ดอกไม้ริมหน้าต่าง
เสียงฝนกระทบหลังคาเหล็กบางเบาในเช้าวันหนึ่งของเดือนกรกฎาคม วริษาเปิดหน้าต่างห้องพักนิสิต เธอสูดกลิ่นดินเปียกและไอเย็นของสายฝนเข้าปอด ก่อนหันกลับไปยังคอมพิวเตอร์ที่เปิดค้างไว้ รูปถ่ายจากงานประกวดศิลปะของมหาวิทยาลัยค้างอยู่บนหน้าจอ เธอย่นคิ้วจ้องจออย่างตั้งใจ มือขยับเม้าส์แก้สีภาพ เห็นรายละเอียดที่ใครบางคนอาจมองข้าม แต่เธอไม่เคยข้ามผ่านความละเอียดอ่อนนั้นได้เลย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!วทัญญูเหยียบรองเท้าแตะเดินเข้ามาโดยไม่ได้เคาะประตู เขายกถุงขนมเข้าไปวางบนเตียงของอีกฝ่าย “ตื่นหรือยัง เจ้าหญิงนิทรา”
วริษาปรายตาขึ้นเล็กน้อย แล้วยิ้มอ่อน “มันสายขนาดไหนแล้ว” เธอบ่นเสียงเบา
“สายพอจะเห็นแสงแดด… ถ้าวันนี้มันมี” เขาแหย่ หัวเราะเบาๆ ก่อนจะนั่งลงข้างเธอ นัยน์ตาของเขาทอประกายระยิบหากแต่ซ่อนความอ่อนโยนบางอย่างไว้
เงียบไปพักหนึ่ง วริษาหมุนหน้าจอให้วทัญญูดู “คิดว่าไง ภาพนี้เอาลงประกวดดีมั้ย”
วทัญญูขมวดคิ้วเหมือนจะคิดจริงจัง แต่ตอบแบบไม่แน่ใจ “มัน…ดูหม่นไปนิด แต่อาจเป็นแนวของกรรมการ”
เสียงหัวเราะฝืดๆ หลุดออกมาจากวริษา ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบลงอีกพัก
ทั้งสองต่างซ่อนบางอย่างไว้ในความเงียบ ทั้งคำพูดที่กลัวจะพูดออกไปและกลัวที่จะไม่ได้พูดอีกเลย
“นาย…จะไปฝึกงานที่กรุงเทพจริงๆเหรอ” เสียงของวริษาเบาจนแทบเป็นกระซิบ
“อืม แม่อยากให้ลองดู นายก็รู้ ครอบครัวชั้น…” เขาหัวเราะกลบความอึดอัด
“จะไปนานแค่ไหน” เธอถามพลางก้มหน้ากับแป้นพิมพ์
“สามเดือน… แค่สามเดือนเอง” ท่าทีของเขาเหมือนจะมั่นใจแต่แววตากลับลังเล
สายลมเฉียดผ่าน ทำให้ม่านสีขาวปลิวเบาๆ ในห้องเกิดความเงียบที่ต่างฝ่ายต่างไม่รู้จะเติมด้วยอะไรก่อน
วันต่อมาวทัญญูมารับวริษาที่หน้าหอหญิงตามปกติ เขาขี่จักรยานคู่ใจมาและยื่นขนมจีบหมูที่ซื้อจากตลาดเช้าให้ ความเคยชินที่แฝงด้วยความใส่ใจทำให้วริษายิ้มน้อยๆ เธอซ่อนขอบตาแดงไว้หลังแว่นกรอบใส
ทั้งสองปั่นจักรยานไปตามเส้นทางระหว่างแมกไม้ วิ่งผ่านลานเรียนที่ขึงป้ายโฆษณางานประกวดศิลปะ วริษากระชับกล้องในมือ
“อยากรู้ไหม…ทำไมถึงชอบถ่ายภาพ” เธอพูดเร็วเหมือนรวบรวมความกล้าทั้งหมดมาในคำถามเดียว
วทัญญูอมยิ้ม “เพราะนายชอบหาความสวยจากขี้เหร่ๆ หรือเปล่า”
วริษาถอนหายใจ “นายล่ะ ฝันอะไรตอนเด็ก”
คำถามวนเวียนอยู่ในอากาศ ฝนเพิ่งหยุดตก เงาสะท้อนของท้องฟ้ายามเช้าทำให้ทุกอย่างดูเหมือนใหม่และเก่าปนกัน
“ชั้นเคยฝันจะเป็นสถาปนิก… แต่ตอนนี้… ไม่แน่ใจอะไรเลย” สีหน้าเขาดูหนักใจเล็กน้อย
ทั้งสองหัวเราะเบาๆ กับความไม่สมบูรณ์ของโลกใบนี้ ราวกับเรื่องราวของตัวเองก็ไม่สมบูรณ์แบบเหมือนกัน
