คืนที่ไม่มีเสียงสวดมนต์
ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าเหนือทุ่งข้าวเขียว หมอกจางขยับปกคลุมหมู่บ้านริมป่า ไม่มีเสียงหมาเห่าหรือเสี้ยวเสียงเด็กเล่น พราว หญิงสาววัยสามสิบผู้เป็นนักวิจัยจิตวิทยา ยืนอยู่หน้าป้ายหมู่บ้านไม้ซีดที่สลักตัวหนังสือพร่า เบื้องหลังคือมอเตอร์ไซค์คันเล็ก กระเป๋าเป้ใบนึงตกข้างเท้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เธอยืนลังเล จ้องเข้าไปในหมู่บ้านที่ไร้แสงไฟตามบ้าน ริมรั้ว มีเพียงลมกรรโชกและต้นกล้วยสั่น ก่อนตัดสินใจเดินเข้าไป เสียงรองเท้าย่ำดินฟังแปลกหูคล้ายเดินตาม
พราวแวะสอบถามหญิงชราเจ้าของร้านชำ เธอไม่ยิ้ม รอยย่นผุดบนใบหน้า
“ศรีใหญ่เคยอยู่บ้านนี้ไหมคะ?”
“ยายศรี…หายไปแล้ว เอ็งไม่ควรเข้ามา”
พราวขอบคุณ หญิงชรายกมือขึ้นปัดอากาศ คล้ายไล่เสียงกระซิบที่ไม่ได้ยิน พราวเดินต่อ สายตาชาวบ้านหลบเลี่ยงเธอ
ค่ำลงเรื่อยๆ ท้องฟ้าสีคล้ำ มวลอากาศแน่นหนา เงียบงันจนน่าอึดอัด บ้านไม้ชั้นเดียวที่พราวเช่าไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ยังเหมือนของไร้ชีวิต ไม่มีจุดไฟ ไม่มีเสียงพูดคุย ทั้งที่ควรมีเสียงสวดมนต์ยามค่ำอย่างที่เธอเคยจำได้จากวัยเด็ก
พราวนั่งที่ข้างหน้าต่าง หยิบบันทึกของยายศรีมาดู ลายมือสั่นๆ กระจัดกระจาย บางหน้าขีดฆ่าไว้แรงๆ เธออ่านผ่านบรรทัดที่พร่าเบลอ “คืนเงียบ อย่าออกจากบ้านเด็ดขาด” พราวยิ้มแห้ง รู้สึกหนาวแปลกในใจ
เสียงเคาะเบาๆ ที่ประตู สายตาพราวหันวูบ เธอลังเลก่อนเดินไปเปิด พบวิทย์ เด็กหนุ่มในหมู่บ้าน หน้าตาเด็กบ้านนอกแต่ดวงตาดูล้ำลึก
“พี่เข้ามาทำอะไรดึกๆ”
“มาหายาย คนโตชื่อศรีใหญ่”
วิทย์สบตานิ่ง “เขาหายไปนาน ไม่มีใครตามหาแล้ว” เขาเดินออกไปในความมืด
คืนคลี่คลาย เสียงแมลงจางๆ วูบวาบกลางลม เงานอกหน้าต่างมีรูปร่างแปลก พราวรู้สึกเหมือนถูกจับจ้อง เธอกอดอกมองออกผ่านแสงจันทร์ขุ่น ลางๆ เห็นคนเดินล็อบๆ ข้างรั้ว
เช้าวันถัดมา พราวออกเดินสำรวจรอบหมู่บ้าน ถามชาวบ้านเรื่องยายศรี แต่ทุกคนหลบบอกแค่ “หายไป ไม่กลับมา” บางคนหลบตาแปลก เหลือบมองกอไผ่ท้ายหมู่บ้าน
เด็กหญิงผมสั้นนั่งแกว่งขาชิดถนน พราวชะงัก “หนูเห็นยายศรีไหมจ๊ะ” เด็กหญิงเงียบ หันมองแบบไม่มีอารมณ์ “ถ้าได้ยินเสียง เค้าห้ามตอบ”
