ระยะเวลาใจ: ความรักในช่องว่างของความจริง
เสียงนาฬิกาปลุกกระแทกห้วงเช้าของอิฐ เขาปิดมันอย่างโมโห กวาดข้าวของบนโต๊ะหัวเตียงด้วยความรำคาญ แสงผ่านกระจกบานเล็กสะท้อนใบหน้าเขา สีหน้าดื้อรั้นแต่ซ่อนความอ่อนล้า ด้านหนึ่งของห้องสตูดิโอตกแต่งเรียบ หยิบเสื้อเชิ้ตขาวกับกางเกงสแล็กสีเข้มขึ้นมาเงียบๆ โดยไม่พูดกับตัวเองสักคำ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!สองชั้นล่างของตึกเดียวกัน ขิมกำลังอ่านข้อความตอบลูกค้าในไอแพด เธอสอดสายตาออกไปนอกคาเฟ่ ผ่านละแวกตลาดเก่า กลิ่นขนมปังสดใหม่ลอยเข้ามาในอากาศ ขิมหายใจลึกแล้วกัดริมฝีปากตนเอง ก่อนสวมผ้ากันเปื้อน พยายามท่องจำสูตรเครื่องดื่มใหม่เบาๆ
เสียงเด็กนักเรียนวิ่งผ่านหน้าร้านปลุกขิมจากภวังค์ เธอหยิบแก้วเปล่าขึ้น ทำท่าราวกับจะเริ่มสิ่งใหม่แต่ลังเล วางอีกครั้ง ยิ้มให้ลูกค้าที่เข้ามาโดยไม่คิดอะไร
เมื่ออิฐลงลิฟต์มาถึง เขาถือแฟ้มงานหนา วางหูฟังลงเล่นเพลงเบาๆ ก้าวตรงไปที่คาเฟ่ตั้งใจซื้อกาแฟขาวหวานน้อย แต่ขิมกำลังหันหลังชงกาแฟ ไม่มีใครสนใจเขา อิฐเคาะโต๊ะไม้เบาๆ สองที
เสียงกาแฟหกและเสียงแฟ้มงานตกลงพื้นดังขึ้นพร้อมกัน ขิมตกใจ เสียงขอโทษเปรอะเปื้อนอยู่ในลมหายใจสั่นๆ ขิมรีบบอก “ขอโทษค่ะ พี่ คือ…” ขณะเดียวกัน อิฐหน้าเครียดจับแฟ้มขึ้นเช็ดนิ้ว หันไปสบตาเธอขมวดคิ้ว กล่าวอย่างเหนื่อยใจว่า “ทีหลังขอช่วยดูด้วยนะครับ ผมไม่มีเวลาจะกลับไปพิมพ์ใหม่”
ขิมเงียบ ยกมือป้องปาก พยายามยิ้มเก้อๆ จะเอาผ้าเช็ดแต่โดนอิฐกันมือไว้ ขิมหันไปชงกาแฟให้ใหม่ สีหน้าเธอปนน้อยใจ แต่อิฐก็ไม่ได้สนใจอะไรเพิ่มเติม เดินออกจากร้านอย่างเย็นชา
ในห้องประชุม อิฐเปิดแฟ้มเอกสารที่เปื้อนกาแฟ หัวหน้าคุณพรพินิจสังเกตเห็นแผลเป็นสีเหลือง เสียงหัวเราะเยาะเบาๆ ลอยมาในห้อง อิฐเม้มปาก กลบเสียงล้อ เขาเสนอไอเดียใหม่ด้วยความมั่นใจ เสียงในโทรศัพท์ขิมที่วางลืมไว้หน้าห้องประชุมดังขึ้น ทำให้ทุกคนหันมามอง
หลังประชุม อิฐเดินนำแฟ้มขึ้นไปคืนขิมที่คาเฟ่ แววตายิ้มเยาะในที เขาวางแฟ้มตรงหน้าเธอ “มือถือคุณลืมไว้ตรงนี้นะ” น้ำเสียงเขาฟังดูเย็นเฉียบ ขิมรับทั้งแฟ้มทั้งมือถืออย่างเก้อๆ พึมพำขอบคุณในลำคอ แต่ไม่กล้าสบตา
เย็นวันนั้น ฝนหล่นลงฟ้ามืด อิฐเดินออกจากตึก ขิมปิดร้าน ฝนโปรยเม็ดแรงแต่เธอลืมร่ม ทั้งสองมาเจอกันที่หน้าประตูทางเข้า อิฐสบตาเธอเงียบๆ เห็นขิมลังเลจะออกไปหรือไม่ แล้วตัดสินใจยื่นร่มของตนให้ ขิมรับร่มไปอย่างลังเลใจ สบตานิ่งงันครู่หนึ่ง ก่อนจะหลบสายตา “ขอบคุณค่ะ…พี่อิฐ” เธอพูดเสียงแผ่ว