สัปดาห์ถัดมา วริษากำลังนั่งแต่งภาพในห้องชมรมศิลปะ ขณะที่เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา เพื่อนๆ ในชมรมพูดคุยกันเสียงดัง วทัญญูเดินเข้ามานั่งข้างเธอโดยไม่พูดอะไร
มีประกาศเรื่องรับสมัครนิสิตแลกเปลี่ยนไปต่างประเทศ โปสเตอร์ใบใหญ่แปะอยู่บนผนัง ความฝันที่เคยคิดว่าห่างไกลกลายเป็นเรื่องจริงจังสำหรับวริษามากขึ้น
เธอจ้องโปสเตอร์นั้นด้วยความลังเล สายตาเต็มไปด้วยความปรารถนาและกลัว
วทัญญูแกล้งหยอก “ไปสมัครสิ เผื่อจะได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นกับนายบ้าง”
“นายไม่กลัวเหรอ…ว่าถ้าเราไปไกลกันแล้ว จะไม่เหมือนเดิม” เธอพูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ
“ถ้าคิดแบบนั้นก็ไม่ต้องพัฒนาอะไรใหม่ๆ ในชีวิตเลยสิ” เขายักไหล่ ลึกลงไปในน้ำเสียงนั้นมีความกลัวบางอย่างซ่อนอยู่ แต่เขาเลือกที่จะปกปิดไว้
วันหนึ่งหลังสอบปลายภาค วริษาเดินกลับหอพักในคืนฝนพรำ เธอหยุดใต้ชายคาตึก มองหยดน้ำไหลลงมา รู้สึกโดดเดี่ยวในความวุ่นวายของเมืองมหาวิทยาลัยที่ดูเหมือนใกล้จบปีสุดท้าย
วทัญญูโทรศัพท์มา เสียงกรอกสายนั้นเงียบอยู่นานก่อนจะพูด
“เหนื่อยไหม”
วริษานิ่ง อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ “เหนื่อยสิ นายล่ะ”
เสียงหัวเราะฝืดๆ เล็ดลอดออกมา “เหนื่อย แต่ดีใจที่มีนาย…อยู่ตรงนี้” เขาเว้นช่วง “ขอโทษนะ—ถ้าเมื่อก่อนเราเคยเหวี่ยงใส่กันบ้าง”
“งั้นถ้าบอกว่าชั้นก็เคยคิดอยากจะหายไปจากชีวิตนายล่ะ” น้ำเสียงของวริษาเศร้าน้อยๆ โน้มไปข้างความจริง
วทัญญูนิ่ง ไม่มีเสียงตอบรับสักพัก “อืม… แต่ขอบใจที่ยังอยู่ตรงนี้”
คืนวันเปลี่ยนผ่าน ฤดูฝนกลายเป็นแดดอ่อนของต้นฤดูหนาว การฝึกงานของวทัญญูเริ่มขึ้นแล้ว การสื่อสารกลายเป็นบทสนทนาทางวิดีโอ กล่องข้อความที่เคยเต็มไปด้วยมุกตลกกลายเป็นประโยคสั้นๆ ห่างเหินขึ้นทุกที
วริษาทำงานที่ชมรมศิลปะ บางคืนเธอก้มดูหน้าจอมือถือ หวังจะเห็นข้อความใหม่ แต่กลับมีแค่ความว่างเปล่า เธอเดินกลับหอด้วยความเงียบ หัวใจหนักอึ้งกว่าปกติ
ระหว่างช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่ว่างเปล่า ค่ำคืนหนึ่ง วริษาติดตามเพื่อนไปงานเลี้ยง ตอนนั้นเธอไม่ยิ้มและปฏิเสธเหล้า แต่เพื่อนๆ สนุกสนาน วริษาถอนตัวไปรับลมที่ระเบียง
จู่ๆ เสียงโทรศัพท์ดังวทัญญูวิดีโอคอลมา ภาพวทัญญูนั่งบนเตียงที่อพาร์ตเมนต์ในกรุงเทพ “คิดถึง…นายบ้างไหม” เขาไม่ได้ยิ้ม น้ำเสียงเหมือนโหยหาอะไรบางอย่างที่หายไป
วริษาอึกอัก อยากหยอกเล่นเหมือนแต่ก่อนแต่หัวใจหนักอึ้ง “…ไม่แน่ใจ” เธอโกหกด้วยรอยยิ้มจางๆ
“งั้นไม่รบกวน…ขอโทษ” เขาเงียบไป และตัดสาย
ในความเงียบของค่ำคืนนั้น หัวใจสองดวงต่างค้นหาใครอีกคนในความว่างเปล่า
วันต่อมาในห้องประชุมชมรมศิลปะ มีการประกาศรายชื่อผู้ได้รับทุนแลกเปลี่ยนต่างประเทศ วริษามองชื่อของตัวเองขึ้นอันดับต้นๆ ทุกคนเข้ามาแสดงความยินดี เธอยิ้มรับ แต่ลึกลงไปใจเธอกลับว้าวุ่น
