ฤดูฝนกลางใจ
เสียงฝนกระทบหลังคาอาคารกระจกสะท้อนแสงไฟตอนสายของกรุงเทพฯ ระหว่างที่ผู้คนเดินเร่งผ่านฟุตบาทเปียกปอน ฟอร์ดนั่งนิ่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานชั้นสิบสอง ดวงตาเรียบนิ่งใต้แว่นขอบดำ เขาฟังเสียงฝนข้างนอกมากกว่าเสียงพูดคุยของเพื่อนร่วมงานในออฟฟิศสถาปัตยกรรมแห่งหนึ่งที่ซอยสุขุมวิท เสี้ยววินาทีเดียวกัน ข้าวฟ่างเดินเข้าประตู กระเป๋าผ้าเปียกฝน เธอถอดหมวกแก๊ปโยนไว้บนโต๊ะข้างๆ เหยียดริมฝีปากอย่างคล้ายหงุดหงิด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เตรียมใจไว้หรือยัง พี่ฟอร์ด” ข้าวฟ่างเหลือบมอง
ฟอร์ดไม่ได้เงยหน้าขึ้น มือยังร่างแบบ อาคารสีน้ำเงินพาดเส้นตรงชัดเจน “สำหรับ?”
ข้าวฟ่างหยักไหล่ ก่อนดึงแท็บเล็ตออกมา “โปรเจ็กต์ใหม่ ให้วาดประกอบสำหรับพรีเซนต์ ฉันต้องร่างพอร์ตพร้อมพี่ในสามวัน หวังว่าพี่คงไม่ยุ่งเรื่องดีไซน์ฉันมากนัก…นะ”
เขาค่อยเงยหน้าขึ้น มุมปากยกเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ “ถ้าเธอวาดได้โดยไม่หลุดธีม”
ข้าวฟ่างทำปากยื่น “พี่ไม่รู้หรอก ว่าหัวของศิลปินมันคิดยังไง”
ฟอร์ดเลือกเงียบ ท่ามกลางเสียงฝนข้างนอกแทนคำพูด
ช่วงพักกลางวัน ข้าวฟ่างนั่งแทะขนมปัง ริมหน้าต่างบานใหญ่ เวลาฝนหยุดราวกับเวทีชีวิตว่างเปล่าชั่วครู่ ฟอร์ดเข้ามานั่งอีกริมโต๊ะ ไม่มีคำทัก เชื่อมต่อกันด้วยความเงียบ
“ที่บ้านโทรมาบอกว่าแมวไม่กินข้าวอีกแล้ว” ข้าวฟ่างเปรย ทั้งที่สายตายังจับที่วิวฝั่งตรงข้าม
“เธอเครียด ก็เลยยังไม่กลับบ้าน?” ฟอร์ดเอ่ย โดยไม่หันไปสบตา
ข้าวฟ่างหัวเราะห้วนๆ “บางทีบ้านมันน่าอึดอัดกว่าฝนซะอีก”
ฟอร์ดขยับแว่น มองออกนอกหน้าต่าง “ฉันชอบสายฝน มันช่วยกลบเสียงที่ไม่อยากฟัง”
ข้าวฟ่างพยักหน้าช้าๆ แต่ไม่พูดอะไร
วันรุ่งขึ้น ฝนยังไม่หยุด ฟอร์ดนั่งประชุมกับหัวหน้างาน เสียงหัวหน้าดังลอดออกมา: “ฟอร์ด นายรับหน้าโปรเจ็กต์นี้กับข้าวฟ่าง ได้หรือเปล่า?”
ฟอร์ดนิ่งคิด ก่อนจะตอบช้า ๆ “…ได้ครับ”
ข้าวฟ่างรอหน้าห้อง สีหน้ากระวนกระวาย เมื่อเขาออกมา สองสายตาประสานกันเหมือนไม่ตั้งใจ ก่อนเดินคู่กันบนทางเดินแคบ เงียบจนเสียงฝนชัดกว่าทุกคำพูด
เย็นวันนั้น หลังเลิกงาน ข้าวฟ่างกางร่ม ลังเลจะเดินกลับ แต่แล้วฟอร์ดเข้ามาแจ่ม “บ้านเธออยู่เส้นไหน ฉันจะขับรถไปส่ง”
ข้าวฟ่างเม้มริมฝีปาก ดวงตาแข็งกร้าว “ไม่ต้อง ฉันโตแล้ว ขากลับเดินดูฝนก็โอเคดี”
ฟอร์ดแค่พยักหน้ารับ ก่อนเดินผ่าน แต่จังหวะที่เขาเบนหน้าไปทางลาดชันริมถนน ข้าวฟ่างกลับพูดตาม “แต่ร้านข้าวซอยข้างหน้ามีปาท่องโก๋อร่อยนะ เคยลองหรือยัง?”
