงียบของเขาทำให้เธอเจ็บกว่าคำพูด
“นายคิดแบบนั้นจริง ๆ”
“ฉันคิดว่าเธอเพิ่งเปิดเรื่องใหญ่กับแม่ วันนี้เธอยังมือสั่นอยู่หน้าไมค์ ฉันกลัวว่าถ้าโครงการเลือกเธอเร็วเกินไป ทุกอย่างจะกดทับเธอ”
“นายเลยตัดสินแทนฉัน”
“ฉันยังไม่ได้ส่งอะไร ฉันแค่คุยกับอาจารย์”
“นายเคยบอกว่าให้ถามว่าควรของใคร ตอนนี้นายตอบแทนฉันครบเลย ของฉัน ของแม่ ของโครงการ”
ภูมิขยับมือเหมือนจะจับขอบโต๊ะ แต่เปลี่ยนใจ “ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ—”
“ทุกคนไม่ได้ตั้งใจทั้งนั้น พ่อไม่ได้ตั้งใจหาย แม่ไม่ได้ตั้งใจบังคับ นายไม่ได้ตั้งใจพูดให้ฉันเล็กลง”
คำสุดท้ายทำให้ภูมิหน้าซีด เขายืนตรงนั้นไม่เถียง
จินต์หยิบแฟลชไดรฟ์จากโต๊ะ ใส่กระเป๋า “จดหมายแนะนำไม่ต้องเขียน ฉันจะหาคนอื่น”
“เหลือสองวัน”
“อย่างน้อยคนอื่นอาจถามฉันก่อนว่าพร้อมไหม”
เธอเดินออกจากห้องชมรม เสียงเขาเรียกชื่อเธอตามมาครั้งเดียว แล้วหยุด เหมือนเขาเลือกไม่วิ่งตาม เพราะรู้ว่าถ้าวิ่งมา เธอจะยิ่งหนี
เช้าวันถัดมา จินต์นั่งรถตู้กลับบ้านกับแม่ แม่วางถุงผลไม้บนตัก ถามเรื่องนิทรรศการเป็นระยะ แต่ไม่ซักไซ้เรื่องสีหน้าของลูก จินต์เปิดโน้ตบุ๊กบนเข่า ปรับพอร์ตบนรถที่โคลงจนตัวอักษรเต้น เธอลบภาพมือแม่ออกจากชุดส่ง แล้วใส่ภาพชุมชนริมคลองแทน
แม่เหลือบมอง “ทะเลาะกับประธานเสื้อยับเหรอ”
จินต์เกือบสำลักน้ำ “แม่ดูออก?”
“หน้าหนูเหมือนตอนเครื่องซักผ้ากินเหรียญสิบ”
เธอปิดโน้ตบุ๊กลงครึ่งหนึ่ง “เขาคิดว่าหนูยังไม่พร้อมสมัครโครงการ”
แม่แกะส้มส่งให้ “แล้วหนูพร้อมไหม”
“แม่ก็ถามแบบเขาเหรอ”
“แม่ถามเพราะอยากฟังคำตอบ ไม่ได้จะตอบแทน”
จินต์รับส้ม กลีบเล็ก ๆ แตกน้ำเปรี้ยวในปาก เธอมองถนนที่ไหลผ่านกระจก รถตู้แซงทุ่งโล่ง ป้ายโรงงาน ร้านขายอุปกรณ์การเกษตร และบ้านคนที่แขวนผ้าไว้หน้าระเบียง
“หนูกลัว” เธอพูด “กลัวไปแล้วทำไม่ได้ กลัวคนเห็นว่าหนูไม่ได้เก่งพอ กลัวแม่เหนื่อยคนเดียว กลัวว่าถ้าหนูเลือกถ่ายรูป หนูจะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวเหมือนพ่อ”
แม่แบ่งส้มอีกกลีบ “พ่อหนูไม่ได้ผิดเพราะถ่ายรูป พ่อผิดเพราะไม่กลับมาคุย ไม่รับผิดชอบสิ่งที่เลือก ถ้าหนูเลือกแล้วคุยกับคนที่เกี่ยวข้อง มันไม่เหมือนกัน”
