ดอกไม้ฤดูฝนบนระเบียงไม้เก่า
เสียงฝนพรำกระทบหลังคาสังกะสีเก่าแก่ก้องอยู่ในความเงียบยามเช้าของบ้านริมคลอง ศุภชัยเหลียวมองภาพถ่ายขาวดำในมือ พลางถอนใจ สายตาของเขาเต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่คล้ายเศร้าและสับสน มือเปื้อนสีดำจากน้ำยาอัดรูปชะงัก เมื่อเสียงฝีเท้าเบา ๆ เดินเข้ามาใกล้ประตูระเบียง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อรอินทุ์ยืนลังเลอยู่หน้าประตู กระโปรงผ้าดิบเปียกฝนไปทั่ว ทันทีที่เห็นศุภชัยนั่งจ้องรูปถ่าย เธอก็ตัดสินใจเคาะประตูสองครั้งเบา ๆ “เอ่อ… ขอเข้ามาหลบฝนด้วยได้ไหมคะ” เสียงเธอเบากว่าฝนด้วยซ้ำ ศุภชัยละสายตาจากรูปถ่าย บอก”เชิญครับ” เพียงคำเดียว
ระเบียงไม้เปียกชื้นรับเสียงรองเท้ายางของอรอินทุ์ดีดเบา ๆ เธอนั่งลงตรงข้ามเขา มือเช็ดหยดน้ำออกจากแก้มและผมที่เปียก “ขอโทษนะคะที่บุกรุก”
“ไม่เป็นไรครับ ฝนแบบนี้ ใครก็คงต้องหลบ” ศุภชัยไม่สบตาเธอตรง ๆ เพียงก้มมองภาพถ่ายอีกครั้ง อรอินทุ์มองภาพเหล่านั้น พลางเอื้อมมือหยิบดูใบหนึ่ง รูปสวนเก่ารกร้างใกล้คลอง แม้จะเป็นเพียงภาพขาวดำ แต่มีชีวิตชีวาอย่างประหลาด
“คุณถ่ายภาพนี้เองเหรอคะ… สวนตรงตลาดใช่ไหม ที่เขากำลังจะรื้อ” เธอถามอย่างลังเลในน้ำเสียง ศุภชัยตอบแผ่ว “ใช่ ผมโตที่นี่ สวนนี้ก็อยู่มากับผมทั้งชีวิต”
อรอินทุ์พยักหน้าช้า ๆ แล้วนิ่ง ราวกับซ่อนคำถามไว้ในหัวใจ ขณะที่ฝนยังซัดต่อเนื่อง กลิ่นดินเปียกเชิญชวนให้สูดลึก ๆ ต่างคนเงียบไปสักพัก ก่อนที่อรอินทุ์จะพูด “ถ้าสวนนี้หายไป คุณจะคิดถึงมันไหมคะ”
ศุภชัยหายใจช้า ๆ คล้ายกำลังเลือกคำตอบ “ผมคิดถึงมันมาตลอด แม้จะยังอยู่”
อรินทุ์ยิ้มจาง ๆ เธอพูดเหมือนเอ่ยกับตัวเอง “ฉันก็เหมือนกัน บางทีบ้านไม่ได้เป็นบ้านตั้งแต่ตอนที่ใจเราจากไปแล้ว” สายตาศุภชัยจับจ้อง จู่ ๆ ก็เกิดความเงียบขึงขัง ยิ่งกว่าฝนซัดบนหลังคา
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นขัดจังหวะ อรอินทุ์ก้มดูสายเรียกเข้า ก่อนจะกดเงียบ เธอถอนใจนั่งนิ่ง ศุภชัยสังเกตเห็นมืออรอินทุ์สั่นน้อย ๆ เลยถามอย่างเกรงใจ “มีอะไรรึเปล่า” เธอส่ายหน้าเบา ๆ “แค่คนที่บ้านค่ะ อยากให้กลับไปช่วยงาน…แต่ฉันไม่อยากกลับ”
“ผมก็ไม่อยากกลับบ้านเหมือนกัน คนละเหตุผลมั้ง” ศุภชัยยิ้มบาง ๆ ทั้งสองหัวเราะจาง ๆ เสียงหัวเราะจางหายไปราวกับกลืนไปกับเสียงฝน กลิ่นกาแฟร้อน ๆ จากครัวทำให้ต่างคนรู้สึกอุ่นขึ้น
หลายวันหลังจากนั้น อรอินทุ์มาที่บ้านหลังเล็กของศุภชัยบ่อยขึ้น บางวันถือกิ่งเฟิร์น บางวันหิ้วเครื่องมือแต่งสวนมาด้วย ศุภชัยมักเถียงเธอเรื่องการตัดแต่งต้นไม้ “อย่าแตะต้นงิ้วนั้นแรง มันดื้อ” เขาว่า เธอพูดกลับด้วยรอยยิ้ม “ดื้อชะมัด สมกับเป็นต้นในสวนคุณ” ต่างคนต่างมีโลกของตัวเอง แต่ก็เริ่มยื่นปลายดินสอเข้ามาระบายสีในโลกของอีกฝ่าย