อิฐมองเธอเดินลับไปในม่านฝน ขิมเดินตามฟุตบาทเก่าๆ สะท้อนแสงฝนรางๆ เธอหยุดใต้ชายคา ก้มลงดูร่มที่เพิ่งได้รับมา เพ่งมองอะไรบางอย่างในใจ—น้ำตาซึมในเงา รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้น ขณะคิดย้อนกลับไปถึงความผิดพลาดในอดีตของเธอ
เช้าวันใหม่ ขิมตั้งใจวางถ้วยคาปูชิโน่ในถาดตรงหน้าอิฐ แต่เขายังคงนิ่งเงียบ เช่นเดียวกับวันที่ผ่านมา เธอกล้ำกลืนความน้อยใจไว้ “ขอถามอะไรได้ไหมคะ?” เธอตัดสินใจเอ่ยเสียงเบา อิฐเหลือบมองนิ่งก่อนจะรับฟัง “ในมุมมองพี่…ถ้าเราทำผิดอะไรแรงๆ จะสมควรได้รับโอกาสใหม่ไหม”
อิฐนิ่งงัน สายตาตื่นตระหนกเหมือนเธอจี้ปมในใจ ขณะตอบเสียงแผ่ว “โอกาสมันไม่ได้มีให้ทุกคนหรอกครับ แต่ถ้ากล้าขอ…มันอาจจะเกิดขึ้นได้แค่ครั้งเดียว”
ขิมเงียบยาว มือกำถาดไว้แน่น ก้มลงซ่อนรอยเสียใจ เธอสูดลมหายใจลึก เหมือนไม่มีคำตอบจะมอบให้
กลุ่มเพื่อนของขิมมานั่งหัวเราะกันที่ร้าน สาวคนหนึ่งแซวว่า “ขิมไปถูกหวย หรือได้ร่มของพี่อิฐมาเลยอารมณ์ดีจัง” ทุกคนหัวเราะ ขิมหลบตา ปัดผมข้างหู ยิ้มกลบเกลื่อน “อะไร…ก็ร่มเขาให้ยืมเฉยๆ” แต่เพื่อนอีกคนแซว “คนนั้นนะ ฉันว่าต้องมีอะไรในใจแน่ๆ เห็นแอบมองประจำ”
ขิมนิ่ง ไม่กล้ายืนยัน เธอแกล้งหยิบขนมปังเข้าปากหัวเราะกลบ เพื่อนชายอีกคนจ้องหน้าเธอ เงียบไป เม้มปากเหมือนมีเรื่องอยากจะพูดแต่ไม่ได้พูด
กลางคืน ขิมนั่งทบทวนเรื่องราวเก่าๆ ที่เคยตัดสินใจพลาด เสียใจ ไม่กล้ากลับไปขอโทษใครสักคน เธอกลัวว่าหากเดินตามฝันเปิดคาเฟ่ให้โตขึ้น แล้วผิดพลาดอีกจะกลับไปแก้ไม่ได้เลย
เช้าวันใหม่ อิฐขับรถผ่านถนนแออัด ฟังเสียงเทปบันทึกเสียงแม่ที่เคยให้กำลังใจเขาก่อนแม่จากโลกไป ตอนเย็นเขาซื้อขนมปังจากร้านขิม วางใบเงินไว้โดยไม่เอาเงินทอน ขิมเงยมองเขางง ๆ อิฐตอบเพียงว่า “คิดซะว่าผมไม่ชอบเก็บเหรียญ”
กลางวันหนึ่ง อิฐมีปัญหากับทีมงานออกแบบ เขาปะทะคารมกับลูกค้าด้วยความตรง ใช้คำพูดแรง ขิมนั่งต้มกาแฟและเงี่ยหูฟังอยู่เงียบ ๆ เธอเดินไปหยอดคำ “บางทีความจริงใจ…ก็ต้องมีขอบเขตนะคะ” อิฐชะงัก ก่อนจะหันมองขิม สายตาคล้ายเปิดใจขึ้นนิดหน่อย
คืนหนึ่ง อิฐเดินกลับอพาร์ตเมนต์ เห็นแสงไฟดวงเดียวในคาเฟ่ เขาแวะไปยืนตรงประตู ขิมนั่งดูบัญชีสีหน้าเคร่งเครียด เธอเงยหน้าสะดุ้ง อิฐเอ่ยเบา ๆ “ปัญหาอะไร…บอกได้นะครับ” เสียงขิมเหมือนจะร้องไห้ “กลัวเปลี่ยนแปลง กลัวโตขึ้นแล้วทำเสียหายแบบตอนนั้นอีก” อิฐนั่งลงตรงข้าม ไม่พูด เขายืนนิ่งข้างเธอให้ความอบอุ่นเงียบ ๆ