จินต์หันมามองแม่ แม่ไม่ใช่คนพูดยาวบ่อย ๆ พอพูดทีหนึ่งจึงเหมือนเปิดประตูที่ฝืดมานาน
“แม่กลัว แต่แม่ไม่อยากเป็นเหตุผลที่ทำให้หนูกลัวตัวเอง”
จินต์ก้มหน้ามองส้มในมือ น้ำตาหยดลงบนเปลือกส้มอย่างน่าอาย แม่ยื่นทิชชูมาให้โดยไม่มอง เหมือนให้โอกาสลูกซ่อนหน้าได้อีกนิด
ที่บ้าน ร้านซักรีดเล็ก ๆ ยังมีกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มและไอน้ำจากเตารีด จินต์ช่วยแม่รับผ้า พับเสื้อนักเรียน เขียนบิลให้ลูกค้า เธอถ่ายรูปแม่อีกครั้ง คราวนี้ขออนุญาตทุกภาพ แม่บ่นว่าต้องหวีผมไหม จินต์บอกว่าไม่ต้อง เพราะผมยุ่งก็เป็นหลักฐานว่าร้านขายดี แม่ตีแขนเธอเบา ๆ
คืนวันเสาร์ เธอนั่งหน้าโต๊ะพับหลังร้าน เลือกภาพส่งพอร์ตใหม่ ภาพมือแม่กลับมาอยู่ลำดับสุดท้าย ไม่ใช่เพราะใครผลักเธอ แต่เพราะแม่นั่งรีดผ้าอยู่ข้าง ๆ แล้วพูดว่า “ถ้าจะเล่าเรื่องมือ ก็เล่าให้สุด อย่าตัดแม่ออกเพราะโกรธคนอื่น”
จินต์พิมพ์จดหมายแนะนำตัวเองจนเกือบตีสอง เธอเขียนว่าเธอต้องการถ่ายภาพคนทำงานที่ไม่ค่อยถูกมอง ไม่ใช่เพื่อทำให้ความเหนื่อยสวยงาม แต่เพื่อทำให้เจ้าของความเหนื่อยมีสิทธิ์มองกลับมา เธออ่านประโยคนั้นซ้ำสามรอบ ก่อนกดบันทึก
โทรศัพท์สั่น ข้อความจากภูมิขึ้นบนหน้าจอ เขาไม่ได้ส่งมาทั้งวัน
ภูมิ: ฉันแนบไฟล์จดหมายแนะนำไว้ในเมล ถ้าเธอไม่อยากใช้ ไม่เป็นไร ฉันเขียนหลังจากคุยกับอาจารย์ใหม่ และเขียนเฉพาะสิ่งที่ฉันเห็นจากงานกับการทำงานของเธอ ไม่ตัดสินแทนว่าเธอพร้อมหรือไม่พร้อม
จินต์มองข้อความนาน แม่ปิดเตารีดแล้วถาม “เขาส่งอะไรมา”
“จดหมายแนะนำ”
“อ่านสิ”
เธอเปิดเมล มือเกร็งโดยไม่รู้ตัว จดหมายของภูมิไม่ยาวเกินไป เขาเขียนว่าจินต์เป็นคนรอให้คนในภาพยินยอมก่อนกดชัตเตอร์ เป็นคนแก้เครื่องปรินต์ตอนทุกคนโทษเครื่อง เป็นคนทำงานละเอียดจนแสงเล็ก ๆ บนข้อนิ้วคนสามารถกลายเป็นเรื่องใหญ่ เขาเขียนด้วยว่าเธออาจลังเล แต่ความลังเลของเธอไม่ใช่ความอ่อนแอ มันคือวิธีที่เธอตรวจดูว่าภาพถ่ายของเธอไม่เหยียบใครไว้ข้างใต้
ท้ายจดหมายมีประโยคหนึ่งที่ทำให้จินต์วางมือลงบนโต๊ะ
ผมเคยเข้าใจผิดว่าการปกป้องใครสักคนคือการยืนขวางสิ่งที่อาจทำให้เขาเจ็บ แต่จินต์สอนผมผ่านงานของเธอว่า การเคารพคนคนหนึ่งคือการยืนข้าง ๆ และปล่อยให้เขาเลือกตำแหน่งของตัวเองในภาพ
