เงียบงันใต้ฟ้าฝน
เสียงฝนกระหน่ำลงมาบนหลังคากระจกของออฟฟิศโฆษณาขนาดกลางกลางสุขุมวิท ทำให้อากาศในเช้าวันจันทร์ขมุกขมัวเป็นพิเศษ เนม—ชายหนุ่มผมยุ่ง เจ้าของเสื้อเชิ้ตขาวหม่นที่ยังไม่รีดสนิท ปรากฏตัวในห้องประชุมด้วยสีหน้าเรียบตึง เมื่อเขาเห็นเก้าอี้ประจำของตนมีโน้ตสีเหลืองแปะอยู่—ลายมือกลมๆ เขียนไว้ว่า ‘ไฟล์ประชุมอยู่โต๊ะเรา อย่าลืมค่ะ / หลิน’
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เนมหยิบกระดาษโน้ตขึ้นมาดู เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนใจ เขารู้ว่า หลังโน้ตเหมือนจะสุภาพ แต่แอบประชด เพราะเขาทำไฟล์งานตกโต๊ะหลินเมื่อวาน แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร พลางเดินไปยังโต๊ะของหลิน ซึ่งเจ้าตัวนั่งคลิกเม้าส์พิมพ์งาน ปากบนขดเป็นเส้นบางๆ ในแววตาคล้ายยิ้มเจ้าเล่ห์
“ไฟล์อยู่ไหนครับ คุณหลิน”
หลินเลื่อนไฟล์ใน USB แบมือให้อย่างไม่มองหน้า
“อยู่ในโฟลเดอร์ชื่อ ‘เนมลืม’ ค่ะ ฝากอย่าลืมอีกนะคะคนเก่ง”
เนมสะกดอารมณ์ พลางหยิบ USB ไปเงียบๆ ทั้งคู่เงียบอยู่ชั่วอึดใจ เสียงฝนข้างนอกเหมือนตกหนักขึ้น
บ่ายวันนั้น ห้องประชุมเงียบกริบเมื่อเจ้านายใหญ่มาเช็กไอเดียโฆษณาชิ้นใหม่ หลินนำเสนอด้วยเสียงมั่นใจแต่เนมกลับแทรกกลางคัน เสนออีกมุมหนึ่ง ทำให้หลินหน้าแตกต่อหน้าทีมงาน ทุกสายตาหันมาทั้งขำทั้งอึ้ง หลินก้มหน้ารวบเอกสารแน่นหลังประชุมเลิก
ระหว่างทีมแยกย้าย หลินหยุดเนมไว้หน้าลิฟต์
“ทำไมต้องขัดกันตลอด ขอเหตุผลจริงๆ เถอะ”
เนมเงียบ ใช้สายตามองฝนไหลหน้าต่างแทนคำตอบ
“ถ้ามีอะไรกับเราพูดมาเลย อย่ามาแทงข้างหลังแบบนี้” หลินเสียงสั่นแต่ยิ้มกลบเกลื่อน
เนมไม่ตอบ จังหวะที่ลิฟต์มา เขาเข้าไปปล่อยให้หลินยืนดูแผ่นหลังตัวเองหายเข้าไปในประตูลิฟต์
ค่ำคืนนั้น หลินเก็บข้าวของกลับคนสุดท้ายในออฟฟิศ เสียงฝนยังตก เธออยู่ในห้องเงียบๆ กับความคิดวุ่นวาย เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เหมือนจะส่งข้อความหาเนม แต่ก็ลบข้อความซ้ำแล้วซ้ำอีก ในที่สุดก็วางโทรศัพท์ลงข้างโต๊ะ ทำเป็นไม่สนใจ แต่ภาพไลน์กลุ่มทีมงานที่เนมส่ง GIF หัวเราะ ยิ่งทำให้หลินรู้สึกโดดเดี่ยว
วันที่อากาศแจ่มใส หลินนั่งเปลี่ยนโลเกชั่นมานั่งคาเฟ่ใกล้บริษัท รับงานขายของเงินพิเศษออนไลน์ เธอกำลัง Live ขายกระเป๋าผ้าอย่างร่าเริง จู่ๆ เนมเดินเข้าร้านมาเห็นพอดี ทั้งคู่สบตากันครู่หนึ่ง หลินรีบปิดไลฟ์ทันที
เนมทำท่าจะเดินเลยผ่าน แต่หลินลุกขึ้นทันที
“จะว่าเราขายของนอกเวลาทำงานหรือเปล่า” เสียงเธอเบาแต่เจือจางความกลัว
เนมนั่งลงหน้าแข็ง
“ชีวิตคุณ คุณต้องห้ามผมหรือ”
หลินยิ้มบางๆ
