คืนร่ำร้องแห่งสตูดิโอศิลปะ
เสียงสีน้ำกรีดกรายบนผืนผ้าใบเจือไปกับลมหายใจอ่อนล้าของอิลลา เขาจับแปรงแน่นขณะลากเส้นสุดท้ายบนใบหน้าผู้หญิงในจินตนาการ หูยังคงได้ยินเสียงจังหวะพู่กันของเพื่อนร่วมชั้นในสตูดิโอศิลปะแห่งนี้ คืนนี้พระจันทร์เต็มดวงทอดแสงลงผ่านหน้าต่างสูง เวลานี้อิลลาอยากให้เงาเหล่านั้นปกปิดทุกอย่างแม้แต่ตัวเอง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มึงยังไม่เห็นงานกูหรอก หึ!” เสียงเตชินท์ขว้างมาจากมุมห้องอย่างท้าทาย แววตาแสงวาบของเขาผ่านเศษกระจกบานหนึ่ง อิลลาสะดุ้ง ก่อนจะฝืนยิ้มขณะเช็ดมือที่เปื้อนสีลงบนผ้ากันเปื้อนตัวเก่า
“เต พอก่อนเถอะ งานมึงมันดีกว่าของกูอยู่แล้ว” รัญญาณ์พูดพร้อมถอนหายใจ ปล่อยผมยาวเปียกๆ ของตัวเองทิ้งตกกับไหล่ ทั้งสามคนนั่งห่างกันสุดมุมห้อง บรรยากาศแปลกประหลาดคืบคลานเข้าปกคลุม
กลิ่นทินเนอร์จาง ๆ ปะปนกับกลิ่นหญ้าสนามหญ้าข้างสตูดิโอ ไฟในห้องถูกหรี่ลงจนเหลือแต่แสงจันทร์ทะลุผ้าม่านบาง ๆ ข้าวของศิลปะซ้อนทับระเกะระกะ แต่ละคนต่างอยู่กับโลกของตัวเอง ไม่มีใครรู้เลยว่าค่ำคืนนี้กำลังถูกออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนชีวิต
เสียงแกรกประตูไม้หนักชวนให้สะดุ้ง เตชินท์ยักไหล่ แล้วเดินไปลองบิดลูกบิดเล่นอีกครั้ง คราวนี้…ขยับไม่ได้ “อะไรของมันวะ ใครล็อกประตู!” เขากระแทกมือใส่ไม้เสียงดัง
เสียงทองทึบของประตูทำให้เสียงสนทนาขาดไป ทุกคนหยุดวาด รัญญาณ์ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น “พี่อนาวินคงยังไม่ล๊อก ให้พี่เค้ามาดูงานก่อนไม่ใช่เหรอ…”
“ก็เมื่อกี้เห็นเขายังอยู่ข้างนอกนะ แต่ตอนนี้หายไปไหน?” อิลลาพูด พลางเดินไปสบตาเตชินท์ อะไรบางอย่างในช่องท้องเขาเริ่มปั่นป่วน เขาก้มหน้ามองแปรงในมือเหมือนจะหาคำตอบ
ทันใดนั้น เสียงคลื่นเพลงแผ่วเก่าดังแทรกออกมาจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงตรงหัวมุมห้อง ทั้งที่ไม่มีใครแตะต้องมากว่าสัปดาห์ รัญญาณ์ขยับเข้ามาใกล้ “ของใครเปิด หรือเปล่า…”
แผ่นเสียงหมุนช้า แต่เพลงที่ดังออกมานั้นเหมือนเสียงร้องไห้กระซิบครวญ อิลลาขนลุกซู่ขณะเสียงนั้นเหมือนร้าวลึกเข้าไปในใจ พวกเขามองหน้ากันอย่างประหลาดใจและหวาดกลัว เตชินท์เงียบนิ่ง กระพริบตาถี่เหมือนกลัวความจริง
