คืนที่หอ 9 ไม่มีใครอยู่คนเดียว
สายลมปลายฝนต้นหนาวพัดใบไม้แห้งปลิวว่อนตามพื้นดินขรุขระ หน้าหอพัก 9 ของมหาวิทยาลัยกลางป่า เด็กใหม่หิ้วกระเป๋าเดินเข้ามาอย่างลังเล ดวงตาแต่ละคนจ้องป้ายไม้ซีดจาง ‘หอ 9’ ราวกับมันกำลังจ้องกลับมา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ห้องกูว่าแม่งหลอนว่ะ พวกมึงแน่ใจนะว่าจะอยู่ที่นี่กันจริงๆ” เสียงของตาล สาวผมสั้นพูดพลางหันไปมองบีมกับเอิร์ธ
“หออื่นมันเต็มหมด มึงก็เห็น” บีมตอบเบา ๆ เหงื่อเริ่มผุดแม้จะเป็นเย็นย่ำ เอิร์ธที่สูงโย่งเดินนำขึ้้นบันไดไม้เก่า ๆ ไปก่อน
ประตูหอเปิดออกด้วยเสียงแกรก ๆ เผยให้เห็นโถงทางเดินยาวสลัว ๆ แสงไฟนีออนกระพริบรัว ๆ ตาลถอนหายใจ ก่อนเดินตามเข้าไป
แม่บ้านร่างเล็กเงียบขรึมยื่นกุญแจห้องให้แต่ละคนโดยไม่ได้พูดอะไร เธอจ้องหน้าแต่ละคนทีละคน แววตานิ่งราวกับอ่านใจได้
“ขอโทษค่ะ ห้อง 904 อยู่ชั้นไหนคะ?” ตาลถามเสียงเบา แม่บ้านเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนชี้นิ้วขึ้นด้านบนโดยไม่เหลียวมอง
บีมขนลุก ก้มหน้ารับกุญแจตัวเอง “ห้อง 905 ของมึงติดกับกูเลยเอิร์ธ”
ทั้งสามเดินลากกระเป๋าขึ้นบันได เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าด บันไดแต่ละขั้นเหมือนจะหักได้ตลอดเวลา
ระหว่างทาง ตาลหยุดที่หน้าห้อง 904 เธอเอากุญแจไข แต่ลูกบิดขัด ๆ กว่าจะหมุนได้ เสียงประตูแปรงสนิมดังลั่นจนเอิร์ธกับบีมหันมามอง
“แม่ง… กูว่าเราควรไปกินข้าวกันก่อนปะวะ” เอิร์ธหัวเราะกลบเกลื่อนความอึดอัด
เสียงประตูห้องข้าง ๆ แง้มออก หญิงสาวผมยาวหน้าซีดโผล่มาแวบหนึ่งก่อนจะปิดดังปัง ตาลใจหายวาบ
“เพื่อนห้องข้างๆ มึงเหรอ?” บีมถามแผ่วเบา ตาลส่ายหน้า
คืนนั้น ทุกคนแยกย้ายเข้าห้องของตัวเอง ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งหอ เสียงลมหวิวลอดหน้าต่าง เสียงหยดน้ำจากก๊อกเก่าในห้องน้ำ สะท้อนในความมืด
บีมนอนพลิกตัวไปมา ไฟหน้าห้องลอดใต้ประตูเป็นเงาแปลก ๆ เธอกำลังจะหลับ แต่เสียงกระซิบเบา ๆ ดังขึ้น “…อย่า…ออกไป…”
บีมสะดุ้ง เธอตั้งใจฟังอีกครั้ง แต่ทุกอย่างเงียบลง เธอคิดว่าตัวเองหูแว่ว
ตาลนั่งมองฝ้าเพดานในห้องของตัวเอง ช่องว่างระหว่างฝ้าและผนังแคบ ๆ มีเงาบางอย่างขยับวูบวาบ เธอขยับตัวหลบตา สูดหายใจเข้าลึก ๆ “กูต้องคิดมากแน่ ๆ” เธอบ่นกับตัวเอง
รุ่งเช้า ทุกคนลงมาเจอกันที่โถงกลางตึก แม่บ้านยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะเดิม บีมเดินไปถาม “เมื่อคืนมีใครเดินอยู่หน้าห้องหนูไหมคะ?”