แม่ยื่นแก้วน้ำอุ่นให้ “ดีไหม”
จินต์พยักหน้า
“ยังโกรธไหม”
เธอพยักหน้าอีกครั้ง
แม่หัวเราะเบา ๆ “ดี โกรธได้ แต่อ่านจดหมายให้จบก่อนตัดสินคน”
จินต์ส่งพอร์ตและเอกสารตอนเก้าโมงเช้าวันอาทิตย์ เธอใช้จดหมายของภูมิ และเขียนโน้ตตอบไปสั้น ๆ ว่า ขอบคุณ ฉันส่งแล้ว เรายังต้องคุยกัน
ภูมิตอบกลับเกือบทันทีว่า ได้ ฉันจะรอ
คำว่ารอทำให้เธอนิ่งไป เขาไม่ขอให้เธอหายโกรธ ไม่อธิบายเพิ่ม ไม่เร่งให้ทุกอย่างกลับเป็นเดิม จินต์ปิดโทรศัพท์ ช่วยแม่แขวนผ้าเช็ดตัวสีขาวบนราว แสงสายส่องผ่านผ้าจนทั้งร้านนุ่มลง เธอกดชัตเตอร์เก็บภาพนั้นไว้
วันปิดนิทรรศการ จินต์กลับมหาวิทยาลัยตอนบ่าย โถงอาคารกิจกรรมคนบางลง แต่ภาพยังแขวนอยู่ครบ ภูมิอยู่บนบันได กำลังถอดไฟทีละดวง เสื้อเขาวันนี้รีดเรียบเกินจริงจนใบปอยืนหัวเราะอยู่ข้างล่าง
“นี่ไม่ใช่ภูมิ” ใบปอประกาศ “นี่คือภูมิที่แม่จินต์อัปเดตระบบแล้ว”
ตุลย์ถือกล่องกรอบเดินผ่าน “อย่าแซว เขารีดเสื้อแล้วโลกศิลปะสั่นสะเทือน”
ภูมิมองลงมาเห็นจินต์ มือเขาหยุดบนไฟดวงสุดท้าย ใบปอกับตุลย์สบตากัน แล้วพร้อมใจกันเดินหนีไปคนละทิศอย่างไม่เนียน
จินต์ยืนข้างบันได “เสื้อเรียบดี”
“ขอบคุณ ฝึกนานมาก”
“กี่นาที”
“รวมดูคลิปสอน สามสิบห้า”
เธอเกือบยิ้ม แต่กดไว้ “ลงมาคุยกันหน่อย”
ภูมิลงจากบันได วางไฟบนพื้นอย่างระวัง เขาไม่ยืนใกล้เกินไป
“ฉันขอโทษ” เขาพูดก่อน “ไม่ใช่แค่เรื่องประโยคที่เธอได้ยิน แต่เรื่องที่ฉันคิดว่าความกลัวของฉันคือความรอบคอบ ฉันกลัวเห็นเธอโดนกดดัน กลัวเธอไปแล้วไม่กลับมาชมรม กลัว…หลายอย่าง แล้วฉันเอาความกลัวไปใส่ในคำแนะนำของตัวเอง”
จินต์ฟังจนจบ เสียงคนเก็บของในโถงดังไกล ๆ
“ฉันโกรธมาก” เธอพูด “เพราะสิ่งที่นายทำเหมือนสิ่งที่ฉันกลัวมาตลอด คนที่หวังดีแต่เลือกแทนฉัน”
“อืม”
“แต่จดหมายที่นายเขียน…มันฟังเหมือนนายเห็นฉันจริง ๆ ไม่ใช่แค่เห็นความกลัวของฉัน”
ภูมิกลืนน้ำลาย “ฉันเห็นเธอมากกว่าที่ควรพูดตอนนี้ไหม”
จินต์มองเขา เขาหลบตานิดหนึ่ง รอยหูแดงชัดจนเธอต้องเม้มปากไม่ให้ยิ้ม
“อย่าเพิ่งพูดอะไรที่ทำให้ฉันต้องคิดเพิ่ม วันนี้ฉันใช้สมองไปกับเอกสารหมดแล้ว”
“ได้” เขารีบพยักหน้า “ไม่พูด”
ความเงียบตกลงระหว่างพวกเขา แต่คราวนี้ไม่บาดเหมือนคืนก่อน มันเหมือนห้องมืดที่กำลังรอภาพปรากฏ
