คืนสุดท้ายที่หอแสงเดือน
เสียงล้อรถแท็กซี่หยุดสนิทหน้าประตูรั้วหอพักหญิงแสงเดือน ไฟหน้ารถสาดส่องให้เห็นเงาไม้ใหญ่โยกไหวเหนือซุ้มประตูเก่าที่สีลอกเป็นแผ่น ๆ ในความเงียบงันของค่ำคืนต้นฤดูฝน มีเสียงฝนซ่าเบา ๆ เคล้าสายลมเย็นจับขั้วหัวใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แนนยืนลังเลอยู่ข้างกระเป๋าเดินทาง ดวงตาเธอเหลือบมองแสงไฟในห้องโถงที่ส่องลอดม่านเก่า ๆ ออกมา ก่อนจะหันไปมองเพื่อนอีกสามคน—มุก ผู้มีสีหน้าขรึมจัดเหมือนเป็นนิสัย ต่าย สาวร่างเล็กที่เอาแต่ก้มหน้างุด ๆ และฝน ที่ยืนกอดอกพลางมองประตูด้วยแววตาระแวง
“เข้าไปกันเถอะ” มุกพูดเบา ๆ คล้ายกึ่งบังคับกึ่งขอร้อง
แนนสูดหายใจลึก ๆ ก่อนเปิดประตูเหล็กที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดดังสนั่นไปทั่ว พวกเธอเดินเข้าไปในห้องโถงที่ยังดูเหมือนเดิมแม้ผ่านไปสี่ปี—โซฟาหนังเก่าขาด ๆ โต๊ะไม้มีรอยขูดขีดและโปสเตอร์กีฬานักศึกษาเหลืองกรอบติดผนัง
“ที่นี่…เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนเลยนะ” ต่ายพูดเบา ๆ แต่เสียงสั่น
“แค่มันเก่าขึ้นกับว่างเปล่าขึ้น” ฝนตอบ พลางปรายตาไปทางเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ที่ไม่มีใครอยู่
แนนมองไปรอบห้อง ความทรงจำเก่า ๆ หวนกลับมา ราวกับกลิ่นอับชื้นและเสียงฝีเท้าในทางเดินยังติดค้างอยู่ในอากาศ
“คืนนี้เราจะนอนกันห้องเดิมใช่ไหม?” มุกเอ่ยถาม
“ใช่…ที่เดิม” แนนตอบช้า ๆ ก่อนกลืนน้ำลายฝืดคอ
พวกเธอขึ้นไปชั้นสอง มือแต่ละคนแตะราวบันไดไม้ที่เย็นเฉียบอย่างไม่รู้ตัว ทุกย่างก้าวมีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดประสานกับเงาของพวกเธอที่ทอดยาวบนผนังสีหม่น
หน้าห้อง 209 ประตูปิดสนิท กลอนเก่าครูดดังขณะที่แนนไขกุญแจเข้าไปในห้อง กลิ่นอับและกลิ่นธูปจาง ๆ ตีขึ้นจมูก ราวกับมีใครเพิ่งจุดทิ้งไว้ไม่นาน
ฝนยิ้มจาง ๆ “ฉันลืมกลิ่นนี้ไปแล้ว…”
“ฉันไม่ได้อยากจำมันหรอก” ต่ายพูดแผ่ว ๆ
แล้วความเงียบก็โรยตัวลงมา พวกเธอจัดข้าวของเงียบ ๆ มีเพียงเสียงกล่องข้าวพลาสติกกระทบกันเบา ๆ
“เอ่อ…ใครจะกินข้าวกล่องก่อนมั้ย?” แนนเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความอึดอัด
“ฉันยังไม่หิว” มุกตอบทันที น้ำเสียงแข็ง
ฝนหยิบขวดน้ำขึ้นมาดื่ม หัวเราะแห้ง ๆ “หรือเราจะเล่นเกมทายใจเหมือนตอนปีหนึ่งดี?”