บ่ายวันนั้น พราวแวะบ้านลุงเพชร ผู้ใหญ่บ้าน เสียงหมาในกรงเงียบผิดปกติ ลุงเพชรหน้าเครียด ไม่สบตาเธอ
“ใครๆ ก็อยากรู้ แต่คนอื่นไม่ควรยุ่งกับของที่มันไม่ใช้ของตัวเอง” ลุงเพชรทิ้งท้ายก่อนปิดประตู
ค่ำนั้น แม้ปิดหน้าต่างแน่น พราวยังรู้สึกเหมือนมีเงาคลานอยู่ข้างนอก เสียงกระซิบเบาๆ ดังเฉียดแก้วหู “….ออกมา…ออกมา…”
พราวข่มใจ เดินออกไปหลังบ้าน แหวกไม้ใบ เงาๆ อยู่ระหว่างต้นกล้วย เธอมองจนตาแสบ ไม่เห็นอะไร
เช้าวันต่อมา วิทย์มารออยู่บ้านพราว
“เมื่อคืนเห็นอะไรไหม…”
“เงาอะไรบางอย่าง รู้สึกเหมือนยายศรียืนอยู่รอบบ้าน”
วิทย์ก้มหน้า “สวดมนต์ตอนค่ำไม่ได้ยินอีกแล้ว ใครหายไป…ก็ไม่กลับมา” เขาเว้นจังหวะ ก่อนผละไปดื้อๆ
พราวนั่งอ่านบันทึกใหม่ หน้าเดิมถูกขีดเส้นทับ แต่มีข้อความหนึ่งโผล่ออกมา “ทุกคืนที่ไม่มีเสียงสวด…มันจะมาเอาไป…”
เธอหยิบโทรศัพท์มาติดต่อแม่ “แม่ ยายศรีหายไปจริงไหม”
เสียงแม่ตอบเงียบเหงา “หนูอย่าเข้าไปยุ่งเลยลูก ยายเสียแล้ว เขาไม่ได้บอก…”
พราวพูดไม่ออก มองออกไปนอกรั้ว มีเงาคนสูงๆ แอบอยู่
คืนนั้น มีเสียงสวดมนต์เบาๆ มาจากบ้านร้างท้ายหมู่บ้าน พราวตามเสียงไป เจอบ้านไม้ผุ แขวนสายสิญจน์ขาดวิ่น บนพื้นมีเศษกระดูกไก่กับถุงฝ้ายเก่าๆ
เงาสีดำโผล่วาบที่หลังห้อง พราวหลบ กระซิบสั่น “ยาย…?”
ไม่มีคำตอบ มีแต่ความเงียบอบอวล เสียงสวดดับวูบ
วันต่อมา ฝนหนักตกไม่ขาดสาย พราวซ่อนตัวอยู่ในบ้าน อากาศแน่นหนาจนรู้สึกหล่อนใจ
วิทย์ไปโผล่ที่ประตู “เราอยู่ไม่ได้ถ้าไม่สวดกัน ใครขาดเสียงก็…”
“แล้วทำไมทุกคนไม่ยอมพูดถึงยายศรี?” พราวถามแน่นเสียง
“พวกเขากลัว…เพราะตอนเด็กใครได้ยินเสียงนั้นจะต้องหายไป” วิทย์หลบตา “ยายศรีเคยช่วยคนอื่น เลยโดนเอาไปเอง”
พราวใจเต้น ช่วงคืนนั้น เธอฝันถึงเงาดำลื่นไปตามรั้ว เสียงกระซิบเรียกชื่อเธอจากใต้ถุน
เมื่อเช้า เธอพบเด็กหญิงผมสั้นยืนรอข้างบ้าน “วันนี้พี่ได้ยินเสียงสวดไหม”
พราวส่ายหัว เด็กหญิงยิ้มบาง “คืนนี้อย่าเปิดประตูนะ”
พลบค่ำ ฟ้ามืดสนิท ไฟดับทั้งหมู่บ้าน พราวนั่งขดตัวบนเสื่อ ไฟฉายสั่นไหว เสียงลมหอบหนึ่งดังลึก