จินต์หยิบกล้องฟิล์มจากกระเป๋า “ฉันขอถ่ายรูปนายได้ไหม”
ภูมินิ่งไป นิ้วแตะสายกล้องของตัวเองโดยอัตโนมัติ
“ถ้าไม่พร้อม ไม่เป็นไร” เธอบอก “ฉันถามเฉย ๆ”
เขาหายใจออกช้า ๆ “ถ่ายตรงนี้เหรอ”
“ตรงนี้ แสงดี เสื้อก็อุตส่าห์เรียบ”
เขาหัวเราะสั้น ๆ แล้วขยับไปยืนข้างภาพมือแม่ที่ยังไม่ถอด จินต์ยกกล้องขึ้น
“ไม่ต้องทำหน้าปกติ” เธอพูดจากหลังเลนส์ “ทำหน้าที่เป็นอยู่ก็พอ”
ภูมิมองกล้อง กลัวนิด ๆ อายหน่อย ๆ และพยายามไม่หนี จินต์รอ เธอรอจนไหล่เขาคลาย รอจนมือเขาเลิกกำชายเสื้อ รอจนตาของเขาหันมาหาเธอจริง ๆ ไม่ใช่เลนส์
เธอกดชัตเตอร์
เสียงคลิกเล็ก ๆ ดังขึ้น ภูมิหลับตาหนึ่งวินาทีแล้วลืมตา “รอดไหม”
“ไม่รู้ ฟิล์มต้องล้างก่อน”
“โห ชีวิตไม่มีพรีวิว ยากมาก”
“บางอย่างก็ดีตรงที่ต้องรอ”
เขามองเธอ คราวนี้ไม่หลบ “ฉันรอได้”
จินต์ลดกล้องลง หัวใจเธอขยับเหมือนภาพในถาดน้ำยา เธอไม่ตอบด้วยคำที่ใหญ่เกินไป เพียงยื่นมือไปรับไฟที่เขาถือค้างอยู่
“งั้นเริ่มจากช่วยเก็บงานให้เสร็จ”
ภูมิยิ้ม “ครับ ศิลปิน”
เย็นนั้นทั้งชมรมช่วยกันถอดภาพจากผนัง ตุลย์บรรจุกรอบลงกล่องอย่างทะนุถนอมเหมือนส่งลูกเข้าโรงเรียน ใบปอสัมภาษณ์ทุกคนปิดท้ายงาน เธอยื่นไมค์ปลอมที่ทำจากขวดน้ำให้ภูมิ
“ความรู้สึกหลังนิทรรศการจบคะประธาน”
ภูมิมองจินต์แวบหนึ่ง “เหนื่อย แต่ไม่อยากให้บางอย่างจบ”
ใบปอหรี่ตา “บางอย่างนี่หมายถึงอะไรคะ”
“หมายถึงการทำงานชมรมอันทรงคุณค่า”
ตุลย์ลากเสียง “อ๋ออออ”
จินต์โยนเทปกาวใส่ใบปอ “ไปเก็บของ”
ใบปอรับเทปได้อีกแล้ว “นักกีฬาเก่านะจ๊ะ ความรักโยนอะไรมา ฉันรับหมด”
จินต์หน้าอุ่นขึ้น “เพ้อเจ้อ”
ภูมิก้มหน้าพันสายไฟ แต่รอยยิ้มเขาซ่อนใต้ผมไม่ได้เลย
หนึ่งสัปดาห์ถัดมา ผลโครงการเกาะแก้วประกาศตอนบ่ายแก่ ๆ จินต์อยู่ในห้องมืด กำลังล้างฟิล์มม้วนที่ถ่ายภูมิ โทรศัพท์วางคว่ำอยู่บนชั้น เธอตั้งใจไม่เปิดดูจนล้างเสร็จ แต่เสียงสั่นครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้สมาธิแตก
เธอล้างมือ เช็ดนิ้วกับผ้าขนหนู เปิดหน้าจอ ข้อความจากใบปอเด้งเต็มไปหมด
ใบปอ: เปิดเมล
ใบปอ: เดี๋ยวนี้
ใบปอ: ถ้าไม่เปิดฉันจะวิ่งขึ้นไปเปิดแทน
