ลมหายใจแห่งดึกดำบรรพ์
เสียงหอนของลมยามค่ำคืนลอดผ่านกิ่งกระบกขนาดยักษ์ พัดใบไม้แห้งตีหน้าต่างไม้ไผ่แผ่วเบา ภายในบ้านหลังเล็ก กลีบแสงตะเกียงน้ำมันสะท้อนบนผนัง ฝุ่นขี้เถ้าล่องลอยราวกับละอองวิญญาณ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ทัพ เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปี นั่งขัดสมาธิบนเสื่อเก่าในกลางห้อง ดวงตาสีดำเข้มจ้องเขม็งลงบนจักจั่นไม้ที่ถืออยู่ นิ้วมือขวาเล็บสั้นภายใต้คราบโคลนชื้นและขี้ถ่าน ทัพสลัดความรู้สึกวังเวงออกจากใจ ยกมือขึ้นขยี้เส้นผม หันไปมองน้องสาวกำลังนั่งกอดเข่าอยู่อีกมุม มองดูเงาของตนเองวาดทาบกระเบื้อง
“เนตร หลับหรือยัง?”
เด็กสาวชะเง้อหน้าขึ้น ทำจมูกย่น “พี่ทัพก็รู้ว่าหนูนอนไม่หลับ ต้องนั่งฟังเสียงนั่นทั้งคืน…”
ทัพเม้มปาก ไม่เอ่ยอะไรต่อ เสียงสัตว์ประหลาดในป่าโบราณนั่นกินเวลาหลายเดือน เจ็บปวดเมื่อคิดว่าสักวันมันอาจจับตัวคนใกล้บ้าน
ประตูไม้ส่งเสียงเอี๊ยดเบา ๆ เงาแปลกตาผ่านใต้เสาเรือนไม้ ทัพขยับลุกขึ้น ถือจักจั่นไม้แนบอก “ใครน่ะ?”
เสียงฝีเท้าเบา ๆ เดินเข้ามา หญิงสาวผมยาว สวมผ้าโพกหน้าปกปิดครึ่งล่างของใบหน้า ปรากฏตัวตรงเงาไฟ “ฉันชื่อเดือน” เธอกระซิบ น้ำเสียงนุ่มแฝงความเด็ดเดี่ยว “ฉันมาจากหมู่บ้านทางใต้”
ทัพจ้องหญิงสาวจากศีรษะจรดเท้า ตากลมโตของเนตรวาวขึ้น “พ่อพี่ไป…แล้วกลับมาไม่ทัน ทำไมพี่ถึงมาเยือนหมู่บ้านคืนนี้?”
เดือนใช้สายตาสำรวจรอบห้อง ก่อนจะถอนใจ “ฉันตามหาคนของฉันเหมือนกัน หมู่บ้านนี้…ซ่อนอะไรไว้?”
ทัพยังไม่ไว้ใจ แข็งกร้าว “ถ้ารู้ ทางเข้าป่าอยู่ทางทิศเหนือ แต่ไม่มีใครรอดเมื่อค่ำคืนยังไม่จบ”
หญิงสาวพยักหน้าช้า ๆ หยิบอะไรบางอย่างออกมาจากถุงผ้า มันคือฟันสัตว์โบราณขนาดใหญ่ มีรอยเลือดแห้งฝังแน่น “คำสาปบนผืนป่านี้ไม่ธรรมดา” เดือนกล่าวเรียบ ๆ
เนตรเงี่ยหูฟัง “คำสาปอะไร?”
เสียงร้องต่ำยามราตรีขาดช่วง รีบหวนมาดังใกล้ขึ้น ทัพขยับจักจั่นไม้แนบอก เงาสั่นไหวจากตะเกียงทาบบนผนังเป็นรูปสัตว์ร้าย
แสงไฟวูบหาย ทัพยังคงยืนนิ่ง มือน้อย ๆ ของเนตรเอื้อมมากุมแขน ทั้งสามจับจ้องประตูที่เปิดรับลมเย็นชื้น กลิ่นอายเปรี้ยวของดินและเลือดลอยเข้ามา น้ำตาของเนตรรื้นตาขณะฟังเสียงหายใจแผ่วผ่านหลังบ้าน
ทัพตัดสินใจ “เราต้องออกไปตามหาพ่อ” เสียงสั่นแม้พยายามกลั้นไว้ “และฉันอยากรู้…คำสาปนี้เกี่ยวกับครอบครัวเราไหม”
เดือนพยักหน้าช้า ๆ “ฉันจะนำทาง ขอแค่เชื่อใจ”
ทัพหันกลับ ไปสบตาน้อง ฉายแววกังวล “พร้อมไหม?”
