แสงไฟในราตรีเมืองใต้ผืนน้ำ
เสียงหัวใจของเอธาราเต้นสั่นระรัวขณะที่เขาเดินลัดเลาะไปตามทางเดินโลหะแอ่งน้ำวับวาวในเมือง ‘เทราริส’ เมืองหลวงใต้น้ำลึกที่วางตัวอยู่ใต้ผืนน้ำมหาสมุทรกว้าง ฝุ่นผงจากท่อระบายฟุ้งกลางอากาศหลอกตาเป็นละอองแสงจางๆ เขาขมวดคิ้ว ขณะเดินเข้าใกล้โคมไฟดวงใหญ่เหนือหัวที่สั่นสะเทือน เสียงไฟแตกเปรี๊ยะในความเงียบ เอธารารู้จักความเปราะบางนี้ดี แม้จะเป็นเพียงช่างซ่อมไฟ การที่ไฟดับในเมืองแบบนี้—มันไม่ได้หมายถึงงานที่รออยู่แค่เบื้องหน้า หากแต่คือความกลัวที่แฝงอยู่ใต้ผืนมหาสมุทรลึกสุดลึก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เอธาราพิงตัวกับผนังเล็กน้อย สูดหายใจ เสียงรองเท้าของเขาสะท้อนในอุโมงค์ยาว ขณะหยิบคีมไฟออกจากกระเป๋าคาดเอว สัมผัสเหล็กเย็น หลายเดือนที่ผ่านมาแม่ของเขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งบ้านไว้กับเอธาราและอีริน ลูกสาววัยสิบสี่ เอธารายังคงทบทวนคำพูดสุดท้ายของแม่คืนวันไฟดับวันนั้น “ระวังแสงที่ไม่มีที่มา” เขาจำได้แจ่มชัด โดยไม่รู้ความหมาย
ประตูบ้านโลหะทรงกลมหย่อนมือ เขาเปิดมันรับกลิ่นไอเกลืออ่อนๆ ที่ปะทะจมูก แสงไฟเย็นตา ฉายภาพอีรินที่นั่งขดตัวกับสมุดวาดรูปลายมือเด็ก เอธาราเดินเข้าไปใกล้ ลูกสาวเงยหน้าขึ้น สายตาหวั่นวิตกซ่อนอยู่ในท่าทาง
“คืนนี้…คุณคิดว่าไฟจะดับอีกไหมคะ” เสียงอีรินแผ่วสั่น
“ไม่…พ่อจะดูแล” เอธาราตอบพลางจับไหล่อีรินเบาๆ แต่ตัวเองกลับฝืนรอยยิ้มยากเย็น ความเย็นในอกไม่ได้เกี่ยวข้องกับอากาศ
เสียงประกาศเมืองดังในบ้านเต็มไปด้วยความตึงเครียด “แจ้งเตือนประชาชน ทุกพื้นที่โปรดระวัง—” สายไฟขาดเปรี๊ยะ เสียงขาดหายกลางคัน เมืองจมเข้าสู่เงามืด เงียบงันน่าขนหัวลุก
อีรินสะอื้นรีบลุกขึ้น เอธาราพาเธอเข้าใกล้หน้าต่างโปร่งใส ตรงนั้น แสงเจือจางจากท้องฟ้าน้ำทะลุลงมา ภายนอกมีเงาทะมึนคล้ายปลาใหญ่หรือ—บางอย่างที่สายตามนุษย์อาจไม่อยากเข้าใจ
“มันตามหาอะไร…หรือใคร…” อีรินพึมพำ เอธาราสบตา เธอไม่ได้แค่กลัวความมืด แต่กลัวความจริงบางอย่างที่อาจไร้คำอธิบาย
“แค่คืนเดียว เดี๋ยวก็เช้าแล้ว” เอธาราปลอบเสียงแผ่ว มือกำแน่นจนสั่น—ทั้งยังอดกลั้นความรู้สึกผิดในใจไม่ได้
คืนยังไม่ผ่านครึ่ง แสงไฟกะพริบขึ้นอีกครั้งก่อนจะดับพรึ่บลงอย่างสิ้นเชิง เมื่อความมืดกลับมา อีรินเห็นวัตถุโปร่งใสสะท้อนเงาอยู่ตรงปลายห้อง เธอกำมือเอธาราแน่น จังหวะนั้นเสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น…
เอธาราชะงัก ดวงตาสับสน “ใครอยู่ข้างนอก…?” เขาถามอย่างระวัง ไม่มีใครตอบในความมืด ลมหายใจอีรินขาดห้วง ขณะที่เงาลอยผ่านกระจกจากภายนอก เงาร่างผู้หญิงคุ้นตา—ราวกับแม่กลับมา…