เวลาใกล้กันนั้น มีทั้งความอึดอัดและโล่งใจ ความเหมือนกับความต่างผสมกัน จนบางครั้งกลายเป็นความเงียบประหลาด อรอินทุ์ชอบพูดถึงอนาคตด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ฉันอยากมีสวนกลางเมืองที่คนเข้ามาได้ตลอดเวลา” ศุภชัยมองออกไปนอกหน้าต่าง “คุณชอบฝันใหญ่จัง ผมไม่กล้าฝันแบบนั้น”
“ก็อยากให้เขาเห็นว่าผู้หญิงก็สร้างสวนใหญ่ได้” เธอชะงัก ดูเหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนในน้ำเสียง ศุภชัยไม่กล้าถามต่อ เพียงเดินไปต้มกาแฟ ขณะที่เสียงฝนข้างนอกยังคงกระหน่ำไม่หยุด
กลางคืนหนึ่ง ขณะที่ทั้งสองช่วยกันย้ายต้นกล้า อรอินทุ์เกิดลื่นล้ม ศุภชัยรีบวิ่งเข้าไปประคอง เธอหัวเราะแห้ง ๆ “ขอบคุณนะ ถ้าไม่มีคุณ คงแย่” ศุภชัยมองใบหน้าที่เปื้อนดินของเธอ ใจเต้นรัวอย่างไม่คาดคิด แต่เขาแสร้งพูดกลบเกลื่อน “ถ้าไม่มีคุณสวนผมคงรกยิ่งกว่าเดิม” ต่างคนหัวเราะออกมา ชั่วครู่หนึ่ง ความเงียบแปลก ๆ แทรกซึมเข้ามา แววตาสบกันแล้วต่างเบือนหน้าหนี
เช้าวันรุ่งขึ้น อรอินทุ์ไม่ได้มาเหมือนทุกวัน ศุภชัยรู้สึกว่างเปล่าจนต้องเดินวนไปมาในบ้าน จับกล้องถ่ายรูปแต่ไม่กดชัตเตอร์ เขาเปิดข้อความในโทรศัพท์ เห็นข้อความจากอรอินทุ์ “วันนี้คงมาไม่ได้ค่ะ…ขอโทษนะคะ” ไม่มีเหตุผล ไม่มีคำอธิบาย ทั้งวันศุภชัยใจลอย ใจระทึกอย่างไม่มีเหตุผล
ตกเย็น ฝนยังคงตกซู่ ๆ ศุภชัยเดินไปที่ตลาด เจออรอินทุ์นั่งอยู่ข้างร้านขายส้มตำคนเดียว ท่าทางเหมือนคนรออะไรบางอย่าง ศุภชัยลังเลแต่ก็เดินเข้าไปใกล้ “วันนี้คุณดูเศร้าจัง” เสียงเขาเบาเกือบเท่าฝนที่โปรยลงบนพื้นคอนกรีต อรอินทุ์เงยหน้าช้า ๆ ฝืนยิ้มให้ “มีบางเรื่องที่ต้องคิดค่ะ…คนที่บ้านโทรมาหลายรอบแล้ว เรื่องสวนของครอบครัว มีคนจะมาซื้อที่นะ ฉันก็ไม่รู้จะบอกพวกเขายังไง”
ศุภชัยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถาม “ถ้าคุณอยากรักษาสวนไว้ ทำไมไม่บอกความจริงไปตรง ๆ ล่ะ” อรอินทุ์หัวเราะร่วน “พูดง่ายไปหรือเปล่าคะ คนฟังเขาไม่ง่ายเหมือนดอกไม้ในสวน”
ศุภชัยพยักหน้ารับเครียด ทั้งคู่สบตากันแล้วนิ่ง อรอินทุ์พูดแผ่ว “ฉันอิจฉาคุณนิดหน่อยนะ ที่คนรอบข้างยอมให้เลือกทางเดินเอง ของฉัน พ่อแม่มองฉันเป็นดอกไม้แปลกแยกเสมอ”
ศุภชัยลังเลก่อนพูด “แต่คุณยังยืนหยัดอยู่ เผลอ ๆ ก็สวยกว่าดอกอื่น ๆ ด้วยซ้ำ” อรอินทุ์ยิ้มอาย ๆ เสียงฝนค่อย ๆ จางลง กลายเป็นเพียงละอองบาง ๆ
เมื่อฝนหยุดตก ศุภชัยกับอรอินทุ์เดินริมคลองด้วยกัน เงาของทั้งสองขนานกันบนพื้นเปียกน้ำ ใจของศุภชัยอยากจะพูดอะไรมากกว่านั้น แต่เขาเลือกที่จะเงียบ ต่างฝ่ายต่างเดินกันเงียบ ๆ สองสามวันหลังจากนั้น ความห่างไกลเริ่มแทรกในบทสนทนา เธอพูดน้อยลง เขาก็เงียบมากขึ้น