เนตรสูดหายใจลึก “พร้อม…แต่พี่ห้ามทิ้งหนูนะ”
ทั้งสามก้าวออกสู่ความมืด มุ่งสู่ป่าโบราณ สายลมหอบกลิ่นเลือดจาง ๆ ผ่านใบไม้หนาทึบ พวกเขาเหยียบย่ำโคลนชื้น เสียงปีกแมลงสั่นไหวปะปนเสียงหัวใจตนเอง
เดินลึกไปเรื่อย ๆ เดือนหยุดซุกอยู่ข้างต้นกระบกใหญ่ เสียงสวบสาบดังมาจากพุ่มไม้ “หยุดก่อน” เธอสั่งเบา ๆ
เนตรกลั้นหายใจ ทัพยกจักจั่นไม้ขึ้นช้า ๆ ร่างสูงใหญ่สีเทาหม่นขยับในเงา “มันมาแล้ว…”
หญิงสาวหลุบตามองดินใต้เท้า กระซิบ “ถ้าขยับแรง มันจะได้กลิ่น”
เสียงสัตว์ร้ายกึกก้องใกล้เข้ามาจนเห็นตาแดงวาวในเงามืด ทัพขยับตัวบังน้อง กระซิบสั้น “เนตรอยู่ข้างหลัง”
เดือนโน้มตัวเตรียมพุ่งออก พลันเสียงกิ่งไม้หักดังขึ้น ทุกคนสะดุ้ง ต้นกระบกสะท้อนเงาสัตว์มหึมา เดือนโยนฟันสัตว์ออก ผลักร่างเด็กทั้งสองหลบหลังรากไม้
“หลบ!” เดือนกระซิบบังคับ สัตว์ประหลาดขยุ้มลงบนรากไม้ใหญ่ ส่งเสียงขู่ต่ำ
หัวใจทั้งสามเต้นแรง เนตรน้ำตาคลอ ทัพก้มหน้าซบพื้นแน่น ในหัววนเวียนถึงคืนพ่อก้าวออกไปจากบ้านครั้งสุดท้าย
เดือนกะพริบตา น้ำเสียงขึงขัง “ไอ้นี่ตามหาคนเหมือนกัน” เธอแค่นเสียง ถอยหลังช้า ๆ ไปจนสุดรากไม้ เสียงกร่อนกรอบของกิ่งแห้งขยี้เท้า
ทัพเค้นคำลอดฟัน “มันตามกลิ่นอะไร?”
เดือนนิ่ง ยกฟันสัตว์ในมือ “มันคือผู้เฝ้าคำสาป ถ้าเราเอาคืน…เราอาจรอด”
เนตรสะอื้น “หนูคิดถึงพ่อ”
ทัพลูบผมน้องแผ่วเบา ซ่อนน้ำตาไว้ ท่ามกลางเสียงสัตว์คำราม
สัตว์โบราณกระโจนเข้าใกล้ เสียงกรามขบฟันกระแทกอากาศ เดือนโยนฟันสัตว์กลางวง ก่อนแอบแย้มสัญญาณให้ทัพ “กระตุ้นไฟในจักจั่น ให้หมอกลวงตา”
ทัพขยุ้มจักจั่นหมุนเร็วเป่าลมร้อนใส่เศษใบไม้ เกิดควันขาวลอยทั่วแนวต้นกระบก สัตว์ร้ายชะงัก ร่างสูงใหญ่พุ่งตะปบวัตถุในหมอก พลางส่งเสียงร้องแสบแก้วหู
ทั้งสามรีบวิ่งฝ่าหมอกหนีเข้าเงาไม้ ทัพจับร่างเนตรอย่างแน่น กลิ่นดินเปรี้ยวผสมเหงื่อเค็ม ขาเหนื่อยล้าแต่มือไม่ปล่อยปลายนิ้วของน้อง
หยุดหอบจนได้เสียงหายใจกลับมา เดือนนั่งลงข้างเขาในเงาสลัว “ต้องไปต่อ ตราบใดที่ฟันสัตว์ยังไม่แตะรากศิลาภูเขา มันจะตามหาเราไม่หยุด”
เนตรเบือนหน้าหนี พึมพำเบา ๆ ว่า “ไม่อยากวิ่งอีกแล้ว…” น้ำเสียงเคลือบไปด้วยหวาดกลัว
ทัพเงียบอยู่ครู่ ก่อนพูด “ครั้งสุดท้ายที่เห็นพ่อ…พ่อมีแผลที่ขา พ่อพูดว่าอย่าออกจากบ้านเลยตอนกลางคืน”
เดือนฟังเงียบ ๆ แววตาเศร้าปกปิดด้วยสายฟ้าที่วูบผ่านบนยอดไม้ “พ่อเธอยังอาจมีชีวิต” เธอเอ่ยคล้ายปลอบใจ “แต่คำสาปในป่านี้ฆ่าคนด้วยความกลัว”
ความเงียบคลี่ตัวออกขณะที่ฝนเริ่มโปรยลงบนใบไม้ ทัพรีบลุกขึ้นดึงเนตรกับเดือนเดินลึกเข้าไปอีก รอยเท้าเปียกน้ำตัดกับขี้เถ้าขาวหม่นบนพื้นดิน
พวกเขาเดินจนถึงแนวต้นกระบกชราที่อายุหลายร้อยปี ลำต้นใหญ่มหึมา รากไม้แผ่ยาวเหมือนมือแพร่คว้าคน พื้นดินเต็มไปด้วยรอยเล็บสัตว์ ยางขาวขุ่นไหลหยดติ๋ง
เดือนชะโงกหน้ามองซ้ายขวา มือแตะฟันสัตว์ “รากแห่งราตรี…ถ้าใครฝ่าข้ามไปโดยไม่มีของบวงสรวง จะต้องสาปสูญ” เธอตรึกตรอง น้ำเสียงพร่ากังวล
ทัพลังเล “เราบวงสรวงอย่างไร?”
