เสียงหวานระหว่างเรา
แสงเช้าที่อบอวลกลิ่นฝนใหม่ ๆ ฉายลอดหน้าต่างห้องซ้อมเปียโน เบาะนั่งสีแดงอมชมพูถูกแบ่งครึ่งด้วยเสียงฝีเท้าของหญิงสาวรูปร่างโปร่ง ผมยาวถักเปียหลวม ๆ ตกมาข้างหน้า เธอนั่งลงอย่างเงียบ ๆ หน้าคีย์บอร์ด สัมผัสเปียโนทุกครั้งก็เหมือนกำลังสัมผัสบาดแผลในใจตัวเอง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“วันนี้จะเริ่มอะไรก่อนดี” เสียงตัวเองสะท้อนผ่านห้องโล่ง น่านฟ้าไม่ได้คาดหวังคำตอบ เธอเล่นทำนองตัวเองคลอเบา ๆ มองสายน้ำค้างเกาะกระจก
เสียงประตูเลื่อนไม่เรียบร้อยทำให้จังหวะมือสะดุด น่านฟ้าหันมองทันที เด็กผู้ชายจมูกโด่งในชุดวิศวะหลุดเข้ามา เขาตะกายหาสตางค์เหรียญที่กลิ้งเพราะประตู
“อ๋อ…ขอโทษครับ” เขาพูดงึมงำก่อนเดินมองใต้เปียโน น่านฟ้าหลบตา ไม่เอ่ยอะไร สายตาเขาฉายแววเหนื่อยและลนลาน อาจเพราะวิ่งมาสาย หรือเพราะทำอะไรตกหล่นอยู่ร่ำไป
“เหรียญนี่ใช่ไหม” เธอยื่นธนบัตรยับ ๆ ที่เขาเพิ่งทำตกบนพื้น คิณห์เงยมอง แววตาซึ้งที่จู่ ๆ มีคนสังเกตเห็นสิ่งเล็ก ๆ แบบนั้น เขายิ้มกร่อย “ขอบคุณมาก”
พอเขาหันหลัง น่านฟ้าก็สูดลมหายใจลึก ปลายนิ้วยังค้างบนคีย์เปียโน
คืนนั้นที่ห้องเช่าของเขา คิณห์กางสมุดสเก็ตช์กับเครื่องมือกลยุ่งอยู่กับชิ้นส่วนเหล็กและสายไฟ หูฟังวางข้างเตียง มือเขาถูกปากกาทำรอยเปื้อนเต็มไปหมด เขาคิดถึงเครื่องดนตรีที่เขาฝัน—คีย์บอร์ดสำหรับเด็กพิการทางหู ที่จะรู้สึกถึงเสียงด้วยแสงและแรงสั่นสะเทือน
เช้าวันรุ่งขึ้น น่านฟ้าเดินผ่านคาเฟ่ใต้ตึกศิลปกรรม ตัวติดสมุดเพลง มีโต๊ะหนึ่งวางถ้วยโอวัลตินร้อน ใครบางคนหลับหัวฟุบพิงเครื่องคอมพิวเตอร์ เธอจำได้ว่าเป็นเด็กคนนั้น—คนที่ตกเหรียญ คิณห์ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเธอ
“เมื่อคืนทำงานดึกเหรอ” เธอถามเบา ๆ ท่าทางเขางุนงงกลางความเพลีย
“เอ้อ…ใช่ครับ ผมทำโปรเจกต์เครื่องเล่นดนตรี” คำตอบแผ่วเบา เขาไม่กล้ามองตาเธอเต็ม ๆ
น่านฟ้าถามต่อ “ดนตรีแบบไหนเหรอ”
“สำหรับ…เอ่อ…คนที่ไม่ได้ยินเสียงน่ะครับ” คำพูดติด ๆ ขัด ๆ เสี้ยวหนึ่งในแววตาน่านฟ้ากระตุก เธออดแปลกใจไม่ได้กับความจริงใจแบบงุ่มง่ามนี้
ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองเริ่มจากการนั่งคนละฝั่งของบันไดห้องสมุด คิณห์เอาหนังสือเทคนิคจัดวางเรียงกันแนบชิด ขณะที่น่านฟ้าแต่งท่อนเพลงใหม่ ใจจดจ่อกับสมุดสีน้ำเงิน อะคูสติกกีตาร์วางพิงโต๊ะ พวกเขาใช้ชีวิตขนานกัน เหมือนเส้นเสียงกับเส้นสาย