อิลลาค่อยๆ ก้าวเดินตรงไปที่เครื่องเล่นนั้น ถอนหายใจ “จะหยุดให้ไหม…” เขาสะดุ้งเมื่อสัมผัสปุ่มหยุดแล้วเสียงยังคงแทรกออกมา รัญญาณ์จับแขนเขาแน่น อารมณ์ระแวงตึงเครียดกลืนกินความกล้า
เสียงเพลงเริ่มกลายเป็นเสียงกระซิบชื่อ เพียงเสี้ยวนาที หน้าต่างสูงจู่ๆ ถูกกลุ่มหมอกบางบังแสงจันทร์จนห้องตกอยู่ในความมืดขุ่นมัว อิลลามองไม่เห็นแม้แต่รอยยิ้มฝืนของตน เตชินท์เริ่มตะโกนให้คนมาช่วย แต่เสียงสะท้อนกลับว่างเปล่าและก้องยาวเหมือนมีผนังอีกชั้นแยกพวกเขาออกจากโลก
มือของรัญญาณ์สั่น นัยน์ตาเธอเติมน้ำใส “จะ…จะเกิดอะไรขึ้น ทำไมเราต้องมาอยู่ในนี้…” ไม่มีใครตอบ เด็กหนุ่มสาวทั้งสามถูกขังอยู่ในแดนฝันร้ายที่กลายเป็นจริง เวลายืดออกช้า ๆ เหมือนรอใครบางคนหรืออะไรบางอย่าง…
เตชินท์เดินไปทั่วห้องอย่างไม่วางใจ เขาหงุดหงิด “ถ้ามันแกล้งเรา กูจะกระชากคอออกมาให้หมดเลย” เขาพยายามค้นหาวิทยุ โทรศัพท์ แต่อุปกรณ์ทุกอย่างดับสนิท อิลลานั่งลงอีกมุมหนึ่ง เคาะพื้นไม้เบาๆ เพื่อเรียกสติ ก่อนเอ่ยเสียงเบา “ร้องไห้ได้มั้ย…จะว่าอะไรกันไหม”
“ใครจะไปว่าล่ะ” เสียงของรัญญาณ์แหบพร่า เธอลูบแขนอิลลาเบาๆ น้ำตาเริ่มไหลผ่านแก้ม “พ่อฉันเคยปิดฉันในห้องมาก่อน ไม่กลัวหรอกมืดแต่…กลัวความจริงที่มันจะโผล่มาข้างในนี้มากกว่า”
เพลงแผ่วดังขึ้นเป็นคลื่น ๆ เหมือนวิญญาณพัดผ่าน ความกลัวไม่ใช่รูปทรงชัดเจน แต่คืบคลานเข้าเริ่มยึดร่างกายและจิตใจ คนทั้งสามปล่อยสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจให้ล่องลอยกลางอากาศ
อิลลาหลบตาเพื่อน “ถ้ามีคนนึงต้องอยู่ในนี้ พวกมึงจะเลือกใคร…”
เตชินท์ตัดบททันที “อย่าพูดเป็นลางดิวะ หาทางออกดีกว่า!”
เสียงประตูอีกบานกระทบกันเบา ๆ กลางความเงียบ รัญญาณ์ผงะ ปล่อยมืออิลลา คล้ายบางอย่างโผล่มาในเงา กระจกภายในห้องสะท้อนรูปร่างไม่คุ้นตา เพียงชั่ววินาที ลมหนาวปะทะผ่านร่าง
“เรา…ไม่ได้อยู่คนเดียว” อิลลาพึมพำ เขาขยับเดินไปใกล้กระจกเพื่อพิสูจน์ เตชินท์ดึงแขนไว้ “เฮ้ย อย่าเล่นกับของพวกนี้นะเว้ย มึง…เห็นอะไรเปล่าวะ”
แผ่นเสียงหยุดกะทันหัน เสียงฝีเท้าของบางสิ่งในเงาคืบคลานไปมาตามมุมห้อง ทุกคนหยุดนิ่ง อิลลากลั้นหายใจแน่น ผลิตสัญญาณว่ามีบางอย่างเฝ้าดูอยู่
รัญญาณ์สะกดกลั้นจนดวงหน้าซีด “ฉัน…ขอโทษนะ เรื่องวันนั้นฉันไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ…” เธอพูดกับอากาศที่ไร้ตัวตนก่อนเตชินท์จะหันไปตวาด “อย่าบ้าดิ๊ จะขอโทษใคร!”