จินต์เปิดเมล หัวข้อจดหมายจากโครงการเกาะแก้วอยู่บนสุด เธอกดเข้าไป อ่านบรรทัดแรกช้า ๆ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้เตี้ยทันที
ประตูห้องมืดเคาะเบา ๆ
“จินต์” เสียงภูมิอยู่ข้างนอก “ใบปอบอกว่าเธออาจต้องการน้ำ หรือคนช่วยหายใจ หรือทั้งสองอย่าง”
เธอหัวเราะออกมา เสียงสั่นจนตัวเองแปลกใจ “เข้ามาได้ แต่ปิดไฟขาว”
ภูมิเปิดประตูในแสงแดง เขาถือขวดน้ำกับซองลูกอมรสมะนาว “ผลออกแล้วเหรอ”
จินต์ยื่นโทรศัพท์ให้ เขาอ่านเงียบ ๆ ดวงตาไล่บรรทัด เขาหยุดที่คำว่า ได้รับคัดเลือก แล้วเงยหน้ามองเธอ
เขาไม่ได้ตะโกน ไม่กระโดด ไม่ทำอะไรใหญ่โต เขาแค่วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะอย่างระวัง แล้วปรบมือสองครั้งเบา ๆ เพราะในห้องมืดไม่ควรทำอะไรแรง
“ยินดีด้วย”
จินต์มองเขาปรบมือใต้แสงแดง และบางอย่างในอกเธอคลายออกช้า ๆ “ฉันต้องไปสามสัปดาห์”
“อืม”
“ช่วงนั้นนายมีพรีเซนต์ฝึกงานกับบริษัทพ่อใช่ไหม”
ภูมินั่งลงบนเก้าอี้อีกตัว “ฉันคุยกับพ่อแล้ว”
“คุยว่า?”
“ฉันจะไม่ไปฝึกงานที่นั่นเทอมนี้ ฉันจะทำโครงการอาคารเก่าให้จบ แล้วสมัครฝึกงานที่เกี่ยวกับอนุรักษ์อาคารเอง พ่อเงียบไปนานมาก แล้วถามว่ามีแผนหรือแค่ดื้อ ฉันเลยเอาแผนสิบหน้าให้ดู”
จินต์เบิกตา “นายทำแผนสิบหน้า?”
“ตุลย์ช่วยจัดหน้า ใบปอช่วยตั้งชื่อโครงการให้ดูไม่เหมือนรายงานเด็กประถม”
“แล้วพ่อว่าไง”
ภูมิยิ้มเหนื่อย ๆ “บอกว่าเสื้อควรรีดเวลาไปขอทุน”
จินต์หัวเราะจนต้องเอามือปิดปาก กลิ่นน้ำยาล้างฟิล์มลอยอยู่รอบตัว ภาพบนฟิล์มที่แขวนแห้งค่อย ๆ สะท้อนแสงแดงเป็นเส้นเล็ก ๆ
ภูมิมองม้วนฟิล์ม “มีรูปฉันไหม”
“มี”
“ถ้าหน้าประหลาด ลบทิ้งได้ไหม”
“ฟิล์มลบไม่ได้”
“โหดร้าย”
“แต่เลือกไม่อัดได้”
เขาพยักหน้า “งั้นเธอเลือก”
จินต์ส่ายหน้า “ไม่ นายเลือกด้วยกัน คราวนี้ไม่มีใครเลือกแทนใคร”
ภูมินิ่งไป ก่อนยิ้มช้า ๆ “ได้”
พวกเขารอให้ฟิล์มแห้ง จินต์เปิดพัดลมเบาที่สุด ภูมิแกะลูกอมรสมะนาววางบนฝาขวดน้ำให้เธอหนึ่งเม็ด เขาจำได้ว่าเธอชอบอมลูกอมเปรี้ยวตอนลุ้นผลสอบ เธอจำได้ว่าเขาไม่ชอบเสียงพลาสติกดังในห้องมืด จึงค่อย ๆ แกะซองของตัวเองให้เบาที่สุด
“ภูมิ”
“หืม”
“วันที่ฉันไปเกาะแก้ว นายอย่าส่งข้อความมาถามทุกวันว่ากินข้าวหรือยังนะ”
“ทำไม เธอไม่กินข้าวถ้าไม่มีคนถาม?”