แม่บ้านเงียบไปนาน จนบีมรู้สึกขนลุก ก่อนตอบเบา ๆ “ดึกแล้ว ไม่ควรเดิน…”
เอิร์ธหัวเราะแห้ง ๆ “เมื่อคืนกูฝันว่ามีคนมาเคาะประตูสามทีด้วยว่ะ”
ตาลมองหน้าทั้งสอง ลังเลจะเล่าเรื่องเงาบนฝ้าเพดานดีไหม เธอกลืนคำพูดลงคอ
“กินข้าวกันปะวะ?” บีมชวน กดโทรศัพท์ดูเมนูเดลิเวอรี่ แต่อินเทอร์เน็ตกลับใช้ไม่ได้
เอิร์ธบ่น “แม่ง โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณเลยว่ะ มึงลองสิ” ตาลลองโทรออกแต่ปลายสายเงียบ มีเพียงเสียงหายใจเบา ๆ
ความอึดอัดค่อย ๆ กัดกร่อน บีมตัดสินใจเดินออกไปข้างนอก สำรวจรอบ ๆ หอพัก ป่ารกทึบอยู่ทุกทิศทาง รั้วลวดหนามขึงรอบ เธอลูบรั้ว พบว่ามันขึ้นสนิมจนเปราะบาง
ขณะเดินกลับเข้ามา บีมเหลือบเห็นป้ายไม้เล็ก ๆ หักคาอยู่ข้างรั้ว เขียนว่า ‘ห้ามข้ามเขตหลังพลบค่ำ’ ตัวอักษรซีดจางจนแทบอ่านไม่ออก
เย็นวันเดียวกัน ขณะตาลอาบน้ำอยู่ในห้อง เธอได้ยินเสียงน้ำหยดแปลก ๆ จากฝักบัว ทั้งที่ปิดอยู่ เธอลังเลจะเปิดประตูออกไป แต่ก็ก้มหน้ารีบอาบต่อ
จู่ ๆ มีเสียงเคาะประตูสามครั้งดังขึ้น ตาลหยุดนิ่ง เธอลังเลจะเปิดหรือไม่ สุดท้ายเลือกแง้มออกไปดู แต่โถงทางเดินว่างเปล่า ไม่มีใคร
ขณะเดียวกัน เอิร์ธนั่งดูหนังในห้อง เสียงในโน้ตบุ๊กขาด ๆ หาย ๆ ภาพกระพริบ แล้วดับวูบไป เขามองไปรอบห้อง เงาใต้เตียงดูหนาขึ้นผิดปกติ เขาขยับตัวหลบ มองเงานิ่ง ๆ ก่อนปิดไฟนอน
ตอนกลางคืน เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นในห้องบีม “…อย่า…ออกไป…” คราวนี้เธอลุกไปเปิดประตูหน้าห้องพบทางเดินมืดสนิท ไม่มีใคร
วันต่อมา อินเตอร์เน็ตและสัญญาณโทรศัพท์ยังคงใช้ไม่ได้ ทุกคนเริ่มรู้สึกกดดัน ตาลเดินไปถามแม่บ้านว่าเกิดอะไรขึ้น “ที่นี่…ต้องอยู่ให้ครบเจ็ดคืน” แม่บ้านพูดขึ้นมาช้า ๆ
“ทำไมต้องเจ็ดคืน?” เอิร์ธถาม
แม่บ้านหลบตา “ถ้าย้ายออกก่อน…จะออกไปไม่ได้” เธอพูดแผ่ว เบาเหมือนเสียงขู่ว่าไม่ได้พูดกับพวกเขาแต่กับใครอีกคนที่ไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น
บีมสบตาเอิร์ธ ตาลนิ่งเงียบไป สีหน้าของทั้งสามเต็มไปด้วยข้อสงสัยและเริ่มไม่ไว้ใจกันเอง
คืนนั้น มีเสียงคนเดินลากเท้าตามทางเดินหน้าห้องตาล เธอแอบดูผ่านช่องตาแมว เห็นเงาผมหยิกเต็มไหล่เดินเลยไป แต่เมื่อเปิดประตูออกไป กลับไม่มีใคร