วันหนึ่ง คิณห์เปรยขึ้นขณะส่งน้ำส้มให้ “เพลงที่ฟ้าแต่ง…มีกลิ่นเทามากเลย เหงาใช่มั้ย”
น่านฟ้าเงียบไปนาน ก่อนตอบแผ่วเบา “มันเป็นเรื่องที่ฉันชินน่ะ”
“ผมเคย…” ท่าทางลังเล เขาไม่พูดต่อได้แต่จ้องแก้วน้ำส้มเสียสนิท
ความเงียบอึดอัดเป็นสะพานที่ทอดข้ามระยะห่างบางอย่างระหว่างทั้งสอง โดยไม่มีใครกล้าก้าวข้ามจริง ๆ
เย็นวันฝนปรอย น่านฟ้ายืนใต้กันสาดรอให้ฝนหยุด ปลายนิ้วกดจังหวะเปียโนบนอากาศ คิณห์เดินกึ่งวิ่งเข้ามา ไหล่เปียกปอน เขาเปิดเป้คลี่ออกมาเป็นชิ้นไมโครชิปหลายอัน
“ของเล่นใหม่น่ะ จะลองติดกับเปียโนดู” คิณห์เสนอ ยื่นชิปให้น่านฟ้า สีหน้าเขาแฝงแรงปรารถนาแปลก ๆ
“แล้วมันจะเห็นอะไรเหรอ”
“มันจะทำให้รู้สึกว่าสัมผัสเสียงได้ แม้ไม่ได้ยินเสียงจริง…”
“แล้วถ้า…” เสียงหยุดกึกเหมือนเธอกลัวจะถามต่อ
ฝนยังคงตกพรำ คิณห์อึกอัก หันไปมองน่านฟ้า “แล้วถ้าผมไม่มีเสียงในใจบ้าง ฟ้าคิดว่า…”
เงียบสั้น ๆ พลันน่านฟ้าสอดมือใส่เส้นผม จังหวะนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเขาทั้งสองดูเหมือนจะขยับเข้าใกล้กันอีกนิด เสียงฝนช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่างใจที่ยังเผชิญความกลัว
เวลาผ่านไป โครงการเครื่องดนตรีของคิณห์เริ่มคืบหน้า แต่ปัญหาใหญ่มาเยือน — ทีมพรีเซนต์วิศวะขาดงบประมาณ น่านฟ้ารู้เข้าโดยบังเอิญ เธอหยิบสมุดกระดาษโน้ตเพลงแล้วเดินตรงไปหาคิณห์ในห้องเวิร์กช็อป
“ให้ฉันช่วยอะไรได้บ้างไหม” เธอถามจริงจัง
คิณห์อึกอักส่ายหน้า “เรื่องของผมเถอะ ฟ้ามีเพลงของฟ้า ไม่อยากให้ลำบากใจ”
เธอเม้มปาก ไขว้นิ้วในแนวกระโปรง บรรยากาศหนักอึ้งคลุมห้อง
“แล้วถ้าฉันอยากช่วยจริง ๆ ล่ะ”
เสียงหายใจของคิณห์ดังขึ้นมากลางความเงียบ “ทุกทีที่เจอฟ้า…ผมเหมือนอยากสู้กับอะไรบางอย่าง…แต่ก็กลัวจะเจ็บอีก”
น่านฟ้าชะงัก สีหน้าสั่นไหวชั่วครู่ เหมือนประโยคหนึ่งถูกจองจำไว้ในอดีตของเธอ—บางอย่างที่ไม่อาจแตะต้องได้ง่าย ๆ
คืนนั้นเสียงเปียโนล่องลอยผ่านห้องซ้อม โคมไฟสีเหลืองสว่างจาน่าอุ่น น่านฟ้าฟังเสียงบันทึกโน้ตเพลงของตัวเอง เธอหยิบสมุดบันทึกออกมาเปิดดู มีชื่อ “ตรีวิทย์” เขียนอยู่ เห็นแววตาเจ็บปวดของเธอ
แฟลชแบ็กแวบผ่าน น่านฟ้าตะโกนใส่เด็กหนุ่มคนหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน
“นายก็ไม่พยายามจะเข้าใจเลย!”
