เงาสลัวในเรือนร้าง
เสียงกบเขียดดังระงมในช่วงหัวค่ำ อากาศเหนียวชื้นของฤดูฝนกดทับร่างของ “อร” หญิงสาววัยยี่สิบแปดปีที่เดินลากกระเป๋าเดินทางใบเก่าเข้ามาในบ้านไม้สองชั้นกลางทุ่งร้างในอำเภอเล็ก ๆ เธอยืนหยุดหน้าประตูไม้ที่ปิดสนิท มองเงาของตัวเองในแสงไฟหน้าบ้านที่ริบหรี่ นัยน์ตาเธอสะท้อนความกังวลและเหนื่อยล้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แม่…” อรเอ่ยเสียงแผ่วขณะไขกุญแจเข้าบ้าน ความเงียบในบ้านดูหนักกว่าทุกครั้งที่เธอเคยกลับมา และกลิ่นอับชื้นปะทะจมูกทันทีที่ประตูเปิด
แม่ของอรนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้โยกในมุมมืดของห้องรับแขก พอเห็นลูกสาวเดินเข้ามา แม่เงยหน้าขึ้นช้า ๆ “อร กลับมาแล้วเหรอลูก” เสียงแหบพร่าดังแผ่ว “แม่รออยู่…”
อรพยักหน้า เดินเข้าไปกุมมือลีบเล็กของแม่ จ้องไปยังม่านหน้าต่างฝั่งตะวันตกที่ปลิวไหวเบา ๆ ทั้งที่ไม่มีลม
“เมื่อวานก็มีเสียงอีกสินะ” อรเอ่ยเบา ๆ พลางมองออกไปยังเรือนร้างข้างบ้าน ที่ตั้งโดดเดี่ยวใต้ต้นไม้ใหญ่
แม่เงียบไปนานก่อนจะตอบ “เสียงแบบนี้…ไม่เคยหายไปเลยลูก”
กลางคืน อรนอนฟังเสียงฝนหยาดกระทบหลังคา ท่ามกลางความเงียบ เธอได้ยินเสียงขูดเบา ๆ จากผนังด้านติดเรือนร้างคล้ายเสียงเล็บกรีดไม้ อรหลับตาแน่น และหลับไปด้วยความกังวล
เช้าวันต่อมา อรเดินสำรวจรอบบ้าน พบรอยเปื้อนดำ ๆ บนผนังฝั่งติดเรือนร้าง เธอถอนใจและเดินไปยังครัว เห็น “ป้าแสง” หญิงสูงวัยเพื่อนบ้าน กำลังจัดของใส่บาตรอยู่
“เมื่อคืนอรได้ยินอีกแล้วเหรอ” ป้าแสงถามพลางหยิบข้าวเหนียวใส่ถุง “เด็กแถวนี้มันก็ไม่กล้าเข้าใกล้เงานั่นทั้งนั้นแหละ”
อรลังเลก่อนตอบ “ป้าเคยเห็นอะไร…ในเรือนนั้นไหม”
ป้าแสงหยุดมือไปชั่วครู่ “แค่เสียง…แบบที่เอ็งได้ยินนั่นแหละลูก” คำพูดขาดห้วงเหมือนมีอะไรในใจ
สายวันนั้น อรตัดสินใจเดินไปยังเรือนร้าง มันกรอบเก่า หลังคาแหว่ง สนิมจับประตูเหล็ก เธอยืนมองอยู่นานก่อนจะเอื้อมมือไปแตะลูกบิด เสียงแว่วคล้ายลมหายใจดังลอดออกมา อรชักมือกลับทันที
คืนนั้นเสียงขูดผนังดังขึ้นอีก มันยาวนานกว่าเดิม อรรู้สึกเหมือนมีอะไรขยับอยู่ด้านนอกหน้าต่าง เธอลุกเดินไปแง้มม่าน มองออกไปเห็นเงาดำ ๆ ขยับไหว ๆ ในความมืด เธอรีบปิดม่านแน่น ใจเต้นแรง
วันถัดมา “น้อย” น้องสาวของอร เดินทางจากกรุงเทพฯ มาถึงบ้าน เธอดูอิดโรย น้ำเสียงเย็นชา “แม่เป็นไงบ้าง”
“ยังคงกังวลเหมือนเดิม…” อรแอบมองน้อยที่มักเลี่ยงไม่สบตาเสมอ
น้อยฟังเสียงขูดผนังในคืนนั้นด้วยกันกับอร หญิงสาวทั้งสองนั่งกอดเข่าอยู่ในห้องนอน ท่ามกลางความมืดยามดึก เสียงขูดกลายเป็นเสียงกระซิบแผ่วเบาเหมือนคนพึมพำอะไรสักอย่าง
“เหมือนมันเรียก…” น้อยพูดเสียงสั่น ๆ “ทำไมต้องเป็นบ้านเราด้วย?”
