เสียงลมหายใจแห่งนครรัตติกาล
เสียงอึกทึกก้องกังวานเหนือมหานครรัตติกาล เมืองลอยอยู่กลางอากาศราวกับห้วงนิทราที่ไม่มีตื่น นักบินบนเรือเหาะประจำเมืองตะโกนบอกพวกคนรับจ้างขนของ “ลงของระวังกล่องนั้น มีแต่ของเปราะ!” ข้างล่าง รวินตรา เด็กสาวอายุสิบเจ็ด นั่งหลังค่อมซ่อนตัวอยู่หลังตู้ไม้ ใบหน้าซีดจางสะท้อนสายฟ้าบนผืนน้ำขนาดยักษ์ที่ทอดตัวยาวใต้สะพานกระจก ไม่กล้าแม้แต่จะเดินข้ามสะพานเพราะความกลัวความสูงที่ฝังรากลึกในอดีตสมัยวัยเด็ก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ยามค่ำคืนของนครลอยฟ้าไม่เคยสงบจริง เสียงพายุโหมกระหน่ำ แข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นผ่านผิวหน้าอก รวินตราเบียดเสียดกับผนังโรงหนังร้าง หวังว่าแม่ของเธอจะหยุดร้องไห้ถึงพี่ชายซักครั้ง เธอหยิบเครื่องรางที่พี่ให้มา สัมผัสเย็นเฉียบของมันแทบกลบเสียงลมหายใจเอง
เงาสะท้อนในกระจกดึงเธอให้ขนลุก ชายแปลกหน้ารูปร่างสูงโปร่งในชุดนักสืบเดินเข้ามาในแสงสลัว เขาชื่อภัทร วัยสามสิบห้า หน้าตามีแผลเป็นทางขวาซึ่งเจือความเศร้าและความแข็งกร้าวค้างอยู่ในแววตา “ซ่อนอะไรอยู่ตรงนั้นเหรอ” เขาเอ่ยเบาๆ
รวินตราหายใจช้าๆ “ฉันไม่ได้ขโมยอะไร…แค่…แค่กลัว เสียงมันดังเหมือนจะมีอะไรตกลงมา” เธอส่ายหน้าอย่างไม่มั่นใจ
เขาหัวเราะในคอ “ไม่มีอะไรตกลงมาหรอก ถ้าเธอไม่อยากรู้ความจริงของที่นี่” ชายหนุ่มนั่งลงเอาศอกเท้าเข่า สายตาหยั่งลึกทะลุเปลือกนอก “แต่ถ้าเธอต้องการออกจากฝันร้ายนี้ ต้องไปหาความกล้าจากในตัวเอง”
เสียงร้องดังขึ้นฝั่งโน้น “มีคนตกสะพาน!”
ทุกคนวิ่งกรูกันไป รวินตรายืนนิ่ง หัวใจเต้นรัวจนแทบปลิว เธอเหลียวตามร่างภัทรที่วิ่งนำหน้า สายลมพัดกลิ่นเลือดอ่อนๆ ปะปนกับกลิ่นฝน รวินตราตามไปโดยไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงอยากเห็นจุดจบของเหตุการณ์นี้ด้วยตา
บนสะพานแก้ว นักสืบหญิงชรากับเจ้าหน้าที่สามคนล้อมร่างไร้ชีวิตไว้ รวินตรายืนหลังแนวป้องกัน หูได้ยินเสียงผู้คนแตกต่างกันไป “อีกแล้วเหรอ เด็กพวกนี้ตายแบบเดิมทุกปี” “ปีศาจมันเอาพวกเด็กทิ้งสะพาน!” บางเสียงกระซิบเรื่องอาถรรพ์ บางเสียงโทษเวรกรรม
ภัทรหมอบเคียงศพ หยิบหยดเลือดจากพื้นขึ้นดม เขาไม่พูดอะไรนอกจากเบือนสายตาไปที่รวินตราซึ่งจับตามองเงาในน้ำ “ก็แค่เด็กตกใจกลัว ผมว่ามีอะไรมากกว่านั้น”
