รอยฝันเหนือรัตติกาล
เปลวไฟจากไฟแช็กสะท้อนบนกระจกหน้าต่าง ขณะที่ธีร์หมุนมันในมือ เขานั่งหลังงอบนเตียงเล็กในห้องเช่าของหอพักกลางเมือง พลางเหลียวมองเสียงฝีเท้าและเสียงทีวียามดึกที่คอยกระซิบขับกล่อมทุกห้องสองข้างทาง ภาพภายใต้แสงสลัวเหมือนห่อหุ้มด้วยความเหงา หัวใจเขาแน่นราวกับถูกบีบอนาคตไว้ทุกคืน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ยังไม่นอน?” เสียงแหบติดง่วงของจอม เพื่อนร่วมห้องชวนอย่างไม่ตั้งใจ เขาเดินเข้ามา มือข้างหนึ่งกำถุงขนมปังอีกข้างถือโทรศัพท์ที่มีข้อความจากแฟน สายตามีทั้งความอ่อนล้ากับความกังวลที่ไม่พูดออกมา
ธีร์เงยหน้าจากเปลวไฟ ยิ้มฝืด ๆ “นอนไม่หลับ ฝันแปลก ๆ อีกแล้ว” เขาลังเล ก่อนจะวางไฟแช็กเสียงเบา เหมือนต้องการเปลี่ยนบรรยากาศ
“เออ… คือ แม่มึงว่ามาปลุกดึก ๆ อีกแล้ว?” จอมพยายามพูดติดตลก ทั้งที่ในดวงตามีรอยเหนื่อยความคิด
“ไม่ใช่แม่ คราวนี้เป็นเด็กผู้หญิง…หน้าคุ้น ๆ เหมือนเคยเจอที่ไหน” น้ำเสียงธีร์ต่ำลง ขณะที่นิ้วมือกำผ้าห่มแน่น ความกลัวในใจยังไม่จางหาย
จอมชะงัก หยุดป้อนขนมปากตัวเองไปชั่วขณะ “เด็กอายุเท่าไหร่ มึงฝันอะไรแปลก ๆ อีกแล้วเหรอ?”
ธีร์ถอนหายใจ “เธอยืนอยู่ปลายเตียง บอก ‘ช่วยด้วย’ มันเหมือนจริงมาก…แบบ รู้สึกเจ็บปวดแทนเธอ”
ความเงียบแทรก ก่อนจอมจะเปลี่ยนเรื่อง “เอาเป็นว่าพรุ่งนี้เรียนเช้า มึงต้องไปรอดูดิ คงเหนื่อยมากไปเองแหละ เราอยู่กันสองคนโว้ย ไม่มีอะไรหรอก”
ธีร์หัวเราะแผ่ว ๆ ปิดไฟ หัวใจยังคงหลอนด้วยภาพเด็กหญิงในฝัน ภาพรอยยิ้มเศร้าที่ฝังติดเนิ่นนาน ราวกับมีอะไรมากกว่านั้นในห้องสี่เหลี่ยมอึดอัดแห่งนี้
เช้าวันต่อมา ธีร์เดินลากเท้าออกจากห้อง ยังรู้สึกเหนื่อยล่า ฝันนั้นเหมือนดูดพลังไปหมด เขาเดินลงบันไดตรงมุมห้องโถง คล้ายจะเห็นบางอย่างพลันหายวับเข้าเงามืดตรงบันไดจีนเก่า จนต้องหยุดมองซ้ำ
“เอ้า! รอไปมั้ย!” เสียงนิด เพื่อนข้างห้องสาวเดินนำหน้า พลางก้มหัวทัก ธีร์ตั้งสติรีบก้าวตาม “นี่นายน่ะ อารมณ์ไหนแต่เช้า”
ธีร์เลี่ยงไม่ตอบ เธอสังเกตเห็นหน้าเขาซีดกว่าปกติ “ฝันอีกแล้วเหรอ รายละเอียด?”