เธอเดินกลับห้องเปิดคอมพิวเตอร์ ท่ามกลางแสงไฟสลัว วริษาอยากโทรหาวทัญญูแต่ลังเล เสียงข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาแทน “ยินดีด้วยนะ ฝันจะเป็นจริงแล้วใช่ไหม” ข้อความของวทัญญูสั้นและเย็นชากว่าทุกที
วริษาเคาะตอบ “ขอบใจ…นายล่ะ ฝึกงานเป็นไง”
ผ่านไปนานกว่าคำตอบจะกลับมา “ธรรมดา…แต่คิดถึงบ้าน คิดถึงทีม คิดถึงนาย”
จู่ๆมีข้อความตามมา “เรากลัว ถ้านายไปไกล จะลืมกันจริงๆ”
มือวริษาสั่นเล็กน้อย เธอลังเลจะพิมพ์แต่กลับลบข้อความทิ้งไป ก่อนจะตอบเพียงว่า “ถ้าเราเลือกกัน…เราคงไม่ลืมกันหรอก”
วันฝนหลงฤดู วทัญญูกลับมาบ้าน ไปรับวริษาที่กำลังแพ็คกระเป๋าสำหรับเดินทาง เขายืนเงียบอยู่นานก่อนจะพูดว่า “ถ้าวันนึงนายไม่ได้กลับมา นายจะเสียใจไหม”
วริษากลอกตาไปมา ก่อนจะพูดแผ่วเบา “บางอย่างอาจกลับมาไม่ได้ก็จริง”
ทั้งสองเงียบ ต่างรู้สึกเหมือนบางสิ่งกำลังหลุดมือไป
เย็นวันเดินทาง วริษาไปสนามบิน วทัญญูมาส่งแต่ไม่ได้พูดอะไรมาก เธอไม่มองหน้าเขานาน กลัวจะร้องไห้กลางผู้คน ธรรมเนียมกอดลากลายเป็นแค่การสัมผัสปลายแขนและสายตาซึมเศร้า
บนเครื่องบิน วริษากำกล้องแน่น เธอมองภาพข้างหน้าต่าง แสงตะวันไล้ผิวน้ำตา
ชีวิตใหม่เริ่มต้นที่ประเทศญี่ปุ่น วริษาเรียนรู้ภาษา อยู่กับเพื่อนใหม่ แต่ทุกคืนจะเปิดดูรูปถ่ายเก่าๆ บางรูปเป็นรูปวทัญญูและเธอในวันเด็กๆ เธอไม่เคยกล้าโทรหาเขาก่อน
อีกหกเดือนต่อมา วทัญญูเรียนจบและเลือกทำงานในต่างจังหวัดแทนที่จะไปกรุงเทพ เขาฝังตัวเองกับงาน แต่ทุกเช้ายังคงเปิดดูภาพเซลฟี่คู่กับวริษาในมือถือ
นิทรรศการแสดงภาพถ่ายนักศึกษานานาชาติที่โตเกียว วริษาตกใจเมื่อเห็นช่อดอกไม้สดถูกวางไว้ใต้ภาพถ่ายที่เธอส่งประกวดพร้อมโน้ต “ยังคิดถึงดอกไม้ริมหน้าต่างบ้านเราเสมอ”
หัวใจวูบเหมือนโดนกระแทก เธอยืนงัน เหมือนตื่นจากฝัน
คืนนั้นโทรศัพท์ดัง วทัญญูโทรมาข้ามเวลา “ขอโทษ…ที่วันนั้นชั้นพูดไม่ชัดเจน” เสียงเขาสั่น
วริษานิ่ง น้ำตาคลอ “…เพราะเราไม่กล้าบอก รู้ไหมว่าคิดถึงแกแค่ไหน”
“ขอโทษที่เคยกลัวจะเสียเพื่อน…”
“ขอโทษที่เคยคิดจะหลบหน้าด้วย” วริษาพูดพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ ในที่สุด ทุกอย่างเบาบางลงในคำสารภาพนั้น
หลังกลับประเทศไทย วทัญญูยืนรอที่สถานีรถไฟ เขาถือกล่องข้าวเช้าที่เคยซื้อให้เธอแต่เล็ก ขณะเดินสวนกันครั้งแรกหลังหลายปี ทุกอย่างเงียบกริบ ตาสองคู่สบกันอีกครั้ง
ทั้งสองหัวเราะออกมาพร้อมกันแบบเก้อๆ
เขายื่นกล่องข้าว “สวัสดี…กลับมาแล้วใช่ไหม”
เธอรับกล่อง “กลับมาแล้ว” เสียงเบาแต่มือแน่น
ทั้งสองเดินเคียงกันออกจากสถานี ท่ามกลางสายฝนบางๆและดอกไม้ริมทาง เงียบแต่หัวใจไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป