ฤดูฝนของสองเรา
เสียงฝนพรำลงมาสม่ำเสมอ ชะล้างกระจกใสในสำนักงานแห่งหนึ่งกลางกรุงเทพฯ แพรวาเดินเข้ามาด้วยร่มสีเหลืองสดที่หยดน้ำยังไหลเป็นทาง เธอเหลือบมองนาฬิกาข้อมือแล้วถอนหายใจ เจ้านายเรียกประชุมเช้าอีกครั้ง ทั้งที่เมื่อคืนเธอทำงานจนตีสอง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ในห้องประชุม เสียงฝนและเสียงแอร์แข่งกันขับกล่อมความเงียบ คำถามแว่วมาจากมุมหนึ่ง “แพรวา—แบบโครงการชั้นสองถึงไหนแล้วครับ?” ปุณณ สถาปนิกหนุ่ม สวมเสื้อเชิ้ตขาวเรียบไร้รอยยิ้ม แก้วกาแฟในมือคือกำแพงระหว่างเขากับผู้คน รอบตัวเขาดูไม่เปิดรับ เธอตอบนิ่ง “กำลังเร่งสรุปค่ะ คิดว่าวันนี้น่าจะส่งร่างได้”
สายตามีร่องรอยไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน ปุณณเคยโดนเพื่อนร่วมงานจับผิดจนเกินเหตุ ขณะที่แพรวาโตมากับครอบครัวที่ไม่เคยเชื่อใจคนแปลกหน้า ต่างฝ่ายต่างขึงขังในกำแพงของตัวเอง
เวลาเลิกงานเธออยู่ทำโอที เขาเองก็ยังไม่กลับ บ้านของเขาอยู่ห่างออฟฟิศไกลมาก พอฝนตก รถติด สิ่งเดียวที่พาใจให้นิ่ง คือเสียงดินสอไถลบนกระดาษวาดแบบ
คืนแรกที่ต้องอยู่ด้วยกันในออฟฟิศ ทั้งคู่ไม่ได้คุยอะไรมาก เงียบนานจนน่าอึดอัด แพรวาได้ยินเสียงปุณณถอนหายใจเบา ๆ “คุณแพรวา…” เขาเริ่มธรรมดาแต่ติดจะลังเล
“มีอะไรคะ?” เธอถามโดยไม่มองหน้า
“ไฟตรงมุมมันกะพริบใช่ไหม หรือผมคิดไปเอง”
เธอมองตาม “มันเป็นตั้งแต่เดือนก่อนค่ะ ไม่มีใครจัดการซักที” พูดจบเขาเดินไปปีนเก้าอี้เปลี่ยนหลอดไฟ เปียกเหงื่อปนฝนเล็กน้อย แพรวาอดเหลียวมองไม่ได้
คืนต่อมาเธอซื้อข้าวกล่องและขนมปังมาเผื่อเขาด้วย ตอนไว้ใจคนไม่ใช่เรื่องง่าย เธอไม่รู้ตัวเองทำไปทำไม ปุณณรับกล่องข้าวไปเงียบ ๆ แค่พยักหน้าขอบคุณ ไม่ทัก ไม่ยิ้ม แค่สายตาดูอ่อนลง เธอแอบชอบความจริงจังและการอยู่เงียบ ๆ ข้างเขา ความสันโดษกลายเป็นสายฝนชุ่มเย็น
วันศุกร์ฝนตกหนัก ปุณณเดินมายืนข้างแพรวาที่หน้าต่างมองถนนเปียกแฉะ “ผมว่าฝนมันเหมือนอดีตครับ จู่ ๆ ก็มาโดยไม่รู้ตัว บางทีก็ไปแบบไม่ได้ลา”
แพรวานิ่ง เธอเชื่อว่ารักแท้ไม่มีจริง แต่รู้สึกถึงบางอย่างที่ปกติจะไม่พูด
“อดีตของคุณเป็นแบบไหน” เธอถาม
เขาเงียบไปนาน “มันยุ่งเหยิงครับ”
“ฉันเองก็ไม่ต่าง”
วันต่อ ๆ มา เวลานั้นกลายเป็นช่วงที่ใจเขาใจเธอประสานกันโดยไม่ตั้งใจ ปุณณเริ่มแอบเหลียวมองแพรวาตอนไม่มีใครอยู่ใกล้ เธอกลับบ้านดึกขึ้นบ่อย ๆ ใจเต้นแปลกเวลาปุณณเข้ามาใกล้ ท่าทีเก็บตัวของทั้งคู่กลายเป็นเหตุผลให้ต่างฝ่ายต่างเข้าใจกันมากขึ้น แม้จะไม่มีใครกล้าพูดออกมาตรง ๆ
เช้าวันจันทร์ที่ฝนพรำอีกครั้ง แพรวามาด้วยรอยหมอง เจ้านายให้เธอ present งานกับลูกค้ารายใหญ่ แต่ปุณณกลับได้เป็นหัวหน้าโปรเจกต์แทนทั้งที่เธอเป็นคนประสานงานแทบทุกขั้นตอน ความน้อยใจผสมกับเสียหน้า แต่งานก็ต้องเดิน เธอพยายามเก็บมันไว้แล้วเดินไปแสดงความยินดีกับปุณณ
ปุณณรับคำแสดงความยินดีอย่างขื่นขม และดึงแพรวาไปคุยเงียบ ๆ ข้างลิฟต์
“ผมไม่ได้ขอ โปรเจกต์นี้ ผมเคยทำผิดพลาดตอนเลือกงานใหญ่แล้วพาชีวิตตัวเองลงเหว…”
