ฤดูฝนที่ไม่มีใครรอ
เสียงฝนตกกระทบกระจกเป็นจังหวะสม่ำเสมอในเช้าวันจันทร์แรกของขวัญ หญิงสาววัยยี่สิบสี่ สะพายกระเป๋าผ้าสีซีด ท่ามกลางออฟฟิศบริษัทโฆษณาบนถนนนราธิวาส คนใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวังและความประหม่าระคนกัน เธอกวาดสายตามองหาที่ว่าง ก่อนจะเจอเก้าอี้ข้างชายหนุ่มผมยาวเล็กน้อย ใส่แจ็กเก็ตยีนส์ขาด ๆ เห็นหล่อแต่ดวงตาขุ่นหมอง หัวหน้าทีมชื่อโจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ขวัญหยิบนามบัตรใบเล็กส่งให้ โจเหลือบมองอย่างเฉยเมยก่อนจะพูดขึ้น “ขวัญใช่มั้ย? ฝากตัวด้วยเหรอ หวังว่าจะไม่ลาออกก่อนฝนหยุดนะ ทุกปีทีมเราหายทุกซีซั่นฝน” เสียงขำแผ่ว ๆ ผ่านมาจากโต๊ะข้าง ๆ ขวัญยิ้มบาง ๆ พลางพยักหน้า ไม่โต้ตอบ
แผ่นกระจกใสบาง ๆ เป็นเหมือนกำแพงระหว่างคนสองคน โจหลบสายตาขวัญเสมอเวลาแนะนำงาน ขวัญฟังเงียบ คิ้วขมวดขณะจดบันทึก เธอไม่เข้าใจดีไซน์ที่โจชอบ อีเมลเป็นสิบยังรออยู่ โจแสดงความรำคาญรุนแรงกว่าใคร
“ลองคิดเองดูบ้างได้มั้ย? ทำโฆษณาไม่ใช่จดตามตำรา เบื่อเด็กจบใหม่ที่เอาแต่กลัวผิดไปวัน ๆ” โจพูดในที่ประชุม ขวัญหุบปาก ไม่เถียง เพื่อนร่วมทีมต่างเงยหน้าขึ้นชะเง้อดู ขวัญคิดอยู่ในใจ: ฉันควรลาออกเลยมั้ยนะ?
เย็นวันหนึ่ง ขวัญเดินตากฝนกลับคอนโด น้ำฝนไหลซึมเข้ารองเท้าผ้าใบ เธอกัดฟันเดินเร่งฝีเท้า ริมทางเดินเศษกระดาษใบหนึ่งปลิวมาติดปลายรองเท้า มันคือโปสเตอร์รุ่นเก่ากับโลโก้ที่ขวัญลอกเลียนมาโดยไม่ตั้งใจในงานแรก เธอหยิบขึ้นมากำแน่น ถอนใจ สองเท้ายังคงเดินข้ามสะพานลอยหัวใจหนักอึ้ง
วันต่อมา โจนั่งสูบบุหรี่อยู่ริมระเบียงออฟฟิศ ขวัญเดินผ่านโดยไม่พูดอะไร ทั้งสองมองผ่านสายฝนเส้นสีเทา ๆ ไปยังแสงไฟในกรุงเทพฯที่หมองหม่น เพียงความเงียบระหว่างพวกเขาเท่านั้นที่รับรู้
สองอาทิตย์ผ่าน รายงานเงินเดือนออก โจนั่งขยี้กระดาษโยนใส่ถังขยะ หน้าตึงเครียด ขวัญเดินมาเก็บใบนั้นขึ้น โจเหลือบมองและกระซิบลอย ๆ “ฝนทำให้คนหดหู่เนอะ มึงว่ามั้ย?” ขวัญหัวเราะเล็กน้อย “แต่ฉันว่า มันทำให้เราได้เห็นอะไรชัดขึ้นนะพี่โจ” โจนิ่งไป ลึก ๆ มีแววสะท้อนในแววตา