เนตรหยิบกล่องไม้จากกระเป๋า ยื่นให้พี่ชาย “นี่…ของพ่อ”
ทัพเปิดกล่อง พบเศษผ้าสีแดงขาดวิ่น กับแหวนเงินดั้งเดิม เขาตาเบิกโพรง “พ่อยกแหวนนี้ให้แม่ ก่อนแม่ตาย…”
เดือนผงกหัวช้า ๆ รับกล่องจากทัพ ไปวางตรงกลางรากกระบก ยืนนิ่งหลับตา สวดอะไรเบา ๆ ที่ไม่มีใครเคยได้ยิน
เมฆครึ้มทะมึนน่ากลัวทาบทั่วท้องฟ้า พื้นดินสั่นครืน เงาสัตว์ร้ายเคลื่อนไหวเลียบแนวรากไม้ เดือนเปิดตาลุกวับ “วิ่ง!”
เนตรกับทัพวิ่งข้ามรากตรงจุดที่กล่องวางอยู่อย่างรวดเร็ว เงาสัตว์ยักษ์คำรามดัง หยุดชะงักกลางควันขาว ก่อนถอยกลับไปในร่มเงา เดือนขยับวิ่งตามมาอย่างเฉียดฉิว
ทั้งสามหอบเหนื่อยพักใต้แผ่นหินใหญ่ในซอกดินแคบ เดือนหันไปสบตาทัพ “ของบวงสรวงได้ผล คำสาปเจือจางลง”
ทัพทอดสายตาเศร้า “แต่พ่อไปไหน? ทำไมไม่กลับ?”
เนตรถอนใจ “หรือพ่อ…โดนคำสาปมาก่อน?”
เดือนโอบไหล่เด็กสาวกระซิบ “เราต้องถึงเชิงเขา ก่อนรุ่งอรุณเท่านั้น ถึงจะคลายพันธนาการแห่งคำสาป”
พวกเขาตัดสินใจเดินต่อ อากาศในป่าสดชื่นขึ้น แต่มือทัพยังเปียกเหงื่อ กลัวสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้า
เสียงนกกลางคืนแผ่วเบาสลับเสียงน้ำคร่ำในลำธาร ทัพจำได้ว่าพ่อเคยร้องเพลงหน้ากองไฟ ทุกคำสอนยังวนเวียนในหัว
เดินฝ่าโขดหิน คืนนี้ไร้แสงจันทร์ เดือนเดินนำอย่างมั่นใจ พลันเสียงกิ่งไม้ขาดพรืดไกลออกไป ทุกคนหยุดนิ่ง มองหน้ากันด้วยสายตาเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
ทัพเดินนำต่อ พลางพูดกับเดือน “ทางลัดไปเชิงเขาตรงไหน?”
เดือนเหลียวตาไปยังเงามืด “ถ้าเลี้ยวซ้ายอีกสองร้อยก้าว จะเจอถ้ำ…ในนั้นคือประตูคลายคำสาป”
เนตรสะดุ้ง เงียบไปครู่ก่อนพูดเสียงแผ่ว “ฉัน…กลัวว่าพ่ออาจไม่รอเราอยู่ที่นั่น”
ทัพเงียบนาน ก่อนจะจับไหล่น้อง “อย่างน้อยเราต้องพยายาม ไปถึงจนสุด…”
สามชีวิตเดินเข้าแนวลึกสุดของป่า เสียงหายใจติดขัดของทุกคนสะท้อนก้องในหัวใจ มีเพียงมือที่จับกันแน่นคล้ายขอสัญญาไม่ให้สูญหาย