คืนเดียวกัน รวินตรากลับบ้าน หลังม่านลูกปัดสั่นเบาๆ แม่ของเธอซบหน้าที่ภาพถ่ายพี่ชาย เสียงสะอื้นลอดประตู รวินตราค่อย ๆ เอามือลูบเครื่องราง เธอหิ้วความเจ็บปวดกลับขึ้นห้อง ริมหน้าต่างคือบรรยากาศเมืองลอยฟ้าสงัด ปรากฏเงาจางๆ เหนือยอดตึกไกลโพ้น
กลางดึก เธอฝันเห็นเงาดำกระซิบข้างหู “กลัวไหม…กลัวเหมือนตอนนั้นมั้ย รวินตรา” เธอสะดุ้งตื่น กำมือกับเครื่องรางจนนิ้วขาว “ไม่เอาอีกแล้ว ไม่อยากเสียใครไปแล้ว”
เช้าถัดมา ภัทรเดินผ่านตลาดลอยฟ้า ท่ามกลางกลิ่นขนมปังร้อนและควันฉุนของน้ำมัน เขาสะดุดกับเด็กขอทานผู้ชาย “ลุงรู้จักปีศาจสะพานไหม” เด็กถามเสียงแผ่ว
นักสืบเพียงยิ้มเศร้า “รู้สิ มันไม่ใช่ปีศาจ—แต่เป็นเงาของความกลัวในใจคน”
เขายืนพิงราวสะพาน กระดาษรายงานคดีเสียบอยู่ใต้แขน ความจริงที่ตามหลอกหลอนเขาคือเพื่อนเก่าหายสาบสูญเมื่อสิบปีก่อน เขาทิ้งอดีตไม่พ้น แม้ทำเป็นไม่ใส่ใจ
วันใหม่ รวินตราตัดสินใจเผชิญตัวเอง เธอกลับสะพานแก้ว สายตาจ้องมองซากเทียนไขกองบนพื้น นักสืบหญิงชราหันมาทางเธอ “เด็กสาว ทำไมถึงกลับมาที่นี่อีก กลัวจะเจออะไรล่ะ”
รวินตราสะดุ้งเล็กน้อย “ฉันก็ไม่รู้ค่ะ…แต่ฉันอยากรู้ว่าคนเราจะหยุดกลัวได้ยังไง”
หญิงชราก้มหน้า “กลัวก็แค่สิ่งที่ยังไม่รู้จักดี เด็กน้อย” เสียงของเธอเหมือนฝนพรำ
รวินตราหันกลับเจอภัทรยืนเงียบ ชายหนุ่มชะเง้อมองสะพานอย่างรำคาญ “อย่าให้กลัวควบคุม…หรือมันจะฆ่าเธอ” เขาพูดทิ้งไว้ก่อนเดินหายเข้าเงามืด
ค่ำคืนนั้น เธอพบภาพเงาบนกระจก—รูปร่างปีศาจราง ๆ ลอยมาท่ามกลางเงา ตาแดงวาว รวินตราเบือนหน้าหนีกลั้นหายใจ นึกถึงอดีตวันที่เห็นพี่ชายหายไปต่อหน้าต่อตาในอุบัติเหตุทางอากาศ เธอตะโกนถามในใจ “จะต้องสูญเสียอะไรอีกถึงจะได้เดินไปข้างหน้า?”
“หรือความกลัวคือส่วนหนึ่งในชีวิตจริงๆ?”
เช้าหลังเหตุการณ์คืนนั้น โรงเรียนบนเมฆมีกระดาษแปะบนประตู “ขอรับบริจาคร่วมงานไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต” รวินตราอ่านช้า ๆ สบตาเพื่อนร่วมชั้นอย่างหวาดระแวง ตกเย็นเธอถูกตามไปที่สะพานโดยแก๊งเด็กชายสามคน “ถ้าแน่จริงก็เดินข้ามกับพวกเราดิ เอาเบี้ยพี่ชายเธอมาพนัน!” พวกนั้นแกล้งกระชากเครื่องรางในมือ
เธอยืนนิ่ง “ทำไมต้องแกล้งฉัน?”
เด็กชายคนหนึ่งสบตา “ไม่รู้ดิ ไม่มีใครรู้หรอกว่าใครจะตายใครจะรอดบนเมืองนี้”
ทันใดนั้น ภัทรปรากฏตัว “หยุด! จะทำอะไร