ไม่มีใครตอบทันที บรรยากาศตึงเครียดจนได้ยินเสียงหายใจของแต่ละคนชัดเจน
“ไม่เอา…” ต่ายพูดแผ่ว ๆ “ฉัน…ไม่อยากรื้อความทรงจำพวกนั้น”
แนนพยักหน้า แม้ในใจจะรู้สึกว่ามีบางอย่างค้างคา ชวนให้อึดอัดเหมือนมีอะไรติดอยู่ในลำคอ
เสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นจากห้องน้ำภายในห้อง เหมือนเสียงหยดน้ำกระทบกระเบื้อง มุกลุกขึ้นเดินไปหยุดหน้าประตู ก้มมองใต้ประตูแล้วชะงัก
“ใครลืมปิดก๊อกน้ำเหรอ?” มุกหันมาถาม แต่ไม่มีใครตอบ
ฝนลุกขึ้น เดินไปเปิดประตูห้องน้ำ กลิ่นน้ำเน่าเหม็นโชยออกมา ก๊อกน้ำปิดสนิทแต่หยดน้ำยังหยดลงอ่าง ทั้งที่ไม่มีคราบน้ำเปียกบนก๊อกเลย
“แปลกจัง…” ฝนพึมพำ พลางเช็ดหยดน้ำแล้วปิดประตู
แนนนั่งลงบนขอบเตียง มือกำผ้าห่มแน่น
“ขอบคุณที่มากันนะ” เธอพูดเบา ๆ “ฉันแค่อยาก…ปิดเรื่องนี้ให้จบ”
มุกมองแนนนิ่ง ๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนี
เสียงนาฬิกาบนผนังเดินต่อไปอย่างเชื่องช้า เงาของเข็มนาฬิกาทอดยาวบนพื้นเหมือนกำลังลากบางสิ่งไปกับเวลา
1 ชั่วโมงต่อมา พวกเธอยังคงเงียบ ต่างคนต่างนั่งอยู่ในโลกของตัวเอง ราวกับกำลังตั้งใจฟังเสียงอะไรบางอย่างที่ไม่ควรได้ยิน
จนกระทั่ง…เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ สามครั้ง
ทุกคนหันขวับไปมอง
“มีใครขึ้นมาหรือเปล่า?” ฝนถามเสียงเบา
ต่ายส่ายหน้า “ตอนเราเข้ามาไม่มีใครเลย”
แนนเดินไปมองช่องตาแมว เห็นเพียงความมืดสนิท
เสียงเคาะเงียบไป ทิ้งความเย็นยะเยือกไว้ในห้อง
“คงลมกระมัง” มุกพยายามหัวเราะเบา ๆ
แต่ฝนกระซิบ “แต่เมื่อกี้…เหมือนมีเสียงคนเรียกชื่อเราเบา ๆ ด้วย”
แนนชะงัก เงียบนานก่อนพูดว่า “ใคร…ได้ยินอีกไหม?”
ต่ายหน้าเสีย “ฉันไม่ได้ยิน…แต่ฉันรู้สึก เหมือน…ใครบางคนกำลังมองอยู่”
บรรยากาศในห้องหนักอึ้ง พวกเธอตัดสินใจเปิดไฟทั้งห้อง แต่มุมมืดยังคงทาบทับอยู่อย่างดื้อรั้น
“ปีนั้น…เราย้ายออกเพราะอะไรนะ?” ฝนถามขึ้นมา
“ก็…เพราะไฟไหม้ห้อง 211 ไง” มุกตอบทันที “แต่ไม่มีใครตายไม่ใช่เหรอ?”
แนนเบือนหน้า หลบสายตาทุกคน
“ถ้าจำไม่ผิด…มีคนหายไปคืนนั้น” ต่ายค่อย ๆ พูด
เสียงฝนหายใจแรงขึ้น “เราอย่าพูดถึงมันเลย”
เงียบ…เงียบมากจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นในอก
ประตูห้องน้ำเปิดเองเบา ๆ เสียงบานพับดังครืด มุกสะดุ้งลุกขึ้นรีบปิดทันที
“พอเถอะ…ฉันไม่อยู่แล้ว” มุกคว้ากระเป๋าจะเดินออกจากห้อง
แต่ประตูห้องกลับขยับได้แค่ครึ่งเดียว เสียงล็อกดังแกรก ๆ เหมือนมีคนล็อกจากนอกห้อง
ฝนเดินไปลองบิดกลอน ประตูไม่ขยับแม้แต่น้อย
“ใครล็อก?” แนนพึมพำ มือเย็นเฉียบจนเริ่มสั่น
“นี่มันเรื่องบ้าอะไร…” มุกกระซิบ ใจเต้นแรงจนแทบได้ยิน
ต่ายยืนตัวสั่น น้ำตาคลอเบ้า “เรา…ติดอยู่ที่นี่เหรอ?”
แล้วไฟห้องกะพริบวูบ…เงาบางอย่างผ่านกระจกหน้าต่างอย่างรวดเร็ว ทุกคนหันขวับไปทันที
ฝนเดินไปมองใกล้ ๆ แล้วชะงักเมื่อเห็นรอยนิ้วมือเปื้อนฝ้าอยู่บนกระจก—มากกว่าจำนวนมือที่ควรมีในห้องนี้
“นั่น…ใคร?” ฝนเสียงสั่น
ไม่มีใครตอบ มุกถอยกลับมายืนติดผนัง มือบีบกระเป๋าแน่น
แนนพยายามตั้งสติ “เราต้องหาทางออก…”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แรงขึ้น รัวและหนักแน่นจนประตูสั่น
ฝนร้องไห้ออกมา “พวกเราไปขอโทษเถอะ! อะไรก็ได้ ฉันไม่ไหวแล้ว!”
แนนกัดปากแน่น น้ำตาไหล “ขอโทษใคร…เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราทำอะไรผิด!”