เอธารารีบเปิดประตูแต่ปลอดโล่งค่ำคืน น้ำตาอีรินรื้น “พ่อ…หนูคิดถึงแม่” เอธาราโอบรับ ปล่อยให้น้ำตาลูกสาวไหลเปื้อนเสื้อเขา
เช้าถัดมา ชาวเมืองพูดถึงแสงประหลาดที่โผล่บนผิวน้ำ นักวิจัยต่างถกเถียง ในท้องถนนแคบๆ เอธาราตามรอยสายไฟหลักที่ตัดเข้าสู่ศูนย์พลังงานกลาง ชีวิตห้อยอยู่กับคำตอบเรื่องแม่และไฟที่ดับผิดปกติ ความกลัวในใจกลายเป็นแรงผลักให้เขาเดินไปข้างหน้า ท่ามกลางเสียงประกาศเตือนที่ไม่จบไม่สิ้น
ศูนย์พลังงานกลางเป็นอาคารทรงโดมที่ห้อมล้อมด้วยเครื่องกำเนิดแรงดันน้ำ ด้านหน้ามีกลุ่มช่างพูดคุยกันอย่างตื่นตระหนก เสียงหนึ่งกระซิบ “เมื่อคืนมีคนเห็นวิญญาณในสายไฟ…”
เอธาราสะดุ้ง มือเย็นเฉียบ เขาไม่กล้าพูดเรื่องคืนก่อนกับใคร ความรู้สึกผิดเรื่องแม่ยังตามหลอกหลอน ทำให้เด่นชัดว่าเขากลัวความจริงมากกว่าเงาพวกนั้น
อีรินแอบตามหลัง พ่อเดินลึกเข้าไป เธอหยุดฟังเสียงสายไฟระเบิดเปรี๊ยะ เห็นเงาสีเงินริบหรี่ข้างสายไฟ เธอกลืนน้ำลาย—มันคือเงาของแม่อีกครั้ง
คืนนั้น เอธาราเฝ้ามองลูกสาวจดจ้องหน้าต่าง ไม่มีใครกล้านอน ราวกับรออะไรบางอย่างจะเผยตัว เวลาผ่านเนิ่นนาน เสียงน้ำกระเพื่อมข้างนอก นาฬิกาตีบอกเที่ยงคืน ไฟกระเพื่อม เงาผู้หญิงร่างโปร่งใสดูเหมือนจะพูดว่า “ให้อภัยฉัน” เอธาราตาเบิกโพลง น้ำเสียงในใจดังก้อง ความลับของแม่ อะไรที่เขาไม่เคยยอมเผชิญ?
รุ่งเช้า เขาพาอีรินไปยังท่อลึกสุดของเมือง จุดที่แม่เคยพูดไว้ “ห้ามเข้าไป” ทว่าเขาเลือกเดินเข้าใจกลางอุโมงค์เสียงเงียบสงัด ภายในห้องกลมมีสายไฟโยงเป็นใยแมงมุม ความมืดทึบแทรกไปทุกอณู ทุกเสียงเดิน กระทบใจเอธาราอย่างแรง
“พ่อ พวกเราเข้ามาทำไม?” อีรินถามตะกุกตะกัก เสียงฝีเท้าเด็กกับพ่อก้องกังวานครู่หนึ่ง เอธาราถอนหายใจ “พ่ออยากรู้ความจริง ถ้า…แม่อยู่ที่นี่”
เวลาผ่านไป เงาโปร่งใสบาง ๆ ล่องลอยเหนือสายไฟ สายตาของแม่เศร้า นิ่งงัน เอธาราเอื้อมมือออกไป “แม่…ผมขอโทษ” เสียงเขาสั่นคลอน อีรินยืนนิ่ง น้ำตาเริ่มไหล
แสงเยือกเย็นกระจายขึ้น สายไฟทอประกาย เงาแม่ยิ้มเศร้า ก่อนจะจางหาย ดวงไฟทั่วเมืองสว่างวาบในบัดดล ราวกับไถ่บาปได้สำเร็จ เอธาราคุกเข่ากอดลูก น้ำตาพลังเทียนในอกเขาจุดขึ้นใหม่
เช้าวันใหม่ เมืองใต้ผืนน้ำเริ่มขยับแสงไฟราวกับไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น คำถาม-คำตอบหลายอย่างยังค้างคาในอกเอธารา แต่เขาเลือกให้อภัยตัวเอง กลับบ้านพร้อมกับอีริน เฟืองจักรที่หยุดชะงักหมุนเคลื่อน อ้อมกอดอบอุ่นใหม่สู่อีกวันของชีวิต