แสงดาวไม่เคยดับ
เสียงรถเมล์เก่า ๆ ดังสนั่นบนถนนลาดยางที่เต็มไปด้วยชีวิต เพลินหอบกระเป๋าผ้าใบเก่าเดินผ่านฝูงชนในสถานีขนส่งหมอชิต ดวงตาเธอหยีสู้แสงแดดกรุงเทพฯ ที่ร้อนแรง คนบ้านนอกอย่างเธอยังไม่คุ้นกับเมืองใหญ่แต่ในแววตามีประกายของคนที่กำลังจะเริ่มต้นฝันใหม่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!พร้อมเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเธอเห็นป้ายรถเมล์ที่ต้องรอไปยังหอพัก คนรอบข้างต่างดูยุ่งวุ่น พลันเธอได้ยินเสียงเพลงจากลำโพงในร้านกาแฟเล็ก ๆ ริมสถานี—เพลงที่เธอคุ้นหู “ขอโทษที่เรามาช้า…” เพลินยิ้ม เธอเดินเข้าไปซื้อกาแฟเย็น เด็กผู้หญิงหลังเคาเตอร์ยิ้มแห้ง ๆ ให้ ก่อนจะพูด
“พี่…นั่งพักก่อนเถอะ รอคิวอีกนานแน่”
เพลินหันไปมองนาฬิกาตัวเอง มือจับสายสะพายแน่น ความลังเลซ่อนอยู่ในสีหน้าแต่ไม่ได้พูดอะไร เธอสั่งแค่กาแฟถูกสุดแล้วหิ้วแก้วออกมายืนริมถนน กวาดตามองอาคารสูงไกล ๆ
อพาร์ตเมนต์สีหม่นในซอยลึกๆ ดูเงียบเหงา ทว่ากลิ่นแดดและเสียงจิ้งหรีดจากชนบทไม่ได้ตามมา มีแค่เสียงเครื่องปรับอากาศเก่าโหยหวนและแสงไฟสลัว เพลินเปิดประตูห้อง เห็นเตียงเดี่ยว ผนังเปล่า และข้าวของที่ยังไม่แกะจากกล่อง เธอทรุดตัวลงนั่ง ปลดหายใจยาว ๆ ราวกับฝันและกังวลสลับกันไปมา
วันถัดมา เพลินเดินเข้าสตูดิโอศิลปะขนาดเล็ก กลิ่นสีน้ำมันลอยเสียดจมูก เจนนี่—สาวผมสั้นกัดสีชมพูตัดกับเสื้อผ้าสบาย ๆ เดินเข้ามาทัก
“ใหม่เหรอ? เห็นเดินถือพู่กัน ท่าทางอยู่ไม่นาน”
เพลินหัวเราะแผ่ว ๆ “ขอลองดู เอาให้เต็มที่ที่สุดละกัน”
“ตรงนั้นที่ว่าง อุปกรณ์อยู่ในตู้ อยากวาดอะไรก็วาด” เจนนี่บอก เธอยิ้มรับ ก่อนรีบกุลีกุจอไปจับสี พู่กัน และกระดานวาดรูป แม้ไม่กล้าจ้องหน้าคนแปลกหน้า เธอแอบฟังเสียงคนรอบข้าง พยายามซึมซับบรรยากาศ…
เวลาเดียวกัน ภัทร์กำลังยืนลงกล้องถ่ายรูปเก่า ๆ ใต้แสงอาทิตย์ยามบ่ายในสวนสาธารณะฟุตปาธ เขาก้มหน้าดูหน้าจอโทรศัพท์ มีข้อความจากแม่ “กลับมาเมื่อไหร่…” เขาปิดหน้าจอ ดวงตาหลบเลี่ยงความรู้สึกผิดที่ค่อย ๆ โผล่ขึ้นเสมอเมื่อคิดถึงบ้าน
“ถ่ายรูปอะไรน่ะ?” เจนนี่เดินมาถาม เสียงหัวเราะสั้น ๆ ในลำคอ
“นก—แบบที่บินแล้วมองข้างล่างเหมือนกำลังมองหาอะไรสักอย่าง”
“หรือเหมือนรอวันหนีออกไปไกล?” เจนนี่แหย่
เขาไม่ตอบ ทำเพียงยิ้มจาง ๆ ถอนหายใจ กล้องถูกวางลงอย่างเหม่อลอย ภัทร์เดินออกจากสวนอย่างเชื่องช้า ก้าวผ่านเมืองที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายแต่รู้สึกโล่งว่างในใจ
คืนวันหนึ่ง สตูดิโอศิลปะจัดนิทรรศการเล็ก ๆ ผลงานของเพลินถูกวางอยู่บนผนังขาว เธอยืนลูบกรอบรูปด้วยความประหม่า
“รูปนี้…ใช่ชื่อฝันกลางวันไหม?” เสียงชายหนุ่มดังขึ้นข้าง ๆ เพลินสะดุ้งน้อย ๆ
“ค่ะ…เอ่อ คุณชอบไหม?”