“ฉันจะยุ่ง”
“งั้นถามวันเว้นวัน”
“ไม่”
“สามวันครั้ง”
เธอหันไปมองเขา “นายต่อรองเหมือนซื้อผัก”
“ไม่ได้ซื้อผัก ซื้อสิทธิ์เป็นห่วงแบบไม่รบกวน”
คำพูดนั้นทำให้ห้องมืดเงียบลงอีกครั้ง จินต์กลิ้งลูกอมในปาก รสเปรี้ยวทำให้ปลายลิ้นชา เธอมองเงาของภูมิบนผนัง ไม่ชัด แต่คุ้นแล้ว
“สามวันครั้งก็ได้” เธอพูด “แต่ต้องเล่าวันของนายด้วย ไม่ใช่ถามฉันอย่างเดียว”
“ตกลง”
“แล้วถ้าฉันไม่ตอบทันที อย่าคิดว่าฉันหาย”
“ฉันจะคิดว่าเธอกำลังถ่ายภาพ”
“ดี”
ภูมิลังเล “แล้วถ้าฉันคิดถึงได้ไหม”
จินต์หันไป เขาไม่ได้ยิ้มเล่น นิ้วเขาวางนิ่งบนเข่า เหมือนคนกำลังยืนอยู่หน้าเลนส์อีกครั้ง
เธอไม่ตอบทันที เพราะคำตอบบางคำต้องรับผิดชอบ เธอนึกถึงแม่ นึกถึงพ่อ นึกถึงตัวเองบนรถตู้ที่พูดคำว่ากลัวออกมา นึกถึงภูมิที่เขียนจดหมายขอโทษด้วยการเปลี่ยนวิธียืนข้าง ๆ
“ได้” เธอพูดเบา ๆ “แต่ไม่ต้องทำให้มันใหญ่จนฉันแบกไม่ไหว”
ภูมิพยักหน้า “ฉันจะทำให้มันพอดีมือ”
จินต์ยิ้ม คราวนี้ไม่หลบ เขามองรอยยิ้มนั้นเหมือนคนกำลังปรับโฟกัสอย่างระวัง
ฟิล์มแห้งพอดี จินต์ตัดฟิล์มเป็นแถว วางลงบนแผ่นพลาสติกใส ภาพภูมิยืนข้างภาพมือแม่ปรากฏเป็นช่องเล็ก ๆ สีสลับกลับด้าน เขาโน้มตัวมาดูใกล้ แต่เว้นระยะไม่ให้ไหล่แตะเธอ
“ดูไม่แย่” เขาพูด
“ดูเหมือนคนกลัวแต่ไม่หนี”
“นั่นชม?”