เขาหยุด – หันกลับ ยักคิ้ว “เดี๋ยวขับไปส่ง แต่ต้องแวะด้วย”
ร้านปาท่องโก๋ข้างทาง ฝนซาเสียงลง ข้าวฟ่างกับฟอร์ดนั่งที่โต๊ะไม้เก่า เสียงคนขายหัวเราะคิกคัก “แฟนกันเหรอ?” ข้าวฟ่างกลอกตา
“ไม่ใช่ค่ะ” เธอตอบรวดเร็วเกินไป จนคนขายอมยิ้ม ฟอร์ดหยิบปาท่องโก๋ถุงหนึ่งวนในมือ “เพื่อนร่วมงานครับ แค่เถียงกันบ่อยเฉยๆ”
ขากลับในรถ ฟอร์ดเปิดเพลงคลอตามสายฝน ข้าวฟ่างซบบานหน้าต่าง เงียบงัน แต่เหมือนไม่ได้อึดอัด เครื่องยนต์ดับลงที่หน้าบ้านเธอ ข้าวฟ่างลังเลก่อนจะพูด “ขอบคุณนะ…ที่แวะซื้อให้”
เขาตอบเพียง “ปาท่องโก๋ร้อนจะอร่อยตอนฝนตก”
สามวันผ่านไป งานพรีเซนต์เริ่มใกล้เสร็จ แต่กับดักของความคาดหวังและนิสัยต่างกันก็ปะทุเป็นปัญหา ข้าวฟ่างปรับภาพประกอบสามครั้งเพราะฟอร์ดไม่พอใจ เธอลุกพรึ่บ ปังโต๊ะเบาๆ “พี่ไม่เคยเปิดใจเลยใช่มั้ย”
ฟอร์ดวางดินสอ “เธอถามใจตัวเองก่อน ว่าอยากทำงานร่วมจริงไหม หรือมาแค่ขัดแย้ง”
ข้าวฟ่างหายใจข่มอารมณ์ “ฉันแค่ไม่อยากให้มันจืดสนิทจนไม่มีใครจำ!”
เขาสบตาเธอนิ่ง “แล้วเธอไม่อยากให้งานมันสมบูรณ์? หรือแค่ให้อารมณ์เหนือทุกอย่าง?”
ข้าวฟ่างนิ่งอึ้ง ฝนข้างนอกเริ่มตกหนักอีก สองคนต่างยืนนิ่ง ภายในห้องสำนักงานที่ว่างเปล่า
หลังประชุมจบ ฟอร์ดกลับมาโต๊ะคนเดียว เปิดกล่องข้าวเย็น เขานั่งนิ่ง ลอบมองภาพตีความของข้าวฟ่างบนหน้าจอ เงามุมตาแสดงความลังเล
ข้าวฟ่างเอง นอนบนเตียงที่บ้าน เดินวนไปวนมาพลิกโทรศัพท์ดูข้อความที่ไม่ได้ส่งถึงฟอร์ด – ไม่มีคำขอโทษ มีแค่เครื่องหมายจุดไข่ปลา…แล้วกดลบ
เช้าวันรุ่งขึ้น ข้าวฟ่างเปลี่ยนแปลง เธอเอาร่างแบบที่แก้ไขมาวางบนโต๊ะฟอร์ด เงียบอยู่อึดใจ “…ขอบคุณที่คอมเมนต์ มันแค่…ฉันไม่ชอบความรู้สึกด้อยค่า”
ฟอร์ดสบตา “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เธอรู้สึกอย่างนั้น”
ข้าวฟ่างยิ้มอ่อนลงเล็กน้อย “ฉันเป็นคนไม่มั่นใจ เวลาถูกวิจารณ์…เปราะบางไปหมด”
ชายหนุ่มนิ่งคิด ก่อนพูดเสียงเบา “บางที…ฉันก็กลัวเหมือนกัน ว่าทุกอย่างที่ทุ่มเท จะไม่สำเร็จ”
สายสัมพันธ์แรกเริ่มเปลี่ยน ผ่านคำพูดจริงใจในเช้าวันหนึ่ง เสียงฝนกลายเป็นฉากหลังของความไว้วางใจที่ค่อย ๆ ก่อตัว