“เหมือน—เหมือนรู้สึกอยากเดินเข้าไปในรูปนั่นแต่ก็กลัวว่าจะออกมาไม่ได้” ภัทร์ตอบ เสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงความเศร้า
เพลินสบตา “ฉันก็กลัวเหมือนกัน บางที…กลัวว่าฝันมันจะใหญ่กว่าตัวเอง”
ทั้งสองเงียบ ต่างมองภาพของเพลิน เสียงคนในงานจอแจ กลายเป็นเหมือนสูญญากาศที่มีแค่สองคนในโลก
ต่อมา เพลินเริ่มวาดรูปมากขึ้นและบังเอิญได้พบภัทร์บ่อยขึ้นในสตูดิโอ เขามาถ่ายรูปเพื่อนำไปลงนิทรรศการ เจนนี่สังเกตสายตาทั้งสองที่คุยกันเงียบ ๆ แล้วแซวเบา ๆ ระหว่างพักกินกาแฟ
“ระวังหน่อยนะ เพลิน ไม่งั้นเดี๋ยวรูปจะกลายเป็นรูปความรัก”
ทั้งเพลินและภัทร์ต่างหัวเราะกลบเกลื่อน เพลินหลบตา ก้มมองแก้วกาแฟตัวเอง
“คุณ…เคยวาดรูปที่ไม่อยากให้ใครเห็นไหม?” ภัทร์ถามหลังความเงียบจบลง
เพลินนิ่ง คิ้วขมวดเบา ๆ “เคย—มันคือรูปที่กลัวว่าถ้าคนเห็นจะรู้จักตัวเองมากเกินไป”
ภัทร์พยักหน้าเห็นด้วย “ผมก็ถ่ายรูปแบบนั้นเหมือนกัน บางรูป…ผมเองยังไม่กล้าดูเลย”
การพบกันครั้งแล้วครั้งเล่า ผสมกับคืนเหงา ๆ ในห้องเช่า เพลินอดคิดถึงแม่กับบ้านไม่ได้ เธอส่งข้อความไปหา
“แม่ วันนี้วาดรูปได้ดีขึ้น แต่คิดถึงแม่นะ”
แชทตอบกลับเพียงอีโมจิหัวใจ ไม่มีถ้อยคำ เพราะแม่เป็นคนเงียบขรึม เกอร์ใจแต่ไม่พูดออกมา
ขณะเดียวกัน ภัทร์นั่งมองภาพเก่าของครอบครัวบนผนัง ฉากหน้าเป็นพ่อกับแม่กอดกัน ฉากหลังเป็นเขาเด็กน้อยยืนห่าง ๆ เบื้องหลังรอยยิ้มทั้งหมดยังมีรอยร้าวที่ไม่เคยสมาน พ่อกับแม่แยกทางกันตั้งแต่เขาเรียนมัธยม เขาไม่เคยพูดตรง ๆ เรื่องนี้กับใคร
วันหนึ่ง ศิลปินในสตูดิโอกำลังนัดออกไปสเก็ตช์ภาพกลางแจ้งภายนอก เพลินลังเลแต่เจนนี่ชวน
“ไปด้วยกันไหม เดี๋ยวช่วยถือของ”
ขณะเดินออกสวนสาธารณะ เพลินสะดุดพื้นขรุขระ ภัทร์ที่มาพร้อมกล้องยื่นมือมาช่วยประคอง เพื่อนไม่ได้พูดอะไร แต่เพลินกลับรู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด
“ขอบคุณค่ะ” เพลินเสียงแผ่วแล้วถอนใจ ภัทร์พยักหน้า—เงียบแต่สายตามีคำพูดที่ไม่ได้พูดออกมา
เย็นวันหนึ่งเจนนี่กับเพลินนั่งริมฟุตปาธ ข้างร้านรถเข็นขายลูกชิ้นปิ้ง กลิ่นถ่านเบา ๆ คลุ้งตามสายลม
“ชินกับกรุงเทพฯ หรือยัง?”