บ่ายวันนั้น หัวหน้าประกาศไอเดียไฟนอลสู้กับค่ายคู่แข่ง ทุกคนในทีมเริ่มพูดกันเสียงดัง ขวัญเงียบฟัง โจจ้องเธออยู่นาน ๆ ก่อนถามเบา ๆ “มีอะไรจะเสนอมั้ย? อยากโอกาสก็พูดออกมา” ขวัญลังเลชั่วขณะ ก่อนตัดสินใจเอ่ย “ถ้าลองใช้แง่มุมผู้หญิงในความโดดเดี่ยว … จะเวิร์กมั้ยคะ?” เสียงเธอสั่นเล็กน้อย
โจพยักหน้า “คิดต่อไปดิ แต่พรุ่งนี้รีบนำเสนอนะ ถ้าไม่ชัดก็โดนด่า” ใช้สายตาเป็นเหมือนความหวังผสมน้ำเย็นเยียบที่ตกลงมา
คืนเดียวกัน ขวัญกลับถึงห้อง เธอวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะแล้วเปิดสมุดสเก็ตช์ ลองวาดไอเดียตามแบบที่คิด เสียงสายฝนยังคงซัดหน้าต่าง เธอหยุดมองภาพถ่ายเก่ากับรอยยิ้มแม่ รู้ตัวดีว่ายังพูดถึงอดีตไม่ได้ทุกครั้งที่รัก การสูญเสียจบทุกอย่างไม่ได้
ในเวิร์กช็อปรุ่งเช้า โจถือกระบอกกาแฟเดินเข้ามา เหลือบดูภาพร่างของขวัญโดยบังเอิญ “แม่ม…ก็คิดได้แปลกดีนะ แต่ก็กล้าใช้” เสียงแหบแผ่ว ขวัญเหลือบตาใจเต้นแรง โจยึดภาพร่าง เธอเม้มปาก รอคำตำหนิ ทว่าเขากลับพูดว่า “ฉันผิดเอง …ที่วันก่อนพูดแรงไป เอาไอเดียเธอไปต่อยอดละกัน”
ห้องประชุมเต็มไปด้วยแรงกดดัน ตอนขวัญพรีเซนต์โจเงียบผิดปกติ หัวหน้าทีมตั้งคำถามเยอะแยะ ทุกคนลอบเหลือบมองสีหน้ากันและกัน โมเมนต์นั้น ขวัญตัวเกร็งแต่พยายามพูดให้จบ สุดท้ายโจเป็นคนปิดท้าย “ใช่! เอาแบบขวัญก็ได้ มีเหตุผลมากกว่าน่าเบื่อเดิม ๆ เยอะ”
ระหว่างเซตฉากถ่ายงาน ฝนโปรยลงเบา ๆ ขวัญเปียกปอนแต่ไม่กล้าคลุมผ้าใบ โจก้าวเข้ามา หยิบร่มส่งทั้งที่ไม่สบตา “อยากป่วยมั้ยล่ะ? ไว้ใจเหลือเกิน” ขวัญรับร่ม ยิ้มเบา ๆ “ขอบคุณค่ะ …ไม่ค่อยมีใครฝากร่มให้มานานแล้ว”
โจถอนหายใจช้า ๆ หลังฉากถ่ายงานผ่านไป เขาเดินไปหยิบน้ำ เหงื่อซึมออกจากขมับ มองขวัญที่กำลังตรวจไฟ หัวใจรู้สึกแปลก หากแต่ยังปิดปากแน่น
งานส่งเคสแรกสำเร็จ ทีมจัดปาร์ตี้เล็ก ๆ โจนั่งมุม เงียบ ขวัญมาขอนั่งด้วย โจขำฝืด “ถ้าไม่มีใครอยากคุยกับฉันก็ไปนั่งโต๊ะอื่นนะ” ขวัญหัวเราะแบบไม่เต็มใจ “ฉันไม่ชอบเสียงดัง …ที่นี่คุยกันได้ดีที่สุดแล้ว”
โจเอียงหัวด้วยความสงสัย “เอ๊ะ จริงดิ? ไม่เหมือนคนอื่นเลยนะ” ขวัญส่ายหน้า “ฉันเคยเชื่อใจผิด …เลยระวังตัวมากเกินไปหน่อย ขอโทษถ้าบางทีดูเหมือนไม่อยากยุ่ง” โจเงียบครู่หนึ่ง คำพูดดีดสะท้อนใจเขา สีหน้าโผล่แววน้อยใจปนละอายใจจนขวัญสังเกตเห็น