“ก็กลัวโดนฟ้องฝ่ายบุคคล ไม่อยากตกงานน่ะสิ”
เนมมองออกไปนอกร้าน ชีพจรในข้อมือเขาเต้นเร็วผิดปกติ
“ผมเองก็ไม่ได้มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ คุณคิดว่าผมไม่มีเรื่องกลัวหรือไง” เนมพูดเบา
ทั้งคู่ว่างเปล่าสักพัก ไม่มีใครพูดอะไร ส่วนผสมระหว่างความไม่ชอบขี้หน้าและบางอย่างคล้ายเข้าใจอีกฝ่ายจริงจังขึ้นนิดหน่อย ท่ามกลางกลิ่นกาแฟหลังฝนตก
วันถัดมา หลินกับเนมถูกวางให้จับคู่ทำพรีเซนต์งานใหญ่สุดของไตรมาส ฝ่ายโปรเจกต์ว่าต้องหัดทำงานสัมพันธ์กันให้ได้ ทั้งคู่ต่างพยายามเก็บอารมณ์ แม้จะรู้ว่าความคิดตัวเองสวนทางกันตลอด หลินเป็นสายไอเดียสดใส กราฟิกจัดจ้าน เนมกลับเน้นเรียบง่าย จริงจังและวางแผนเป๊ะ
ระหว่างทำงานด้วยกัน หลินเสนอว่าควรใช้อารมณ์ขันโฆษณาให้เป็นไวรัล เนมหยิบสเก็ตช์รูปตลกที่เธอวาดทิ้งไว้ขึ้นมาดู “ผมไม่คิดว่าลูกค้าจะเอาด้วย—แต่ลองดูไหม” ประโยคที่ทั้งกัดทั้งเอาด้วย ทำให้หลินกลอกตา แต่แอบยิ้มเจือจาง
ค่ำวันหนึ่ง ทั้งคู่ยังอยู่ที่ออฟฟิศ เครียดกับการรีบทำงาน หลินยื่นกาแฟเย็นให้เนมแบบไม่พูดอะไร เนมหยิบไปด้วยความเก้อเขิน นาทีที่ต่างคนต่างทำงานเงียบๆ เสียงฝนนอกรถกึ่มๆ กลายเป็นฉากหลัง นานจนกระทั่งเนมพูดขึ้นมา
“คุณเคยทำอะไรผิด แล้วไม่กล้าบอกใครบ้างไหม”
หลินนิ่งไป นึกถึงเงินกู้ก้อนใหญ่ที่แบกรับเรื่องครอบครัวอยู่ แต่แค่ถอนใจยาว
“เยอะค่ะ ผิดจนอยากลืมตัวเองแล้วบางที”
เนมหัวเราะในลำคอ ดวงตาอ่อนลง แต่ไม่ได้พูดต่อ
บ่ายวันนึง หลินนัดเนมไปร้านอาหารตามสั่งหน้าปากซอย เธอสั่งข้าวผัดหมูกรอบมาแบ่งกัน ตามด้วยซุปกิมจิประหลาดที่เนมแอบติดใจแต่ไม่กล้าบอก
ระหว่างกิน หลินจ้องหน้าถามตรงๆ
“เนม เป้าหมายชีวิตคุณคืออะไร”
เนมชะงัก มองมือที่กวนซุปช้าๆ แล้วตอบลังเล
“อยากมีออฟฟิศเป็นของตัวเอง…แต่ก็กลัวจะล้มเหลวเหมือนพ่อ” เขาหยุดพูด เหงื่อตามไรผมซึม
หลินสบตานิ่ง
“ทุกคนกลัวหมดแหละ แต่เราก็เดินไปต่อได้นะ”
บรรยากาศในสายตาทั้งคู่แผ่วเบา ลึกซึ้งกว่าครั้งแรกที่เจอกันมาก
วันพรีเซนต์งานจริง ฝนยังตก เนมถือแฟ้มแน่นจนมือสั่น หลินหยิบปากกาใส่มือเขา เหมือนส่งพลังใจโดยไม่ได้พูดอะไร
กลางห้องประชุมใหญ่ หลินเปิดสไลด์งานเล่นมุกแบบที่ซ้อมกัน เนมเสริมเนื้อหาอย่างมั่นใจ ทีมลูกค้าหัวเราะ ทีมงานก็แอบชมหลังจบงาน แต่พอจบ เฟิร์น—เพื่อนร่วมงานที่เคยแอบชอบเนม—เดินเข้ามาคุยกับเนมสองต่อสอง หลินเห็นภาพนั้นแล้วตะกุกตะกักใจแปลกๆ
หลังงาน หลินเดินออกไปรอรถเมล์คนเดียวกลางฝน เนมวิ่งตามออกมาแต่พอเจอว่าเฟิร์นมายืนคุยด้วย หลินก็ผละเดินไปโดยไม่หันกลับ