“เพราะเราเคย…” อรหยุด เธอกลืนคำพูดลงคอ
น้อยขมวดคิ้ว “เคยอะไร? อร…”
“ไม่รู้สิ…” อรพูดพลางหลบตา
รุ่งเช้า แม่ล้มป่วยอาการหนักขึ้น อรกับน้อยช่วยกันพาแม่ไปโรงพยาบาล หมอพูดว่าความเครียดทำให้อาการทรุด อรได้แต่จับมือแม่ไว้แน่น
“ถ้าแม่เป็นอะไรไป…” อรพูดเสียงสั่นในรถกลับบ้าน “เราสองคนจะอยู่ยังไง…”
น้อยไม่ตอบ หันมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเงาเรือนร้างไหวในสายตา
คืนนั้น ทั้งสองได้ยินเสียงเดินหนัก ๆ บนพื้นไม้เรือนร้าง เป็นจังหวะช้า ๆ เสียงเหมือนคนลากขา น้อยสะดุ้ง “ได้ยินไหม…”
“ได้ยิน…” อรกลืนน้ำลาย
น้อยนิ่งไปครู่ “ครั้งสุดท้ายที่เราสองคนเข้าไปในนั้น…เรายังเด็กมาก…”
“ห้ามพูดถึง…” อรรีบตัดบท แต่แววตาเธอกลับเต็มไปด้วยความกลัวและสำนึกผิด
คืนต่อมา อรฝันเห็นเงาดำ ๆ ยืนอยู่ปลายเตียง แต่เมื่อลืมตาตื่นกลับมีเพียงความมืด เธอเดินไปห้องน้ำ รู้สึกขนลุกเมื่อเดินผ่านหน้าต่างติดเรือนร้าง เธอเห็นเงาวูบหนึ่งคล้ายคนยืนมองกลับมา
เช้าวันต่อมา อรพบเส้นผมดำสนิทติดคาอยู่ที่ขอบหน้าต่าง เธอเอามือหยิบออกมาดูอย่างลังเล น้อยเดินเข้ามาเห็นพอดี
“ของใคร?” น้อยถามเสียงแผ่ว “แน่ใจเหรอว่าไม่มีใครเข้าบ้านเมื่อคืน?”