น้ำตาเปื้อนแก้ม สองมือสั่น ทิ้งสมุดเพลงแล้ววิ่งหนีออกไป เงาอดีตยังคงตามหลอกหลอนเธอแม้เปลี่ยนมาเริ่มต้นใหม่แล้ว
คิณห์นั่งรอที่โถงตึกวิศวะ เมื่อเห็นน่านฟ้าขึ้นบันไดมา เขาใจเต้น มือขยี้กระเป๋าเป้แน่น
“สวัสดี…” คำสั้น ๆ ช่วยละลายบรรยากาศขัดเขินได้เล็กน้อย
“เมื่อคืนฟ้า…โอเคไหม”
น่านฟ้าพยักหน้าช้า ๆ งับริมฝีปาก หันหน้าหนี
“ขอโทษ…เผลอพูดแรงไปหน่อย”
เขาอมยิ้มเงียบ ๆ ไม่ได้ตอบอะไร ดวงตาเขาบอกว่ายินดีที่เธอยังอยู่
ความใกล้ชิดค่อย ๆ เติบโตผ่าน Project Showcase ที่ทั้งสองต้องร่วมมือกันอย่างคาดไม่ถึง น่านฟ้าแต่งทำนองโฆษณาให้เครื่องของคิณห์ คิณห์ออกแบบส่วนสื่อสารภาพ เธอร้องไห้เมื่อเห็นเด็กหูหนวกคนหนึ่งยิ้มขณะสัมผัสอุปกรณ์ที่สั่นไปตามทำนอง
“ที่เราทำ…มันมีค่าสำหรับใครบางคน” คิณห์กล่าวช้า ๆ
น่านฟ้าพยักหน้า น้ำตาคลอเบ้า “ฉันเคยคิดว่าตัวเองไม่มีค่า…จนได้เห็นสิ่งนี้”
วันต่อมาข่าวโครงการของคิณห์ได้รับรางวัล น่านฟ้าหยิบสมุดโน้ตที่เคยทิ้งไปวางลงบนโต๊ะคิณห์ ก้มตัวลงช้า ๆ
“ฝากเรื่องของฉันให้เธอแล้วนะ”
คิณห์เปิดอ่าน ชื่อที่ขูดด้วยปากกา “ตรีวิทย์” ยังอยู่นั่น น่านฟ้าพูดเบา ๆ
“เมื่อก่อน…ฉันเคยมีเพื่อนคนหนึ่ง เขาต้องจากไปเพราะเราเข้าใจกันผิด…ฉันเลยกลัวที่จะเริ่มใหม่ กลัวจะผิดหวังซ้ำ”
คิณห์วางสมุดลง ไหล่สั่นเล็กน้อย “ผมก็กลัวเหมือนกัน กลัวว่าถ้าวันหนึ่ง…สิ่งที่ผมสร้างมันไม่มีวันสำเร็จ จะกลายเป็นคนล้มเหลวเหมือนในอดีต”
เงียบอีกช่วงใหญ่ น่านฟ้าขยับเข้ามาใกล้ ฝ่ามือหนึ่งแตะมือเขา
“ถ้ากลัวเหมือนกัน…งั้นก็ลองสู้ไปด้วยกันไหม”
ทั้งสองหัวเราะเบา ๆ น้ำเสียงปนความเขิน ทว่าความอบอุ่นแผ่ออกมาทั่วห้อง
เมื่อใกล้จบเทอม ความกดดันคืบคลานเข้าหา ทั้งสองต้องแยกย้ายไปรับงานต่างจังหวัด น่านฟ้ารับจ๊อบเล่นดนตรีที่โรงแรมต่างเมือง คิณห์ไปฝึกงานในโรงงานเครื่องมือแพทย์ เงื่อนไขชีวิตและความฝันเริ่มแตกต่าง