มุกกระซิบเบา ๆ “เรารู้…แต่เราแค่ไม่อยากพูด”
ต่ายครางเสียงสั่น “คืนนั้น…ห้อง 211…เราทำอะไรลงไปกันแน่?”
ไฟดับลงในวินาทีนั้น ทุกอย่างจมอยู่ในความมืดสนิท ได้ยินแค่เสียงหอบหายใจและเสียงกุกกักบางอย่างในห้องน้ำ
มุกเป็นคนแรกที่เดินไปเปิดไฟฉายมือถือ แต่แสงนั้นส่องเห็นแค่ปลายเตียงกับเงาทะมึนคล้ายคนยืนอยู่ในมุมห้อง
ไม่มีใครกล้าขยับ
เสียงฝนกระซิบ “นั่นใคร…ใครอยู่ตรงนั้น…”
เงานั้นขยับเบา ๆ สะท้อนในกระจกเงาข้างตู้เสื้อผ้า ก่อนจะหายวับไปเหมือนไม่เคยมีตัวตน
ต่ายร้องไห้สะอึกสะอื้น “ฉันจำได้แล้ว…คืนนั้น…เราปิดประตูห้องนั้นไว้ เราไม่ช่วยเธอออกมา…”
แนนยกมือปิดปาก น้ำตาไหลพราก
มุกพึมพำ “เราไม่ได้ตั้งใจ…เราคิดว่าเธอแค่แกล้ง…”
เสียงกุกกักในห้องน้ำดังขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับมีใครกำลังเดินวนรอบอ่างล้างหน้า เสียงหยดน้ำกลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ดังผิดปกติ เหมือนเสียงหยดเลือดแต่ไม่มีเลือดให้เห็น
แนนรวบรวมความกล้า เดินไปเปิดประตูห้องน้ำ พบเพียงเงาวูบในกระจกที่หายไปทันที
มุกหันมามองแนน “เราต้องออกไปขอโทษเธอ…ขอโทษจริง ๆ”
ไฟกลับมาติดอีกครั้ง ห้องยังคงเหมือนเดิมแต่กลับรู้สึกแคบลง
เสียงเคาะดังขึ้นเรื่อย ๆ ดูเหมือนไม่จบสิ้น
ฝนร้องไห้ลั่น “พอเถอะ! ออกมาคุยกับพวกเราเถอะ!”
แต่ไม่มีใครตอบ มีเพียงเสียงสะอื้นเบา ๆ ดังลอดมาจากห้องน้ำ
แนนเดินไปนั่งข้างประตูห้องน้ำ วางมือแนบกับบานประตู “ขอโทษ…เราขอโทษจริง ๆ”
จู่ ๆ ประตูห้องน้ำก็เปิดออกเองอย่างเบามาก อากาศในห้องเย็นเยียบ มีกลิ่นดินเปียกโชยมา
ภายในห้องน้ำ ไม่มีใคร ไม่มีอะไรผิดปกติ นอกจากภาพเงาผู้หญิงคนหนึ่งบนกระจกที่ยืนมองพวกเธออยู่ แม้ไม่มีตัวเป็น ๆ ในห้อง
แนนร้องไห้ โผเข้ากอดเพื่อน ๆ ทุกคนรวมตัวกันแน่น เสียงสะอื้นสะท้อนในความเงียบ
เสียงกระซิบดังแทรกจากห้องน้ำคล้ายเสียงผู้หญิงที่คุ้นเคย “จำฉันได้ไหม…”
แนนสั่นสะท้าน “เราขอโทษ…เรากลัว…เราไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเลย”
เงาบนกระจกยังคงนิ่งมองทุกคน ราวกับกำลังรอคำสารภาพ
มุกฝืนใจพูด “พวกเรา…เป็นคนล็อกประตูห้องนั้น เพราะคิดว่าเธอแกล้งจะจุดไฟเล่น”
ต่ายสะอื้น “ขอโทษ…ขอโทษจริง ๆ…”
เสียงหยดน้ำหยุดลง เงาบนกระจกเลือนหายไปช้า ๆ เหลือเพียงไอน้ำที่เกาะเป็นรูปมือ
ไฟในห้องกลับมาติดอย่างปกติ ทุกอย่างเงียบสงัดจนน่ากลัว
ฝนค่อย ๆ เดินไปเปิดประตูห้อง พบว่าเปิดออกได้โดยง่าย
ทุกคนหันมามองหน้ากัน ไม่มีใครกล้ายิ้มหรือร้องไห้ ทุกสายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความหวาดกลัวที่ไม่รู้ว่าจะจางหายไปได้เมื่อไร
แนนเหลือบมองภาพในกระจกอีกครั้ง ก่อนจะรีบเดินออกจากห้อง 209 ไปพร้อมเพื่อน ๆ โดยไม่มีใครพูดอะไรซักคำ
เมื่อประตูปิดลง เงาของหญิงสาวยังคงสะท้อนอยู่บนบานกระจกในห้องน้ำ ราวกับเธอยังรอคอยบางสิ่งที่ไม่เคยได้รับ…