โปรเจ็กต์พรีเซนต์ประสบความสำเร็จ เสียงหัวหน้าชื่นชมทั้งฟอร์ดและข้าวฟ่าง เพื่อนร่วมงานแซวด้วยรอยยิ้ม เมื่อทั้งสองยืนเคียงข้างกันราวกับทั้งโปร่งโปร่งไม่เคยมีปัญหา ฟอร์ดยื่นมือไปแตะแขนข้าวฟ่างเบา ๆ เธอเหลือบมองแล้วหัวเราะสั้น ๆ “อย่ามาทำเท่เลยน่า”
แต่น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลมากกว่าทุกที ฟอร์ดสบตาแววตาเปลี่ยนไป ตลอดเย็นวันนั้น ข้าวฟ่างรู้สึกถึงเสียงหัวใจตัวเองจาง ๆ ในบรรยากาศหม่นฝน
วันต่อมา ข้าวฟ่างวาดภาพประกอบชุดใหม่สำหรับโปรเจ็กต์ส่วนตัวที่บ้าน ขณะที่โทรศัพท์ดังขึ้น ชื่อ “แม่” ปรากฏบนหน้าจอ ข้าวฟ่างลังเลก่อนจะรับสาย เสียงแม่แข็งเครียดเรื่องทางบ้านและความห่วงเรื่องอาชีพศิลปิน ข้าวฟ่างนิ่งงัน เสมองภาพบนผนัง เธอวางสายโดยไม่ปริปากเถียง
ช่วงดึก ฟอร์ดส่งข้อความมา: “อย่าลืมพักผ่อนบ้าง” ข้าวฟ่างมองมือถือ ชั่งใจก่อนตอบกลับ “เรื่องของคนที่บ้านยิ่งกว่าฝนตกหนักเสียอีก”
ฟอร์ดอ่านข้อความ ไม่ตอบทันที ผ่านไปสักครู่จึงส่งกลับ “บางเรื่อง เราแก้ไม่ได้ แต่เราเลือกจะไปต่อได้นะ”
จากนั้น ข้าวฟ่างเงียบ มือถือวางกับโต๊ะ ใจเธอวุ่นวาย
วันหยุดสุดสัปดาห์ ทั้งสองได้เจอกันโดยบังเอิญในหอศิลป์กลางเมือง ฟอร์ดมาคนเดียว ข้าวฟ่างก็เช่นกัน เขาหยุดยืนหน้าภาพศิลปะร่วมสมัย ข้าวฟ่างยืนมองข้าง ๆ
“พี่เข้าใจภาพนี้เหรอ” ข้าวฟ่างถามเสียงแผ่ว
เขาเอียงคอ “ไม่แน่ใจ แต่เหมือนมันกำลังจะเล่าอะไรบางอย่าง แค่ใจเรากล้าฟัง”
ข้าวฟ่างลังเลเงียบ ก่อนเสียงฝนข้างนอกเริ่มดังขึ้นจนกลบทุกเสียง ทั้งคู่ต่างยืนใกล้โดยไม่มีคำอธิบาย
ฝนเทลงมาอย่างหนัก ทั้งสองติดอยู่ในหอศิลป์ จู่ๆ ฟอร์ดพูดเสียงแผ่ว “เธอกลัวอะไรที่สุด ข้าวฟ่าง”
ข้าวฟ่างชะงัก ไม่ตอบทันที เธอหลบตา “กลัวความล้มเหลว…กลัวคนผิดหวังในตัวฉัน”
ฟอร์ดพยักหน้าช้า ๆ “ฉันกลัวเหมือนกัน แต่จะกลัวอยู่หรือจะสู้กับมัน”
ความเงียบเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่เป็นความเงียบที่อบอุ่น
วันต่อมา ในออฟฟิศข่าวใหญ่แพร่สะพัด: มีโปรเจกต์ใหม่ที่ต้องเดินทางไปต่างจังหวัด ฟอร์ดได้รับเลือกให้นั่งหัวหน้าอีกทีมแทบจะทันที ข้าวฟ่างยังไม่แน่ใจเรื่องอนาคต งานในเมืองหลวงกับโอกาสใหม่ ๆ มีทั้งแรงดึงดูดและความลังเลระหว่างเส้นทางชีวิต
คืนหนึ่ง ข้าวฟ่างเดินเล่นริมคลองฝั่งรามคำแหง สายฝนปรอยลงอย่างเงียบสงบ โทรศัพท์ในกระเป๋าดัง เสียงฟอร์ดฝ่ามาในสาย “ออกมาดูดาวไหมคืนนี้?”