เพลินยิ้มบาง ๆ “ชินบ้าง…แต่ใจยังอยู่ที่บ้าน บางคืนก็ฝันถึงแม่ ฝันถึงนาเก่า”
“แต่ใจเธอก็ยังไม่ยอมกลับไปใช่ไหม?”
เพลินเงียบ แค่มองลูกชิ้นที่ไหม้เกินไปหนึ่งไม้
หลังวันนั้น ศิลปินรุ่นใหญ่ผู้เคยดูเหมือนดีใจในผลงานของเพลิน เริ่มวิจารณ์งานเธอเสียงเข้ม
“รูปเธอไม่ถึงใจ ทำไม่สุด เอาตัวเองออกไปมากกว่านี้”
คำพูดนั้นเหมือนซ้ำเติมบาดแผลเก่า ๆ ในใจเพลิน เธอเก็บตัว อ้างว่างานเยอะ ไม่ค่อยพูดกับใครอีกหลายวัน
ภัทร์สังเกตความเปลี่ยนแปลงนี้ เขาโพสต์ภาพถ่ายใหม่ ๆ ลงโซเชียล แต่ไม่มีรอยยิ้มในภาพเหมือนแต่ก่อน
เช้าวันหนึ่ง เขาคิดถึงประโยคของแม่ “คนที่กลัวจะล้ม ส่วนใหญ่ก็จะไม่ได้อะไรเลย” ภัทร์เลื่อนดูรูปของตัวเอง แล้วตัดสินใจส่งข้อความหาเพลิน
“วันนี้อยากออกไปเดินเล่นไหม?”
เพลินเห็นข้อความ เงียบไปครู่หนึ่งก่อนพิมพ์ตอบ
“ได้ค่ะ เดี๋ยวเจอกันสี่โมง”
สวนจตุจักร เต็มไปด้วยคนซื้อขายของ เพลินกับภัทร์เดินเคียงกันโดยไม่มีบทสนทนาอยู่นาน ต่างคนต่างสังเกตผู้คนแปลกหน้ารอบตัว ฝีเท้าคล้ายจังหวะเดียวกัน
“ชีวิตคุณ…เคยรู้สึกเหมือนเป็นแค่ตัวประกอบในฉากของคนอื่นไหม?” เพลินเอ่ยเสียงเบา
ภัทร์หัวเราะนิด ๆ “ประจำ บางทีเราก็อยู่แค่ข้างหลังรูป ถ้าใครซูมเข้ามาพอดี—อาจเห็นเราชัดขึ้น”
ทั้งคู่หยุดยืนหน้าซุ้มขายของ ภัทร์ถ่ายรูปให้เพลินโดยไม่บอกล่วงหน้า ภาพที่ได้คือรอยยิ้มบางเบาที่ยังมีเงาเศร้า ทว่าแววตากลับแน่วแน่กว่าครั้งไหน ๆ
หลังวันนั้นความใกล้ชิดเริ่มก่อตัว… พวกเขาแบ่งปันเรื่องในอดีตที่ไม่เคยบอกใคร เพลินเล่าเรื่องผิดพลาดสมัยมัธยมที่เกือบทำให้เธอหมดศรัทธาในภาพวาดตัวเอง ภัทร์สารภาพถึงความรู้สึกผิดเรื่องพ่อแม่
“เมื่อก่อนผมคิดว่าตัวเองไร้ค่า พอเขาเลิกกัน ผมเหมือนแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้สู้”
เพลินเงียบ ครู่หนึ่งจึงพูดแผ่ว ๆ “เราไม่ได้เลือกเกิด แต่เลือกจะเป็นแบบไหนได้นะ”
สายตาทั้งคู่สบกันนิ่งนานกว่าครั้งไหน ๆ
ฤดูฝนผ่านไป เมื่อฤดูหนาวมาเยือน เพลินได้รับทุนระยะสั้นให้ไปศึกษาศิลปะที่เชียงใหม่ เธอต้องตัดสินใจทิ้งกรุงเทพฯ ชั่วคราว ความกลัวกลับมาเยือน ทั้งกลัวล้มเหลวทั้งกลัวความสัมพันธ์กับภัทร์เปราะบางเกินไป
ภัทร์รู้ข่าวนี้จากเจนนี่ ไม่กล้าถามเพลินตรง ๆ เพียงแต่พยายามทำงาน เฝ้าโพสต์รูปถ่ายที่ไร้ชีวิตชีวา เพื่อหลีกเลี่ยงต้องคุยเรื่องอกหักที่กำลังจะเกิดขึ้น
คืนก่อนเดินทาง เพลินนั่งอยู่ในสตูดิโอ ห้องมืดมาก มีแค่ไฟเล็ก ๆ ในมุมเพดาน ประตูเปิดออกเบา ๆ ภัทร์เดินเข้ามา
“จะไปแล้วจริง ๆ เหรอ?”