หลายวันต่อมา อิฐได้รับข้อเสนอให้ย้ายงานไปต่างประเทศ เขาสับสน ระหว่างการไล่ตามความฝันกับสิ่งที่รู้สึกต่อขิม เสียงในใจเขาตีกันสลับไปมา อิฐเอ่ยต่อหน้าขิม “ผม…อาจจะไม่ได้อยู่ที่นี่นาน ก็เลย” ขิมตัดสินใจพยักหน้า น้ำเสียงขาดห้วง “เข้าใจค่ะ”
ทั้งคู่ห่างกันไปโดยปริยาย ขิมโฟกัสเรื่องร้านไม่ยอมพักผ่อน อิฐหมกมุ่นเรื่องงาน พยายามให้ใกล้ความฝันมากขึ้น แต่หัวใจกลับเหมือนมีรอยร้าว ความเงียบไหลผ่านระหว่างพวกเขา แม้จะอยู่ตึกเดียวกัน แววตาขิมเศร้าทุกครั้งที่เห็นเงาอิฐผ่านหน้าต่าง
วันหนึ่ง ขิมได้รับโทรศัพท์ว่าพ่อป่วยต้องกลับบ้านต่างจังหวัด เธอปิดร้านครู่ใหญ่ก่อนขนของขึ้นรถไฟ ในใจรู้สึกราวกับจะไม่ได้กลับมาอีก อิฐเดินสวนมา เห็นขิมลากกระเป๋าเป้ใบเก่า ทั้งสองสบตาเงียบงัน ขิมพูดเสียงสั่น “ดูแลตัวเองด้วยนะคะ พี่อิฐ”
อิฐพยายามจะพูดบางอย่าง แต่ลังเล จนขิมเดินจากไป ไฟสถานีหัวลำโพงส่องรอยเท้าขิมที่เดินลับหายไป น้ำตาอิฐคลอ เสียงถอนหายใจยาว
ขิมอยู่บ้านช่วยดูแลพ่อ เธอคิดถึงงาน คิดถึงร้านในเมือง สับสนในใจ คิดถึงการตัดสินใจทั้งหลาย เธอวิ่งฝ่าฝนออกไปร้องไห้ข้างนอก ปล่อยน้ำตาเปียกไหล่ พลางภาวนาเงียบๆ ว่าอยากขอโทษตัวเองในอดีต
หลายวันถัดมา อิฐเข้าร่วมประชุมอำลาเพื่อนร่วมงานเพื่อเตรียมตัวไปต่างประเทศ ทุกคนแสดงความยินดี ยื่นของขวัญให้ อิฐมองกล่องเล็กในมือ เปิดออกเป็นพวงกุญแจรูปใบไม้ซึ่งคล้ายตราสัญลักษณ์ร้านขิม เขากำลังจะพูดขอบคุณแต่เงียบไป สีหน้าเหมือนโดนปลุกให้คิดถึงบางอย่าง
คืนนั้นฝนตกหนัก อิฐเดินฝ่าสายฝนไปที่คาเฟ่ปิดไฟ เห็นรอยขีดเขียนบนประตูว่า “กลับมาเมื่อไรก็เปิดได้รับคุณเสมอ” เขายืนนิ่ง ใจเต้นแรง เหมือนได้ยินเสียงขิมพูดซ้ำในใจ
สองสัปดาห์ต่อมา ขิมตั้งใจกลับเข้าเมือง เปิดร้านอีกครั้ง ฝนโปรยบางเบา เธอจัดของกลบความเหงา ฝันร้ายจางลง อิฐยืนมองร้านจากฝั่งตรงข้ามถนน ทั้งสองจ้องตากันเงียบ ๆ ผ่านกระจกเปื้อนน้ำฝน
อิฐข้ามถนนมาถึงหน้าร้าน ขิมเปิดประตู ทันทีที่ร่มตัวเดิมถูกคืนให้ พวกเขามองหน้ากันเงียบ ๆ อิฐกล่าวเสียงแหบ “ถ้าผมเลือกอยู่…คุณจะรอไหม”
ขิมหลับตา สูดลมหายใจ แล้วกล่าวเสียงบางเบา “รอค่ะ ถ้าพี่อยากอยู่ตรงนี้จริง ๆ” ความเงียบระหว่างทั้งคู่ถูกเติมเต็มด้วยเสียงฝน พวกเขายิ้มให้กัน น้ำตาคลอขอบตา ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ กับความเปียกของทั้งสองคนเองโดยไม่ต้องพูดอะไรอีก
และในค่ำคืนสุดท้ายของฤดูฝนนั้น ความสัมพันธ์ซึ่งผ่านทั้งความลังเล การใกล้ชิด การห่างเหิน และการให้อภัย ได้เติบโตขึ้นอย่างเงียบงันในใจของทั้งสองคน