บรรยากาศในออฟฟิศวันถัดมาหนักอึ้งเนื่องจากข่าวลือว่าเนมกับเฟิร์นเริ่มสานสัมพันธ์กัน หลินเก็บตัว เงียบผิดปกติ สายตาเนมมองมาก็รีบหลบ เวลาเที่ยง เนมวางโน้ตไว้บนโต๊ะหลิน “รู้ว่าเข้าใจผิด แต่ขอคุยหน่อย”
คืนนั้น ทั้งคู่นัดกันที่สะพานข้ามคลองใกล้คอนโดหลิน ฝนพรำ เนมยิ้มแหย
“คุณคิดว่าผมกับเฟิร์น…”
หลินรีบพูดสวน
“คุณไม่ต้องอธิบายก็ได้ มันเรื่องของคุณ” เสียงหลินสั่น
เนมหยุดนิ่งไปนาน
“เราทำอะไรพลาดไปหรือเปล่า ผม…ไม่อยากเสียทีม ไม่อยากเสียคุณด้วย”
หลินหยุดเดิน มองหน้าครู่ใหญ่ ความเงียบคราวนั้นยาวนานกว่าฝนโปรย
“คุณเคยสงสัยไหม ว่าทำไมเราต้องกลัวความผิดพลาดมากขนาดนี้”
เนมหันไปสบตา
“ผมเคยล้มเหลวในอดีต ถ้าผิดซ้ำอีกคนจะไม่เอาผมเข้ามหาลัย พ่อกับแม่ทะเลาะจนบ้านแตก…ผมไม่อยากเป็นแบบนั้นอีก”
หลินยืนฟัง คำพูดเหล่านั้นเหมือนไม่ได้เป็นแค่คำอธิบาย แต่คือหัวใจของเนม
“แล้วคุณล่ะ มีอะไรอยากบอกผมบ้างไหม”
หลินกลืนคำ อยากเริ่มใหม่ อยากลบหนี้สินที่ครอบครัวสร้างไว้ แต่เธอก็พูดต่อ
“เรากลัวล้มเหลวเท่าๆ กับคุณ แต่เราไม่ได้กลัวการเริ่มใหม่อีกครั้ง”
ทั้งคู่สบตาในความเงียบ สองคนหายใจระส่ำไปพร้อมหยาดฝนที่ค่อยๆ หยุด
ความสัมพันธ์พลิกเปลี่ยน หลังจากวันนั้น หลินกับเนมเริ่มเข้าใจกันมากขึ้น เฝ้ามองกันอย่างไม่พูดตรงๆ แต่แสดงออกมากขึ้นผ่านการช่วยเหลือเล็กๆ พูดขอบคุณและขอโทษกันบ้าง แม้ยังไม่กล้าสารภาพความรู้สึกโดยตรง
อาทิตย์ต่อมา หลินตัดสินใจยื่นใบลาออก เพราะต้องไปดูแลแม่ที่ต่างจังหวัด เนมรู้ข่าวจากฝ่ายบุคคล พลันรู้สึกคล้ายขาดอะไรในหัวใจ พยายามโทรหาแต่หลินไม่รับ
วันสุดท้ายของหลินในออฟฟิศ เนมเขียนโน้ตสั้นๆ วางไว้โต๊ะหลิน “ขอบคุณที่เป็นเพื่อน เป็นคู่แข่ง และเป็น…ทุกอย่างที่ผมกลัวจะเสียไป”
หลินอ่านแล้วร้องไห้ รีบวิ่งลงมาที่ลานจอดรถในฝนที่โปรย หน้าต่างกระจกสะท้อนหยดน้ำ เนมยืนรออยู่
“ผมกลัวความผิดพลาด แต่กลัวเสียคุณมากกว่า…ถ้าผมยอมให้อภัยตัวเองได้ คุณจะกลับมาหาเราไหม”
หลินกอดแฟ้มแน่น น้ำตาไหลแต่ยิ้มทั้งน้ำตา
“ถ้าคุณยังเป็นเนมที่จริงใจกับเราเสมอ เราไปที่ไหนก็ไม่หายไปจากกันหรอกเนม”
ทั้งคู่ยืนนิ่งในความเงียบยาวนาน ปล่อยให้ฟ้าฝนตกกระทบใจและอดีตที่ยังให้อภัยไม่ได้ค่อยแปรเปลี่ยน
เดือนต่อมา เนมเปิดสตูดิโอเล็กๆ ของตัวเอง หลินแม้อยู่ต่างจังหวัดก็วิดีโอคอลมาช่วยงานทั้งคืน วันนึง หลินบอกว่าแม่อาการดีขึ้น จะกลับมากรุงเทพฯ ทั้งคู่เจอกันที่คาเฟ่—ราวกับโลกหมุนให้สองคนได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง
เนมจับมือหลิน เขินอายที่ต้านไว้ไม่อยู่
เสียงฝนตกเบาๆ ลงบนกระจก และเสียงหัวใจสองดวงที่ค่อยๆ ให้อภัยและเรียนรู้ความหมายของการอยู่เคียงข้างกันโดยไม่ต้องวิ่งหนีอดีตอีกต่อไป