เพลินนิ่งไม่ตอบ สีหน้าอ่อนแรง
“ผมไม่กล้าบอก—ไม่อยากเห็นคุณหายไปจากตรงนี้”
“ฉันก็กลัวเหมือนกันค่ะ…กลัวว่าถ้าไปแล้วจะกลับมาไม่เหมือนเดิม”
“แต่คุณต้องไป” ภัทร์เสียงสั่น
เพลินถอนใจยาว “เพราะความฝันมันรอไม่ได้”
บทสนทนาแขวนไว้ในอากาศ เพียงพยักหน้าแทนความเข้าใจ ไม่กอด ไม่จับมือ ต่างคนต่างเก็บความรู้สึกไว้
กลิ่นหนาวกรุ่นในเช้าวันเดินทาง เพลินลากกระเป๋าออกจากห้อง เธอมองตึกเก่าสีจาง ผ่านป้ายรถเมล์ร้านกาแฟเดิม ส่งใจให้คนกรุงที่เปลี่ยนชีวิตเธอ
ระยะทางระหว่างเชียงใหม่กับกรุงเทพฯ เหมือนขยายยาวขึ้นทุกวัน เธอแบ่งเวลาชีวิตกับการเรียนศิลปะและโทรศัพท์คุยกับภัทร์เป็นครั้งคราว น้ำเสียงมีทั้งความคุ้นเคยและระแวง—กลัววันหนึ่งจะไม่มีเรื่องเล่าให้กันอีก
ฤดูร้อนกลับมา เพลินวาดภาพชุดใหม่ ภาพสุดท้ายเป็นดาวบนฟ้ากรุงเทพฯ เธอตั้งใจส่งคืนมานิทรรศการที่เดิม ภัทร์ได้รับเชิญให้ถ่ายภาพเปิดงานใหม่
คืนเปิดงาน ศิลปินรุ่นน้องมากันพร้อมหน้า เจนนี่เอ่ยแซว “สองคนนี้…ถ้ายังไม่พูดใจกันอีก ชั้นจะลากให้พูด!”
ทั้งเพลินและภัทร์หัวเราะเขิน ๆ ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ทุกคนกรูกันดูภาพวาด
เพลินยืนเงียบ ๆ ข้างงานตัวเอง พลันภัทร์เดินเข้ามาเบียดข้าง “มัน—มันเหมือนดาวบนฟ้าที่เรามองจากหน้าต่างห้องเมื่อก่อน”
“ทุกครั้งที่รู้สึกท้อ ฉันจะนึกถึงดาวพวกนั้นค่ะ พอเห็น…ก็นึกถึงคุณด้วย”
ภัทร์สูดลมหายใจ—ลังเล แล้วตัดสินใจจับมือเธอ “เราคงกลัวไปหมด กลัวเสีย กลัวเจ็บ กลัวไกล แต่ถ้ายังไม่มีใครกล้า เราจะเหลือแต่ความกลัว”
เพลินเงียบ อยู่นาน “จะลอง…ก้าวไปข้างหน้าดูด้วยกันไหม?”
ภัทร์ยิ้ม เขิน ๆ ทั้งคู่มองดาวในภาพ นิ้วมือกอดกันแน่นใต้แสงไฟสลัว
ในฝูงชนที่แออัด หัวใจสองดวงกลมกลืนกันในคืนที่ไม่มีดาวตก—แต่สัญญาว่าแสงดาวดวงเดิม…จะไม่เคยดับไป