แพรวาเบือนหน้าไปทางหน้าต่าง เสียงฝนกลบเสียงใจเธอ “คุณไม่จำเป็นต้องอธิบายค่ะ มันเป็นสิทธิของคุณอยู่แล้ว”
เขาอยากอธิบาย แต่ก็ถอยกลับไปอยู่ในโลกของตัวเอง
สัปดาห์ถัดไปแพรวาหายหน้าหายตา เธอใช้วันลาพักใจ เจ้านายสั่งปุณณไปดูแล present ใหญ่แทน ทั้งที่ไม่มีฝ่ายประสานงานช่วย ปุณณสับสน คิดถึงรอยยิ้มจาง ๆ ของแพรวาเวลาเหนื่อย ๆ ถามตัวเองว่าคิดถึงเธอไปทำไม เธอไม่ตอบไลน์ ไม่รับโทรศัพท์ เหมือนคนที่เขาเผลอสร้างกำแพงจากกันเองอีก
หนึ่งคืน ปุณณนั่งอยู่ในออฟฟิศมืด ฝนกระหน่ำดั่งจะลบทุกเสียง เขาเปิดกล่องข้าวแพรวาทิ้งไว้ มีโน้ตแปะเล็ก ๆ “ขอให้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่คุณกลัว” เขายิ้มเศร้า ๆ
วัน present จริง ทีมงานตื่นเต้นกดดัน ปุณณถือแฟ้มแน่น มือสั่นเล็กน้อย ลูกค้าถามข้อมูลฝ่ายประสานงาน ปุณณนิ่งอึดใจ ก่อนยอมรับว่าอีกคนไม่มาแล้วอธิบายข้อมูลให้เอง เขาเผยจุดอ่อน เหมือนเปิดช่องว่างในใจออกจริง ๆ ลูกค้าขอบคุณ ทีมงานชื่นชม ผลงานผ่าน
คืนนั้นเขารอตรงหน้าตึกใต้ฝน สักพักแพรวาเดินมากางร่มสีเหลืองเดิม เขามองเธอย่างอ่อนล้า “คุณหายไป ผม…คิดถึงคุณ”
แพรวาว่า “คุณไม่ควรคิดถึงคนอย่างฉัน คนที่กลัวอนาคต กลัวผิดหวังซ้ำไปซ้ำมา” เธอเดินตัดสายฝนออกไป
ปุณณไปทำงานเงียบ ๆ สัปดาห์นั้นหัวใจหนัก จนวันหนึ่งเขาตัดสินใจขึ้นไปดาดฟ้าตึกหลังบ้าน หยิบมือถือโทรหาแพรวา
“ผมไม่รู้ว่าควรพูดแบบไหนดี แต่ผมชอบอยู่ข้าง ๆ คุณ ชอบที่คุณมีกำแพงเหมือนกัน มันทำให้ผมกล้าจะเปิดช่องว่างของตัวเอง”
เสียงเงียบเป็นนาที ก่อนแพรวาตอบเบา ๆ “บางที…แค่มีใครสักคนที่ไม่ด่วนตัดสิน ก็ทำให้การอยู่ในโลกนี้ง่ายขึ้น”
วันต่อมา แพรวากลับมาทำงาน เจอปุณณในออฟฟิศ ทั้งสองไม่ได้มองหน้ากันตรง ๆ เฉพาะเวลางานเท่านั้น แต่พอเลิกงาน เธอส่งไลน์สั้น ๆ “วันนี้ฝนหยุดตกแล้วนะ” ปุณณอ่านแล้วยิ้ม เธอไปยืนเคียงข้างเขาที่หน้าต่าง ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรกันนาน ต่างยิ้มบาง ๆ กับแสงอาทิตย์แรกของฤดูใหม่
ค่ำวันนั้น ปุณณชวนแพรวาไปนั่งดื่มกาแฟร้านเล็ก ๆ ซอยข้างตึก พวกเขาเริ่มคุยกันอีกครั้ง คราวนี้ไม่เกี่ยวกับงาน ไม่เกี่ยวกับอดีต ไม่ซักไซ้ ไม่ตัดสิน ต่างฟังกันและกันจริง ๆ
“แพรวา—คุณกลัวอะไรที่สุด?” ปุณณถามเบา ๆ
เธอนิ่ง “กลัวความสัมพันธ์ที่ต้องฝากความหวังไว้กับคนอื่น…แต่ก็ไม่อยากอยู่ลำพังอีก”
ปุณณหัวเราะเบา ๆ “ผมก็กลัวล้มเหลว…จนเคยเลือกเดินผิด แล้วก็กลัวจะไม่มีใครเข้าใจ”
ทั้งคู่หัวเราะกับความจริงใจของอีกฝ่าย ต่างยอมรับจุดอ่อนของตัวเอง ความอบอุ่นในร้านกาแฟกลางสายฝนกลายเป็นพันธะของหัวใจดื้อรั้นสองดวง
ฝนยังไม่หยุดตกเสมอไป แต่ฤดูฝนปีนี้ไม่ได้โหดร้ายเหมือนเดิม สีฟ้าของท้องฟ้าเริ่มเผยที่ขอบม่านใหม่ เหมือนกำแพงในหัวใจละลายช้า ๆ เริ่มเรียนรู้การเปิดประตูให้ใครอีกคนก้าวเข้ามา
บางครั้งความรักไม่ต้องมีบทสรุปหวือหวา แค่เข้าใจและเดินข้างกันในวันที่โลกยังเปียกปอน หัวใจสองดวงก็เปลี่ยนฤดูของกันและกันไปตลอดกาล