แล้วเสียงกระซิบเคาะประตู “ออกมา…ออกมา…” คราวนี้ได้ยินชัดเจน เงาดำลางๆ สะท้อนบนฝา พราวขยับถอย มือนึงกำสายสิญจน์แน่น
เสียงขูดไม้ลากยาวดังขึ้นทั่วบ้าน รอยขีดดำลากยาวไปตามผนัง พราวปิดหู กัดฟันกลั้นน้ำตา ขณะเดียวกันรู้สึกเย็นแพร่จากพื้นขึ้นตามเท้า เธอโผซุกตัวไปใต้โต๊ะ เห็นเงารูปร่างเหมือนคนแต่ยาวเกินจริง เคลื่อนช้าๆ รอบห้อง
เธอคร่ำครวญในใจ “ยายศรี ช่วยหนูด้วย…” แต่พบความว่างเปล่า เงาหายไปพร้อมเสียงเงียบที่ชัดเจนเกินทน
รุ่งเช้า เสียงนกแรกแง้ม พราวแทบหมดแรง โผล่ออกมาพบรอยขูดดำทั้งห้อง สายสิญจน์ขาดสะบั้น
วิทย์อยู่หน้าบ้าน “พี่เกือบโดนมันเอาไป ถ้ามีสวดมนต์ปกติ มันไม่กล้ามากินใครแล้ว…”
พราวครุ่นคิดอย่างแรง เธอมองไปรอบหมู่บ้าน ทุกบ้านแน่นขนัด หลบตาเธอ กลัวไม่ต่างกัน เธอแอบถามหญิงชราเจ้าของร้านชำ “ทำไมต้องกลัวเสียงสวด?”
หญิงชราตอบเบาเหมือนกลัวมีใครได้ยิน “แต่ไหนแต่ไร คืนไหนไม่มีเสียงสวด ไอ้สิ่งนั้นจะเลือกคนไปแทน…”
พราวจมอยู่ในความกังวล ก่อนค่ำวันหนึ่ง เธอตัดสินใจหยิบลำโพงวางริมรั้วบ้าน ตัวเองสวดมนต์เสียงดัง
คืนนั้น เสียงกระซิบอ่อนลง ห่างออกไป เงาดำไม่ปรากฏ
แต่ตีสาม ลำโพงดับ เสียงประหลาดย้อนกลับมาทันทีและรวดเร็ว แรง สะท้อนผนังจนหูชา
พราวเกือบเปิดประตูหนี ถ้าไม่เห็นแววตาวิทย์ที่สวนขึ้นมา “อย่าเปิด!”
พราวลังเล สุดท้ายเธอเลือกนั่งนิ่ง หลับตา ท่องมนต์ในใจ ทว่าเสียงกระซิบดังกว่าเดิม “ออกมา…เจ้าก็เป็นของข้า” เงาดำพุ่งมาทางเธอ พราวตกใจสุดขีด สายสิญจน์เศษสุดท้ายในมือจู่ๆ ก็ร้อนวาบ เงาพุ่งหายไป เหลือแต่ความเงียบและกลิ่นฝุ่นเก่าๆ
เช้า พราวเปิดบ้านออกไป เจอเงาดำจางๆ เหมือนกำลังจะละลาย เด็กหญิงผมสั้นมองมาจากรั้ว “พี่รู้ไหม ที่นี่ไม่ได้หายไปแค่ยายศรี…”
พราวยืนนิ่ง ในใจรู้สึกเหมือนแบกรับความเงียบของหมู่บ้านนั้น เธอเลือกจะอยู่ต่อ ค้นหาว่าทุกคืนที่ไม่มีเสียงสวดมนต์ปกติ…สิ่งที่มองไม่เห็นอาจแค่รอให้พวกเขาลืมเสียงของกันและกันทั้งหมดเท่านั้น
เมื่อฟ้ามืดเสียงสวดมนต์กลับมาดังก้องรอบหมู่บ้าน เสียงลมหอบเบาๆ เงาดำแอบอยู่ตามกอไผ่ ยังไม่จากไปเสียทีเดียว พราวเงี่ยหูฟัง ในใจหวาดกลัว แต่มิอาจเมินเฉยต่อความเงียบอันผิดปกติของคืนที่ไม่มีเสียงสวดมนต์อีกต่อไป