ธีร์หลบตา “มันเหมือนเด็กผู้หญิงที่หอ คืนก่อนก็เหมือนกัน เห็น อืม…เขามองเหมือนต้องการอะไรจากเรา”
นิดเงียบ คิ้วขมวดเหมือนลังเลจะพูดอะไรบางอย่างสุดท้ายได้แต่ชวนคุยเรื่องกิจกรรมโรงเรียน “วันนี้มีประชุมนะ อย่าเกเรล่ะ จะโดนอาจารย์ด่าเอา”
มารุต เพื่อนร่วมห้องชายอีกคนเปิดประตูออกมา ตะโกนเสียงดัง “โอ๊ย ใครฝันไรกันแต่เช้า วิญญาณมันคงเบื่องานบ้างล่ะมั้ง อยู่ที่นี่นาน” ทุกคนหัวเราะเจื่อน ๆ เงียบทุกครั้งที่มารุตพูดถึงเรื่องผี
ธีร์เก็บเรื่องนั้นใส่ใจ พวกเขาเดินเรียนตามปกติ เสียงหัวเราะของพวกเพื่อน กลบความอึดอัดไปชั่วคราว
ตกค่ำ นิดเคาะประตูธีร์ หน้าตามีรอยคิด “ถ้าวันนี้นายฝันแบบนั้นอีก มาปลุกฉันเลยนะ”
ธีร์ลังเล “จะไม่รบกวนเหรอ?”
“ไม่เป็นไร… ฉันเองก็เคยฝันถึงเด็กคนนั้น แต่ไม่กล้าบอกใคร” นิดกระซิบ น้ำเสียงขาดความมั่นใจเล็กน้อย
ธีร์นิ่งงัน มองเพื่อนสาว เขาจับได้ว่าเธอสั่นนิด ๆ
คืนนั้น ธีร์ฝันอีก เด็กหญิงชุดนักเรียนยืนปลายเตียง ดวงตาเศร้าจ้องเขา แววตาวิงวอน “ช่วยฉันด้วย…ฉันยังไม่ไปไหน”
ธีร์สะดุ้ง เขารีบวิ่งไปเคาะห้องนิดทันที ตอนตีสาม สีหน้าหวาดผวา
นิดเปิดประตู “นายเห็นเธออีกแล้วใช่ไหม? มา เล่า”
เสียงคู่สนทนาในความเงียบ ท่ามกลางไฟโถงสีเหลืองนวล ธีร์เล่าเรื่องฝันให้ฟัง ขณะนั่งเบียดบนพื้นพรมเก่า
นิดก้มหน้าครุ่นคิด “ฉันว่า…เราควรหาข้อมูลเกี่ยวกับเด็กคนนั้น เผื่อจะช่วยได้จริง ๆ”
เสียงจอมดังมาจากข้างห้อง “เฮ้ย! ได้ข่าวว่าจะล่าท้าผีเหรอ?” เขาหัวเราะแห้ง ๆ
“พวกนายทุกคนนี่แหละต้องไปด้วย” นิดตอบเร็ว ดูเหมือนหงุดหงิดกว่าปกติ ในแววตามีอะไรบางอย่างที่ไม่เคยเห็น ธีร์เริ่มสัมผัสได้ว่า ทุกคนในกลุ่มต่างมีบาดแผลและความกลัวของตัวเอง
วันรุ่งขึ้น ทีมทั้งสามคนเดินไปที่ห้องสมุดในโรงเรียนเพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับหอพัก มีสมุดบันทึกเก่าเล่มหนึ่งชำรุดวางอยู่ในกล่องเตี้ย จอมพลิกสมุดด้วยความเบื่อ “เรื่องน่าเบื่อโว้ย…”
ทันใดนั้น ธีร์หยิบสมุดบันทึกขึ้นมา อ่านชื่อที่หน้าปก “วรินทร์…” เขาอึ้งเมื่อชื่อนี้ตรงกับชื่อที่เด็กหญิงในฝันบอก
นิดกับจอมมองหน้ากัน สีหน้ากังวล ทั้งสามกลืนน้ำลายพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
นิดปลุกใจ “เราเปิดอ่านกันเลย”
เนื้อหาในสมุดเต็มไปด้วยลายมือไม่เรียบร้อย เล่าเรื่องหญิงสาวที่ต้องเผชิญหน้าความเศร้าและกดดันจนนำสู่ความสูญเสีย จบด้วยวรรค “ขอให้ใครสักคนช่วยฉันที”
ธีร์นิ่งไปนาน “นี่…คือสิ่งที่เธอลากเรามาเกี่ยวข้องใช่ไหม?”