วันรุ่งขึ้น ทีมได้รับโจทย์โปรเจกต์ใหม่จากต่างประเทศ ทุกคนเครียด โจกลายเป็นคนกดดันสุด เขาควบคุมรายละเอียด งานผิดเพี้ยนจุดเดียวก็ตะคอกไม่ยั้ง ขวัญพยายามเข้าใจแต่บางวันเธอเองก็อั้นไม่อยู่ เสียงแว่วถามขึ้นเบา ๆ ระหว่างรอไฟแดง “ทำไมพี่โจต้องโกรธแรงขนาดนี้? ไม่เหนื่อยบ้างเหรอคะ?” โจนิ่งไปนาน ก่อนพูดเบา ๆ “มันเหมือนฝนตกในใจมาตลอด”
ขวัญฟังแล้วเลือกเงียบ สองคนนั่งในรถด้วยกัน ท่ามกลางเสียงใบปัดน้ำฝนและความเงียบขรึม ไม่มีถ้อยคำใดตกลงมาต่อ
เมื่อถึงคืนวันส่งเคสใหญ่ โจด่าว่าทีมกลางสายฝนเพราะวิดีโอไม่ตรงสคริปต์ ขวัญยืนดูเขาตะโกน ทุกคนซึม ขวัญอดทนไม่ไหว เดินเข้าไปมองหน้าตรง ๆ ก่อนเอ่ยเสียงสั่น “พี่รู้มั้ย ว่าคำพูดพี่ทำให้ทุกคนกลัวจนไม่มีใครกล้าทำอะไรใหม่ ๆ อีก พี่เคยคิดมั้ยว่าทีมจะไปต่อได้ยังไงถ้าไม่มีศรัทธาในกัน?”
โจอึ้งไป มุมปากกระตุกเหมือนจะพูดอะไรแต่กลับนิ่งเงียบ ฝนซัดกระจกหลังคาทำให้เวลาหยุดนิ่ง ดูเหมือนทีมสั่นคลอน แต่ทุกคนต่างเงยหน้าขวัญเป็นคนแรก โจยังคงเงียบ นัยน์ตาแปลก ๆ เศร้าและยอมรับความจริงเอง
งานใหญ่ผ่านไปพร้อมความจืดจางในทีม ขวัญรู้สึกตัวว่าอยากอยู่ลำพัง เธอเขียนใบลาในเย็นวันหนึ่ง วางไว้บนโต๊ะ โจพบแต่ไม่พูดอะไร เดินผ่านไปเฉย ๆ คืนนั้นฝนตกหนักกว่าทุกคืนที่ผ่านมา
รุ่งเช้า ขวัญเดินออกจากบริษัทอย่างช้า ๆ ละอองฝนกระเซ็นเปียกเสื้อ โจถือร่มไล่ตามออกมา เดินอยู่ข้าง ๆ ทั้งที่ไม่มีอะไรจะพูดได้ดีกว่านั้น สุดท้ายเขาตัดสินใจหยุดเดิน หายใจลึก “ขวัญ ถามจริง ๆ เธอกลัวฉันมาขอโทษเหรอ หรือเธอกลัวฉันขาดเธอไม่ได้กันแน่?”
ขวัญนิ่ง ตาแดงแฝงน้ำฝน เธอไม่ตอบทันที “ฉันกลัวตัวเองจะอ่อนไหวกับคำขอโทษมากเกินไป … แต่ฉันก็กลัวโลกที่ไม่มีพี่โจอยู่เหมือนกัน”
โจหัวเราะในลำคอ แววตานุ่มนวลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ถ้างั้นอยู่ต่อมั้ย? อย่างน้อยอยู่จนฝนหยุดก็พอ … ทีมเราจะได้ไม่ขาดอีก”
ขวัญสบตายิ้มละมุนทั้งน้ำตา “ตกลงค่ะ … แต่ถ้าฝนไม่หยุดสักทีล่ะคะ?”
โจยิ้ม มองฟ้าเทาที่ไกลโพ้น “ถ้าฝนไม่หยุด เราก็อยู่ด้วยกันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีแสงแดดของเราเอง แล้ววันนั้นถ้าเธออยากไป…ฉันจะไม่รั้ง”
สายลมใหม่พัดกลิ่นเปียกฝนผ่านช่องร่ม ทั้งสองเดินเคียงข้าง ท่ามกลางถนนในกรุงเทพฯฤดูฝนที่เหมือนไม่มีใครรอแต่สุดท้ายก็กลับมาเติมเต็มกันในวันที่โลกเปียกปริ่ม