ขณะเดียวกัน บีมรู้สึกเหมือนมีใครนั่งอยู่ปลายเตียง เธอหลับตาแน่น พยายามไม่ขยับตัว เสียงกระซิบยังดังไม่ขาดสาย
เอิร์ธทนไม่ไหว วิ่งไปเคาะประตูบีม “กูขอนอนกับมึงคืนนี้ได้ไหม?” บีมลังเลแวบหนึ่งก่อนพยักหน้า เอิร์ธนั่งตัวแข็งทื่อบนเตียง
“กูไม่ไหวแล้ว มึงเชื่อปะ เมื่อคืนกูเห็นเงาตัวเองในกระจก แต่มันขยับต่างจากกู” เอิร์ธเสียงสั่น บีมหันไปสบตาเขา ต่างคนต่างไม่กล้าพูดถึงความกลัวที่เกาะกินใจ
กลิ่นเหม็นอับลอยมาในห้อง ตาลได้กลิ่นเช่นกัน เธอเดินไปตามหาต้นตอ พบว่ากลิ่นนั้นแรงที่สุดตรงหน้าห้อง 906 ห้องที่ไม่มีใครอยู่มานาน ลูกบิดขึ้นสนิมจนหมุนไม่ได้
รุ่งเช้า พวกเขาตัดสินใจช่วยกันงัดห้อง 906 ประตูฝืดจนต้องใช้แรงสามคน เมื่อประตูเปิดออก พบเพียงห้องว่างเปล่า ฝุ่นจับหนาแน่น กระจกที่ผนังแตกร้าวเป็นเส้น ๆ ตรงกลางห้องมีรูปถ่ายหมู่ของนักศึกษารุ่นเก่าแปะอยู่
ตาลหยิบรูปขึ้นมาดู เห็นหน้าคนในรูปจำนวนหนึ่ง แต่ตรงมุมขวามีเงาคล้ายใครสักคนที่ถูกขูดออกจนเหลือแต่รอยเปื้อนดำ
“นั่นใครวะ?” บีมเอื้อมมาดูบ้าง ตาลกลับรู้สึกหนาวสั่นโดยไม่มีสาเหตุ
เอิร์ธเดินไปเปิดหน้าต่าง พบว่ามันถูกตอกปิดด้วยไม้กระดานจากด้านนอก
คืนที่ห้า ความหลอนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตาลฝันว่าเดินผ่านโถงทางเดินยาวไม่มีที่สิ้นสุด เสียงคนร้องไห้แว่วมา เธอสะดุ้งตื่น พบว่ามือของเธอเย็นเฉียบเหมือนโดนน้ำแข็งจับ
เอิร์ธกลายเป็นคนหงุดหงิด ไม่ไว้ใจตาลหรือบีม เขาคอยจับสังเกตทุกคนแม้แต่ตอนกินข้าว “พวกมึงมีอะไรปิดบังกูเปล่าวะ?” เขาถามตรง ๆ
บีมเม้มปาก ก่อนพูดเสียงเบา “เมื่อคืน กูเห็นตาลเดินออกจากห้องตอนตีสาม”
ตาลตกใจ “กูไม่ได้ออก…” เธอตอบเสียงเบา เอิร์ธมองอย่างระแวง
ตกค่ำ เสียงเคาะประตูดังขึ้นทุกห้องพร้อมกัน สามคนเปิดออกไปพบแต่ความว่างเปล่า แต่เสียงกระซิบจากโถงทางเดินกลายเป็นเสียงร้องไห้โหยหวน
“พวกเราต้องหาทางออกไปจากที่นี่” บีมพูดขึ้นอย่างสิ้นหวัง
ตาลเสนอให้พยายามข้ามรั้วลวดหนามข้างหอ แต่ขณะปีนขึ้นไป แขนของเธอถูกแรงบางอย่างกระชากจนร่วงลงพื้น รอยช้ำขึ้นเต็มแขน