ประตูห้องสมุดดังเอี๊ยด เสียงฝีเท้าย่องเข้ามา “พวกเธอกำลังค้นหาความลับหอพักอยู่เหรอ?” จารุณี แม่บ้านสูงวัยของหอพัก ถามเสียงต่ำ ๆ
ทั้งสามสะดุ้ง จอมรีบยิ้มกลบเกลื่อน “เปล่า ๆ แค่งานโรงเรียนเฉย ๆ ครับ”
แต่จารุณีกลับเดินเข้ามาใกล้ สีหน้านิ่ง “บางเรื่อง…ถ้าอยากมีชีวิตปกติ อย่ายุ่งเลย” ดวงตาเธอเหมือนบังบางสิ่งไว้ลึก
ธีร์ปะทะสายตา รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่คั่งค้าง พวกเขาไม่ได้ขยับออกจากห้องเพราะคำนั้นเหมือนรั้งจิตใจไว้
ตั้งแต่วันนั้น ธีร์รู้สึกว่าทุกอย่างในหอเริ่มเปลี่ยน ทั้งเสียงประตูปริศนาตอนเช้า เสียงฝีเท้าในโถงว่างเปล่า ทุกครั้งที่เงียบเกินไป ธีร์ใจเต้นแรง หวาดระแวงทุกเสียง
จอมเริ่มหงุดหงิดง่ายขึ้น เขาทะเลาะกับแฟนสาว เรื่องอารมณ์ฉุนเฉียวง่ายและความอึดอัดในหอนี้ “กูอยากออกจากที่นี่! มึงว่าที่นี่มีผีจริงไหมวะ?”
ธีร์นิ่งคิด “บางที…ความกลัวในหัวมันหลอกเรามากกว่า อย่างฝันและเสียงที่ไม่มีใครเห็น บางทีมันคือบาปในใจเราด้วย”
นิดมองธีร์ พลางถอนใจเบา “แต่มันทำให้ฉันอยากรู้ว่าเราต่างหนีอะไร”
บ้านพักสั่นไหวเพราะลมเย็น หลอดไฟติดดับเป็นจังหวะ จารุณียืนอยู่ที่ปลายโถงในเงามืด คล้ายจับจ้อง “จำไว้นะ…คนยิ่งขุดลึก ยิ่งหนาวหัวใจ”
วันรุ่งขึ้น พวกเขาค้นพบห้องใต้หลังคาที่ถูกล็อกไว้ ธีร์แอบขอคีย์จากจารุณีโดยอ้างต้องซ่อมหลอดไฟ พวกเขาปีนขึ้นไป เห็นเตียงเหล็กเก่ากับตุ๊กตาผ้าขาดวิ่นกลิ่นกุหลาบจาง ๆ ที่หัวเตียง
“นายรู้สึกอะไรมั้ย” นิดกระซิบเบา ธีร์เดินไปลูบท้องตุ๊กตานั้น สายตาคล้ายจ้องฝุ่นฝังที่หัวใจ
อยู่ ๆ เสียงหัวเราะเด็กผู้หญิงปรากฏวูบแผ่ว ๆ ธีร์สะดุด หัวใจเต้นแรง นิดผวากำแขนเขา “เห็นอะไรมั้ย?”
“เหมือนมีเงาเล็ก ๆ เดินผ่าน” ธีร์ตอบพลางขนลุก
พวกเขาตัดสินใจเปิดสมุดวรินทร์หน้าถัดไป เจอกระดาษแนบ ‘ขอโทษ’ ซึ่งเขียนถึงใครสักคน นิดสะอื้น แต่พยายามกลั้นน้ำตา
จอมเดินสำรวจรอบห้อง พบจี้เงินเล็ก ๆ หล่นอยู่พื้น เขาหยิบขึ้นมา “นี่ของใครวะ?”
ทันใดนั้น กระจกหน้าต่างห้องใต้หลังคาสั่นเหมือนลมแรง มารุตที่ลอบตามมาดูสะดุ้งล้มลงพื้น “กูว่าเฮี้ยนจริง!”