ข้าวฟ่างหัวเราะเบา ๆ “ฝนตก ดาวไม่มี”
“งั้นฟังเสียงฝนก็ได้”
ทั้งสองนั่งเงียบในความมืด ฝนตกกระทบหลังคาศาลาริมน้ำ ข้าวฟ่างถามเสียงแผ่ว “ถ้าฉันเลือกทางฝันตัวเองมากกว่าออฟฟิศพี่ พี่จะว่าอะไรไหม”
ฟอร์ดนิ่งนาน กว่าจะตอบ “มันต้องมีบางอย่างที่เสียไป ไม่ว่าทางไหน…แต่ถ้าใจเธออยากไป ฉัน…คงหยุดเธอไม่ไหว”
ข้าวฟ่างฟัง เหม่อมองฝน หัวใจวูบหนึ่งร้อนวาบขึ้นมา
อีกหลายวันผ่านไป ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เหมือนกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่ขึงตึง ข้าวฟ่างเริ่มเว้นระยะห่าง ไม่ตอบแชท ไม่มองตาฟอร์ดในออฟฟิศ ฟอร์ดเองก็หลบเลี่ยงการพูดคุย งานเริ่มสะเปะสะปะ
กระทั่งวันหนึ่ง ข้าวฟ่างได้รับจดหมายตอบรับทุนวาดภาพจากสถาบันที่เชียงใหม่ เธอลังเล กอดซองจดหมายแน่นขณะสายฝนเทลงมาไม่หยุด
เธอเดินไปหน้าต่างออฟฟิศ ฟอร์ดยืนรออยู่หน้าตึก เพียงแค่สบตาผ่านกระจก ทั้งสองต่างนิ่งงัน
ข้าวฟ่างเดินลงบันไดช้า ๆ ฝ่าสายฝนไปหาเขา ฟอร์ดเงยมองด้วยสายตาคาดหวังปนกลัว
“ฉัน…ขอโทษที่ทำตัวแปลกไป” เสียงข้าวฟ่างสั่นน้อย ๆ
ฟอร์ดถอนหายใจยาว “เธอมีสิทธิ์เลือกทางตัวเอง”
ข้าวฟ่างกล้ำกลืน “แต่กลัวจะเสียพี่ไป กลัวต้องเริ่มต้นใหม่ทุกอย่างคนเดียว”
ฟอร์ดยิ้มแผ่ว “ฉันเองก็เคยหนีอดีต เลยไม่กล้าคว้าอนาคต…แต่บางที เราอาจต้องลอง”
คำพูดฝังในใจข้าวฟ่าง เธอตัดสินใจรับข้อเสนอเชียงใหม่ ย้ายไปในอีกหนึ่งเดือน
คืนสุดท้ายก่อนเธอย้าย ทั้งสองนั่งอยู่ในร้านกาแฟเล็ก ๆ เสียงฝนกลางคืนกระทบหลังคา กระทั่งเงียบลง
“โต๊ะนี้ ยังจองให้เธอเสมอ” ฟอร์ดเอื้อมจับแก้วกาแฟ ข้าวฟ่างยิ้มสั่น ๆ
“เวลาฝนตก…ฉันอาจกลับมาอีกก็ได้ ใครจะรู้”
ฟอร์ดหัวเราะอ่อนโยน “ฉันจะรอ ไม่ว่าฝนจะตกถึงปีไหน”
ข้าวฟ่างสบตา พริบตานั้นเต็มไปด้วยความหมาย
เมื่อเธอลุกจากโต๊ะ เดินฝ่าสายฝนออกไป ฟอร์ดมองตาม เงาร่างข้าวฟ่างเลือนลางในม่านฝน
กาลต่อมา หลายฤดูฝนใหม่วนเวียน ฟอร์ดนั่งร่างแบบเงียบ ๆ ข้าวฟ่างเดินกลับเข้ามาออฟฟิศ กลิ่นฝนโชยชื่นใจเหมือนวันเก่า
ทั้งสองสบตา ไม่มีถ้อยคำใดจำเป็น ท่ามกลางเสียงฝนที่ไม่สิ้นสุดใจ