เอิร์ธพยายามโทรแจ้งตำรวจแต่โทรศัพท์กลับส่งเสียงผู้หญิงร้องไห้แทนเสียงปลายสาย
คืนที่หก ตาลเห็นแม่บ้านเดินวนรอบโถงกลางชั้นสี่ทั้งคืน เธอลงไปถามแต่แม่บ้านไม่ยอมพูดอะไร
บีมเจอเศษกระดาษแผ่นหนึ่งซ่อนไว้ใต้เตียง เขียนด้วยลายมือสั่น ๆ “อย่าเชื่อใคร อย่าออกจากห้องตอนกลางคืน”
เอิร์ธเริ่มเสียสติ นั่งพูดกับกระจกที่ห้องน้ำ “มึงเป็นใคร มึงต้องการอะไร?” เงาในกระจกคล้ายขยับตัวอย่างกะทันหัน ไม่ตรงกับท่าทางเอิร์ธ
ตาลเริ่มจำได้ว่าก่อนเข้าหอ 9 เธอเหมือนเคยมาที่นี่มาก่อน ช่วงหนึ่งของความทรงจำกลับพร่าเลือน จำได้แค่เสียงร้องไห้ในความมืด
คืนสุดท้าย เสียงร้องไห้และกระซิบกึกก้องไปทั่วทั้งตึก ทุกคนรวมตัวกันในห้องโถง แม่บ้านเดินมาเงียบ ๆ ยื่นกุญแจดอกหนึ่งให้ตาล
แม่บ้านเอ่ยเบา ๆ “ต้องเผชิญกับความจริงก่อน ถึงจะออกไปได้”
สามคนเดินตามแม่บ้านขึ้นไปชั้นสี่ ห้อง 906 เปิดออกด้วยกุญแจนั้น ข้างในห้อง เงามืดหนาทึบกว่าทุกครั้ง
กลางห้องมีเก้าอี้ไม้ผุ ๆ ตั้งอยู่ บนเก้าอี้มีผ้าคลุมดำคลุมศีรษะบางอย่างไว้ แม่บ้านผงะถอยหลังตาเบิกโพลง
“ความลับของที่นี่…คือการหายตัวไปของเพื่อนคนหนึ่งในอดีต” เสียงแม่บ้านสั่นเครือ “คืนที่เจ็ด เธอออกเดินในหอ ทั้งที่รู้ว่าทำไม่ได้…”
ตาลกลั้นใจเดินไปดึงผ้าคลุมออก พบเพียงกระจกบานเก่าที่สะท้อนภาพของทั้งสามคน แต่ในกระจกกลับปรากฏผู้หญิงผมยาวในชุดนักศึกษายืนอยู่ด้านหลัง
เสียงกระซิบกึกก้องขึ้น “พวกเธอเห็นฉันไหม…”
ภาพในกระจกสั่นไหว ตาลเริ่มจำได้ ผู้หญิงในกระจกคือรุ่นพี่ที่เคยหายตัวไปเมื่อห้าปีก่อน ตาลคือคนสุดท้ายที่เจอเธอ แต่เลือกไม่พูดอะไรเพราะกลัวถูกกล่าวหา
“ทำไมไม่ช่วยฉัน…” เสียงนั้นเจ็บปวด เงาในกระจกยื่นมือออกมา ทุกอย่างเย็นยะเยือก
บีมกับเอิร์ธตัดสินใจจับมือตาล ดึงออกจากห้อง 906 ทันที ประตูปิดผาง เสียงร้องไห้ค่อย ๆ หายไป กลายเป็นเงียบงันที่สุดในชีวิต
รุ่งเช้า แสงแดดแรกสาดลงในโถงหอพัก แม่บ้านลุกขึ้นเดินไปปิดป้าย ‘หอ 9’ เปลี่ยนเป็น ‘ปิดปรับปรุง’
ตาล เอิร์ธ และบีม เดินออกจากประตูหออย่างเงียบ ๆ ไม่มีใครพูดถึงเหตุการณ์คืนนั้นอีก
แต่ในเงามืดของห้อง 906 เงาผู้หญิงผมยาวยังคงยืนมองออกมาจากกระจก รอวันคืนที่หอ 9 ไม่มีใครอยู่คนเดียว