คืนหนึ่ง ฝนตกหนัก อรอินทุ์มาหลบฝนที่บ้านศุภชัยอีกครั้ง แต่คราวนี้ เธอร้องไห้ “พรุ่งนี้เขาจะเซ็นขายสวนแล้ว ฉัน…ฉันไม่ทำอะไรเลยจริง ๆ” เธอกอดเข่าบนระเบียงไม้ ศุภชัยนั่งข้าง ๆ ยื่นมือแตะปลายแขนเธอเบา ๆ ไม่พูดอะไร เพียงอยู่ตรงนั้น ผลักคำปลอบใจไว้ข้างใน
รุ่งเช้า อรอินทุ์หายไป ศุภชัยเดินตามหาในสวน เห็นเธอกำลังยืนอยู่ข้างต้นงิ้ว เขาเดินเข้าไปใกล้ “จะตัดแล้วจริง ๆ เหรอ” เธอหันมาหยาดน้ำตาค้าง “พ่อจะรื้อหมด พรุ่งนี้ คนงานจะมา” ศุภชัยไม่รู้จะปลอบอย่างไร บีบมือเธอเบา ๆ “ผมจะอยู่ตรงนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
วันเซ็นสัญญามาถึง อรอินทุ์แต่งตัวเรียบร้อย เดินเข้าสวนครั้งสุดท้ายกับศุภชัย เธอลังเลครู่ใหญ่ ก่อนจะเดินไปหาพ่อที่ยืนรออยู่ในบ้าน “พ่อ…หนูอยากขอคุยได้ไหม” เธอพูดด้วยเสียงมั่นคงผิดปกติ พ่อมองใบหน้าลูกสาวนิ่ง ๆ แล้วพยักหน้า เรื่องราวที่คาอยู่นานปะทุขึ้นมากลางห้องรับแขกขนาดเล็ก เสียงเถียง เสียงสะอื้น เสียงขอเวลา เสียงถามเจ็บ ๆ ว่าทำไมต้องขัดขืน สิ้นสุดที่ความเงียบหนักอึ้ง อรอินทุ์ร้องไห้อีกครั้งแต่คราวนี้เดินออกมาอย่างมั่นคง
เธอเดินมาหาศุภชัย “ฉันทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว” เธอหายใจลึก “ฉันจะกลับกรุงเทพฯ สักพัก อาจจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว” ศุภชัยพยักหน้า หัวใจเขาสั่น น้ำเสียงสั่นกว่าเดิม “ผมจะคิดถึงทุกเช้า ทุกฝน ทุกต้นไม้ ที่คุณเคยมอง” ความเงียบโรยตัวลงมาอีกครั้ง ต่างฝ่ายต่างไม่พูดคำนั้นออกมา เพียงแต่อยู่ด้วยกันจนฝนหยุดตก
วันถัดมา อรอินทุ์เดินทางกลับ เขาถ่ายรูปส่งให้เธอ รูปต้นไม้ รูปฝนตก รูประเบียงไม้ ทุกเช้าทุกเย็น ต่างฝ่ายต่างส่งข้อความหาสั้น ๆ ไม่พูดยาวแต่ก็ไม่เคยหายไปจากกัน จนวันหนึ่ง อรอินทุ์ส่งภาพสวนเล็ก ๆ ที่เธอออกแบบใหม่ในกรุงเทพฯ มาให้ “มาดูเมื่อไหร่ก็บอก” เธอเขียนสั้น ๆ ศุภชัยอ่านข้อความแล้วหยุด
ผ่านไปหลายเดือน ฤดูฝนใหม่มาถึง ศุภชัยนั่งบนระเบียงเหมือนเคย ภาพถ่ายเต็มกล่องมากขึ้น อรอินทุ์กลับมาอีกครั้งคราวนี้ในชุดทำงาน เธอเอาดอกเฟื่องฟ้าสีชมพูใส่มือ “ฝากให้ระเบียงไม้ของคุณ” เธอยิ้ม รอยยิ้มสดใสกว่าเดิม ศุภชัยมองตาเธอครู่ใหญ่ กั้นเขื่อนน้ำตาไว้ “ผมยังกลัวครับ กลัวอดีตกินทุกอย่างไปเหมือนเมื่อก่อน”
อรอินทุ์หัวเราะ “ทุกคนก็กลัวทั้งนั้นแหละ บ้านฉันจะมีแค่ในความทรงจำ หรือบ้านคุณจะอยู่ในภาพถ่ายที่ผ่านมา ฉันว่าไม่สำคัญแล้ว เหลือแต่วันนี้ที่เราทำได้”
ศุภชัยยิ้มทั้งน้ำตา เขาเดินไปยืนข้าง ๆ เธอบนระเบียงไม้เก่า เสียงฝนกลายเป็นเพียงสายลมเย็น ๆ การเปลี่ยนแปลงและการให้อภัยค่อย ๆ ขับเคลื่อนสองหัวใจ ไม่ต้องคำพูดหวานคำนั้น เพียงแค่กล้าอยู่ด้วยกันในวันที่กลัว อนาคตบางครั้งก็เหมือนดอกไม้ฤดูฝน ไม่รู้จะอยู่ได้นานแค่ไหน แต่อย่างน้อยมันเคยเบ่งบานใต้ฟ้าที่หม่นที่สุด