จู่ ๆ ไฟดับ พวกเขาติดไฟฉาย ส่องเห็นรอยเท้าเด็กเปียกน้ำลากจากหน้าต่างถึงเตียง ธีร์นิ่งอึ้ง ใจสั่นแต่ตัดสินใจวางจี้เงินไว้บนเตียงอย่างเคารพ
นิดกระซิบ “บางที เธอแค่ต้องการใครสักคนเห็นคุณค่าตัวเอง”
เช้าตรู่วันใหม่ อากาศหนาวกว่าปกติ พวกเขาตื่นขึ้นพร้อมกัน มีรอยหยดน้ำเป็นแนวยาวจากหน้าห้องถึงบันได ธีร์ใจเต้นแรงแต่เหมือนปลดปมบางอย่างในใจ น้ำตาคลอเบ้า
มารุตส่งขนมปังให้ธีร์แบบเขิน ๆ “เมื่อคืนนอนไม่หลับเลย แต่รู้ว่ามึงทำถูก เราจะช่วยกันจบเรื่องนี้”
ช่วงบ่าย ธีร์ตัดสินใจไปหาแม่บ้านจารุณี ขอให้เล่าอดีตเกี่ยวกับเด็กหญิงวรินทร์ “หนูเป็นใครกันแน่ครับ?”
จารุณีลังเล สายตาเจ็บปวด “วรินทร์คือหลานสาวฉันเอง…เมื่อห้าปีก่อน เธอหายตัวไป มีข่าวลือว่าเธอหนีออกไป แต่ใจฉันรู้เธอไม่เคยจากหอพักนี้”
ธนบัตรเก่าถูกหยิบยื่นให้ทีละใบ เป็นของที่วรินทร์นำฝากไว้ จารุณีร้องไห้เงียบ ๆ “ฉันผิดเอง ฉันมัวแต่ทำงาน ไม่ฟังเสียงหลาน จนวันสุดท้าย…”
นิดเดินมาลูบไหล่จารุณี “พวกเรารู้ว่า วรินทร์แค่อยากให้มีคนรับฟัง มีคนเข้าใจ”
ธีร์เงียบไปนาน ก่อนชวนเพื่อนไปยังห้องใต้หลังคาอีกครั้ง คราวนี้เขานำจดหมาย ‘ขอโทษ’ กับตุ๊กตาของวรินทร์ไปวางไว้บนเตียงเก่า ทั้งสามคุกเข่ารอบเตียง ธีร์เอ่ยเบา ๆ เหมือนส่งถึงใครสักคน “ขอโทษครับ ผมไม่รู้ว่าคุณเจ็บมากแค่ไหน เราอยากให้วรินทร์ได้พักผ่อน…และคุณจารุณีให้อภัยตัวเอง”
เงียบงัน ถัดจากนั้นลมเย็นพัดผ่านเบา ๆ ประตูห้องใต้หลังคาเปิดเองแผ่ว ๆ เหมือนมีใครปล่อยผ่านแล้ว
ในค่ำคืนนั้น ธีร์ฝันอีกแต่ครั้งนี้ วรินทร์ยิ้มพร้อมหลั่งน้ำตา เธอบอกขอบคุณ รอยยิ้มเธอนั้นไม่เศร้าอีกต่อไป ธีร์ตื่นขึ้นน้ำตาเต็มแก้ม รู้สึกใจโล่งเป็นครั้งแรก
จอมวิ่งมาเคาะประตู “ฝันอะไรอีกวะ?”
ธีร์หัวเราะเสียงแผ่ว “เธอไม่ร้องไห้แล้ว เธอยิ้ม…ขอบคุณเรา”
นิดเดินมาตาม ทั้งสามยืนมองพระอาทิตย์ขึ้นบนดาดฟ้า ธีร์ปรายตามองเพื่อน ทั้งคู่บ่นเสียงเบา แต่หันมายิ้มให้กันอย่างเข้าใจ ความกลัว ความสูญเสีย และความผิดบางอย่างไม่ได้ลบออกไปแต่บรรเทาได้ด้วยการให้อภัย
รอยหยดน้ำบนพื้นหายไป เมื่อความมืดข้ามผ่านรุ่งอรุณใหม่ หอพักหลังเดิมอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด ธีร์นั่งนิ่ง รู้ว่าตัวเองเติบโตขึ้นจากช่วงเวลาที่ผ่านมา
พวกเขากอดกันแน่น เพื่อนแต่ละคนต่างมีรอยแผลเป็นของตัวเองแต่พร้อมเดินหน้าต่อไป ไม่ว่าราตรีต่อไปจะมีอะไรอยู่ในเงามืด ธีร์ก็พร้อมค้นหาแสงในรอยฝันเหนือรัตติกาลอีกครั้ง