“ชม”
เขายิ้ม “งั้นอัดภาพนี้ได้ไหม”
“ได้ แต่ต้องช่วยล้าง”
“ครับ”
พวกเขาปิดไฟขาว เปิดเครื่องขยายภาพ จินต์สอดฟิล์มเข้าไป ภูมิตั้งเวลา เธอวางกระดาษอัดภาพใต้แสง เขานับถอยหลังเบา ๆ สาม สอง หนึ่ง เธอปิดแสง แล้วทั้งคู่คีบกระดาษลงถาดน้ำยา
ภาพค่อย ๆ ปรากฏจากความว่าง ขอบกรอบไม้ก่อน ตามด้วยมือแม่ในภาพบนผนัง และสุดท้ายคือใบหน้าภูมิที่ไม่ได้ทำตัวปกติเท่าไหร่ ดวงตาเขามองตรงมา อาย แต่ซื่อสัตย์
ภูมิกลั้นหายใจ “แปลกดี”
“อะไร”
“เห็นตัวเองอยู่ในภาพของเธอแล้วไม่อยากหนีเท่าเดิม”
จินต์คีบกระดาษขึ้นจากน้ำยา “เพราะนายไม่ได้อยู่คนเดียว มีมือแม่ฉันคุมอยู่ข้างหลัง”
เขาหัวเราะ “งั้นปลอดภัย”
เธอย้ายภาพลงถาดล้างน้ำ ภูมิยืนข้างเธอ ไหล่ของเขาแตะไหล่เธอเบา ๆ ครั้งหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาขยับออกทันที แต่จินต์ขยับกลับไปในระยะเดิม เธอไม่ได้จับมือเขา ไม่ได้พูดอะไรใหญ่โต เพียงยืนให้ไหล่ทั้งสองแตะกันใต้แสงแดง ขณะภาพบนกระดาษหยุดไหลน้ำ
เมื่อภาพแขวนบนเชือกให้แห้ง ภูมิยื่นนิ้วก้อยมาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
“สัญญาแบบไม่เว่อร์ได้ไหม”
จินต์มองนิ้วก้อยเขา “สัญญาอะไร”
“ถ้ามีเรื่องที่เกี่ยวกับเรา จะถามก่อนคิดแทน ถ้ากลัว จะพูดว่ากลัว ไม่ปลอมเป็นคำแนะนำ ถ้าใครต้องไปไกล จะไม่ทำให้การรอเป็นกรง”
เธอมองนิ้วเขาอยู่นาน ก่อนเกี่ยวก้อยตอบ “เพิ่มอีกข้อ ถ้าเสื้อยับเกินไป ต้องยอมให้เตือน”
ภูมิหัวเราะ “ข้อนี้หนักสุด”
“รับได้ไหม”
“รับ”
นิ้วก้อยสองนิ้วเกี่ยวกันหลวม ๆ ไม่มีใครดึงเข้าหาแรงเกินไป จินต์รู้สึกถึงความอุ่นเล็ก ๆ ตรงข้อนิ้ว เหมือนแสงที่ไม่สว่างจัด แต่พอให้เห็นทาง
วันเดินทางไปเกาะแก้วมาถึงในเช้ามีแดดจัด แม่มาส่งจินต์ที่ท่ารถตู้พร้อมข้าวเหนียวหมูทอดสองห่อ ใบปอส่งข้อความเสียงยาวหนึ่งนาทีครึ่งว่าห้ามตกเรือ ตุลย์ส่งรูปโมเน่นอนทับแผนผังนิทรรศการรุ่นต่อไป ภูมิมาถึงก่อนเวลาสิบนาที เสื้อยังมีรอยยับตรงแขนข้างหนึ่ง แต่พยายามแล้ว
“แม่ให้มา” เขายื่นถุงผ้าเล็ก ๆ ให้จินต์ “ไม่ใช่แม่เธอนะ แม่ฉัน เขาบอกว่าคนไปทะเลต้องมีหมวก”
จินต์เปิดดู หมวกผ้าสีครีมพับอยู่ในถุง “ฝากขอบคุณแม่ด้วย”
“แม่ฉันถามว่าเธอถ่ายรูปฉันออกมาดูเป็นผู้เป็นคนไหม”