ระยะห่างและงานหนักทำให้สายที่เคยติดต่อกันบ่อย ๆ กลายเป็นแจ้งเตือนที่ไม่มีวันเปิดอ่าน น่านฟ้าวางโทรศัพท์ลงหลายครั้งโดยไม่กล้าโทรกลับ ทั้งคู่ต่างสงสัยว่าควรดันทุรังสัมพันธ์ต่อดีไหม
คืนหนึ่งกลางฤดูฝน น่านฟ้านอนฟังเสียงเปียโนที่เล่นเองไม่ได้ใต้แสงจันทร์ เธอพิมพ์ข้อความถึงคิณห์แล้วลบทิ้งช้า ๆ น้ำตาซึมที่ปลายตา
อีกฝั่งหนึ่ง คิณห์ทำงานจนสี่ทุ่ม ลังเลว่าจะโทรหาน่านฟ้าดีไหม ท้ายที่สุดก็ทำเพียงเลื่อนชื่อเธอในรายชื่อโทรศัพท์
ช่วงเวลาอบอุ่นในอดีตคล้ายจะค่อย ๆ เลือนราง ระยะห่างทำให้ความรู้สึกดิ่งลึกและขัดแย้ง ไม่กล้าพบกัน ไม่กล้าเลิกรา
วันหนึ่งน่านฟ้ากลับกรุงเทพฯ เพราะต้องมาเล่นงานประกวด She’s in the Music Project เธอเจอคิณห์ที่มุมตึกวิศวะโดยบังเอิญ สายตาทั้งคู่ปะทะ ต่างหยุดนิ่งกลางผู้คนวุ่นวาย
“ฟ้ากลับมาเหรอ” เขาเอ่ยเบา ๆ
“งานประกวด…ต้องใช้เครื่องของคิณห์ช่วย” เธอเก็บยิ้มไว้ในสายตา
ความรู้สึกเก่า ๆ ปะทุขึ้นอีกครั้ง ทั้งอบอุ่นและขมขื่น พวกเขาเริ่มคุยกันอีกในช่วงซ้อมดนตรี
“คิดถึงหรือเปล่า” คิณห์ถามขณะที่ปรับเครื่องให้เธอลองใช้
น่านฟ้าไม่จำเป็นต้องตอบด้วยคำพูด เธอเพียงนิ่ง มุมปากสั่นน้อย ๆ
การแข่งขันผ่านไป เสียงกดเปียโนผสานกับไฟ LED ส่องแสงตามจังหวะ เพลงจบลงพร้อมเสียงปรบมือ น่านฟ้าหันไปสบตาคิณห์ที่ยืนยิ้ม ไม่ต้องพูดอะไร
หลังจบงาน ทั้งสองเดินเล่นด้วยกันข้างสระน้ำกลางมหาวิทยาลัย แสงไฟยามค่ำสะท้อนระลอกน้ำ
“เราจะทำยังไงกับ…เรื่องของเรา” น่านฟ้าเอ่ยขึ้นเสียงเบา
คิณห์ถอนหายใจยาว “ก็…ถ้ายังอยากสู้ไปด้วยกัน ผม…จะลองดูอีกครั้งได้ไหม”
ความเงียบทอดยาว ทั้งสองหยุดเดิน มองผิวน้ำที่สะท้อนดวงจันทร์
น่านฟ้ากลั้นหายใจ ก่อนสุดท้ายจะเอื้อมจับมือเขาช้า ๆ
“ครั้งนี้…เราจะค่อย ๆ ไปด้วยกัน ไม่รีบ ไม่หนี”
มือเขากระชับตอบอ่อนโยน ทั้งคู่หัวเราะกลบเกลื่อนความเขินเล็ก ๆ น้ำตาซึมด้วยความโล่งใจ ทุกอย่างในอดีตยังฝังอยู่ แต่อย่างน้อย…พวกเขาก็เลือกจะเติบโตอย่างช้า ๆ ด้วยกัน
และเสียงหวานในใจ ก็ไม่ใช่ของใครคนเดียวอีกต่อไป