อรส่ายหน้า “แต่เราล็อกประตูหน้าต่างหมดแล้ว…”
“อร…เราต้องไปดูในเรือนนั้น” น้อยพูดด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่นแต่แฝงด้วยความหวาดหวั่น
อรลังเล “ถ้ามันไม่ใช่แค่บ้านร้างล่ะ…”
“แล้วจะปล่อยทุกอย่างเป็นแบบนี้ไปตลอดเหรอ…” น้อยสวนกลับ
ในตอนบ่าย ฝนเริ่มตกหนัก อรกับน้อยถือไฟฉายเดินวนไปหน้าประตูเรือนร้าง เสียงฟ้าร้องห่าง ๆ ทำให้ทั้งคู่นิ่งงันอยู่ครู่ใหญ่
“อร…กลัวไหม?” น้อยเอ่ยเสียงเบา
“กลัว…แต่ต้องทำ…” อรกลืนน้ำลายแล้วค่อย ๆ หมุนลูกบิดประตู ประตูส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดช้า ๆ
ภายในเรือนมืดสนิท กลิ่นอับรุนแรงและความเย็นยะเยือกปะทะหน้า ทั้งสองสาวเดินสำรวจด้วยไฟฉาย สาดแสงไปเจอรอยขีดข่วนตามผนังไม้ และร่องรอยเหมือนมีใครลากอะไรหนัก ๆ ไปมา
จู่ ๆ เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นเหมือนมาจากทุกทิศทาง ทั้งสองหยุดฟัง “ออกไป…” เสียงซ้อนหลายเสียง
น้อยหน้าซีด “อร…เราไม่ควรอยู่ที่นี่”
อรตัดสินใจเดินต่อจนพบกล่องไม้เก่า ๆ วางอยู่ใต้บันได อรลังเลแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเปิดกล่องนั้น
ข้างในมีกระดาษเก่า ๆ แผ่นหนึ่ง ข้อความเขียนด้วยลายมือสั่น ๆ “ขอโทษ…ขอโทษ…ขอโทษ…” เต็มทั้งหน้า
ทันใดนั้น ประตูเรือนปิดเองเสียงดัง ทั้งสองรีบวิ่งไปเปิดแต่เหมือนมีแรงบางอย่างกดไว้ เสียงกระซิบกลายเป็นเสียงร้องไห้โหยหวน อรเริ่มตัวสั่น น้ำตาไหล
“อร—” น้อยตะโกน “เราทำอะไรไว้กันแน่!”
อรสะอื้น “ฉัน…ฉันเป็นคนล็อกประตูเองวันนั้น…”
เสียงร้องยิ่งดังขึ้น เงาดำ ๆ ปรากฏในมุมห้อง เคลื่อนไหวผิดธรรมชาติ เงานั้นเหมือนจะลากอะไรตามพื้นจนเกิดรอยขีดข่วนเหล่านั้น
“เราต้องขอโทษ…” อรพูดเสียงเบา
ทั้งสองคุกเข่ากับพื้น พูดขอโทษซ้ำไปมา เสียงในเรือนค่อย ๆ เงียบลง เหลือเพียงเสียงหายใจแผ่วเบา
เมื่อประตูเรือนเปิดออกเองในที่สุด ทั้งสองรีบวิ่งกลับเข้าบ้าน ไม่กล้าหันกลับไปมอง
คืนนั้น อรนั่งกอดเข่าข้างเตียง แม่เดินเข้ามานั่งข้าง ๆ มือเย็นจัดของแม่แตะหัวไหล่ “มันไม่จบง่าย ๆ หรอกลูก” แม่พูดเสียงเรียบ
อรหันไปมองแม่ “แม่รู้มาตลอดใช่ไหม?”
แม่พยักหน้า “เพราะแม่ก็อยู่ในนั้นวันนั้นเหมือนกัน”
อรกับน้อยเงียบ ไม่มีใครพูดอะไรอีก
ในคืนนั้นเอง เสียงขูดผนังเงียบหายไปเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี แต่ความรู้สึกอึดอัดยังคงวนเวียน อรนั่งนิ่งฟังความเงียบในบ้าน ความเย็นยะเยือกราวกับเงาดำในใจไม่มีวันจาง
รุ่งเช้า อรเดินออกไปหน้าบ้านอีกครั้ง เธอเห็นเงาดำคล้ายคนยืนอยู่ในเรือนร้างแวบหนึ่ง ก่อนจะจางหายไปกับสายหมอก
ไม่มีใครพูดถึงเรือนร้างนั้นอีก แต่บางคืน…เมื่ออรนอนไม่หลับ เธอยังได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบา…เสียงเรียกจากอดีตที่ไม่มีวันลบเลือน