“บอกว่าใกล้เคียง”
แม่จินต์ที่ยืนฟังอยู่หัวเราะ “กลับมาค่อยเอารูปมาให้ดูนะภูมิ แม่อยากเห็นเสื้อเรียบในตำนาน”
ภูมิยกมือไหว้ “ครับ”
คนขับรถตู้เรียกผู้โดยสาร จินต์สะพายเป้ กล้องฟิล์มอยู่แนบสะโพก แม่จัดปกเสื้อให้ เธอไม่ได้บอกให้ลูกระวังเป็นสิบครั้งเหมือนที่จินต์คาด แม่เพียงแตะไหล่เธอ
“ถ่ายให้ดี แล้วกินข้าวให้ตรงเวลา”
“แม่ก็พักบ้าง”
“จะพยายาม”
จินต์หันไปหาภูมิ เขายืนกอดอกหลวม ๆ พยายามทำเหมือนการจากสามสัปดาห์เป็นเรื่องธรรมดา แต่ปลายรองเท้าเขาเคาะพื้นเบา ๆ
“สามวันครั้ง” เธอเตือน
“จำได้”
“เล่าวันของนายด้วย”
“จำได้”
“อย่าลืมสำรองไฟล์”
เขาทำหน้าเจ็บ “โดนตรงแผลเก่า”
“เพื่อสุขภาพจิตของทุกคน”
คนขับเรียกอีกครั้ง จินต์ก้าวขึ้นรถ แล้วหันกลับมา ภูมิยกกล้องขึ้น แต่ไม่กดทันที เขามองเธอผ่านช่องประตูรถ เหมือนถามโดยไม่ใช้เสียง จินต์พยักหน้า เขากดชัตเตอร์
เธอยิ้มให้เลนส์ ไม่ใช่เพราะมั่นใจเต็มที่ ไม่ใช่เพราะไม่กลัว แต่เพราะคราวนี้เธอรู้ว่าคนข้างล่างไม่ได้จับเธอไว้ และไม่ได้ผลักเธอไป เขาแค่ยืนอยู่ตรงนั้น จำรายละเอียดเล็ก ๆ ของเธอไว้ แล้วปล่อยให้เธอเลือกเฟรมของตัวเอง
รถตู้เคลื่อนออกจากท่าช้า ๆ แม่โบกมือ ภูมิยกนิ้วก้อยขึ้นแทนการโบก จินต์หัวเราะในลำคอ ยกนิ้วก้อยตอบผ่านกระจก
บนเบาะริมหน้าต่าง แสงเช้าตกลงบนหมวกผ้าสีครีมบนตัก เธอหยิบกล้องขึ้น ถ่ายเงานิ้วก้อยของตัวเองบนกระจก ภาพอาจเบลอเพราะรถสั่น อาจแสงเกินไปนิด อาจไม่ใช่ภาพที่สมบูรณ์แบบ แต่จินต์กดชัตเตอร์ด้วยมือที่นิ่งกว่าที่เคย
สามวันถัดมา ข้อความจากภูมิมาถึงตอนเธอนั่งอยู่บนท่าเรือไม้ที่เกาะแก้ว หลังจากสัมภาษณ์ป้าคนหนึ่งที่ซ่อมอวนจนปลายนิ้วเป็นรอยเส้นเล็ก ๆ ทั้งวัน
ภูมิ: วันนี้ฉันถ่ายประตูโรงอาหารเก่าก่อนเขาทาสีใหม่ สำรองไฟล์สามที่ เสื้อยับแค่ระดับปานกลาง กินข้าวแล้ว เธอล่ะ
จินต์อ่านแล้วมองทะเลตรงหน้า แดดเย็นวางอยู่บนผิวน้ำเหมือนกระดาษอัดภาพที่ยังไม่แห้ง เธอพิมพ์ตอบช้า ๆ
จินต์: วันนี้ถ่ายมือคนซ่อมอวน ขออนุญาตครบ กินข้าวแล้ว หมวกแม่ใส่พอดี คิดถึงแบบพอดีมือ
เธอกดส่ง แล้ววางโทรศัพท์คว่ำลงข้างกล้อง ปล่อยให้ลมทะเลเปิดหน้าสมุดบันทึกไปเอง หน้าใหม่ว่างเปล่า รอแสง รอคำ รอภาพที่จะค่อย ๆ ปรากฏ เมื่อถึงเวลาของมัน