เสียงในแผ่นเสียงหวนขึ้นมาอีกครั้ง ครานี้กลายเป็นเสียงหัวเราะเย็นยะเยือกสลับกับเสียงร้องไห้ แต่ละคนเริ่มเห็นเงาตัวเองบิดเบี้ยวในกระจก สะท้อนด้านที่ตนเองปิดบัง และความลับที่ไม่อยากให้ใครรู้
อิลลาหายใจไม่ทั่วท้อง มือเย็นเฉียบ “ถ้าพวกเราต้องสารภาพ…จะมีใครเอาตัวรอดมั้ย”
รัญญาณ์กลืนน้ำลายแต่ยังพยายามยิ้ม “หาอะไรมาทุบกระจกไหม อย่างน้อยจะได้ไม่ต้องเห็นอะไรน่ากลัวพวกนี้…”
เตชินท์ยืนกอดอก เขาสั่นแต่ไม่ยอมให้คนอื่นเห็น “เฮ้ย กูไม่กลัวหรอก ศิลปะก็แค่ภาพความกลัวที่คนอื่นสร้างขึ้นสวยๆ” แต่เสียงของเขาสั่นมากกว่าที่ตั้งใจ
ในทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์เครื่องเก่าบนผนังดังขึ้นลั่น ฟังดูคล้ายเสียงฤดูใบไม้ร่วงผ่านไม้แห้ง เตชินท์รีบคว้าไปฟัง “เฮลโหล…” ไม่มีคำตอบ มีเพียงเสียงกระซิบว่า “กลับไปจุดเริ่มต้น”
ทั้งสามมองหน้ากัน ในเงียบงันที่ตึงเครียด รัญญาณ์จับมืออิลลาแน่น ใบหน้าของเธอซีดเผือด สีสันงานศิลปะรอบตัวพวกเขากลายเป็นสิ่งเดียวที่ยังคงอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงที่บิดเบี้ยว
อิลลาก้าวเข้าไปดูภาพวาดใบเก่าของเขาในมุมห้อง ภาพหญิงสาวร้องไห้ใต้แสงจันทร์ แสงจันทร์ก็เพิ่งกลับเข้ามา จากหน้าต่างเล็ก ๆ บนเพดาน ส่งเงาไปทางรูปวาดนั้นทันที รัญญาณ์พึมพำ “มันเป็นเธอใช่ไหม…ผู้หญิงในภาพวาดของอิลลา…”
ภาพนั้นสั่นสะท้านอย่างเหลือเชื่อ เงาในรูปเหมือนจะหลุดออกมา อิลลาเอื้อมมือขวาง “อย่านะ…” แต่สายตาเขาสบกับสายตาผู้หญิงในภาพ สำนึกผิดรุนแรงจู่ ๆ ถาโถมกลับมา
เสียงแผ่นเสียงคลายลงกลายเป็นเสียงร้องไห้เด็กวัยรุ่นที่อ้างว้าง ทุกคนรู้สึกเหมือนกำลังถูกตัดสิน อิลลากระซิบเบา “ฉัน…ฉันเป็นคนร้ายกาจในวันนั้นจริง ๆ…” รัญญาณ์ปล่อยมือจากแขนอย่างตกใจเตชินท์รีบเบี่ยงประเด็น “ไม่ใช่เวลาสารภาพ อิลลา โฟกัสทางออกเหอะ!”
เสียงเคาะเบา ๆ เกิดขึ้นอีกครั้ง ในภาพสะท้อนกระจกรอบห้อง เงาของแต่ละคนมือนั้นบิดงอไม่ตรงความจริง อิลลาน้ำตาไหลอย่างกลั้นไม่อยู่
“กูฆ่าเธอในใจ กูเลือกตัวเองทั้งที่ควรช่วย…” เขายกมือขวางหน้า ไม่กล้าสบตารัญญาณ์
รัญญาณ์กลับไปยืนข้างเตชินท์ เธอทรุดนั่งร้องไห้เงียบ ๆ “กู…กูเอาชีวิตใครกลับไม่ได้เหมือนกัน…”
ทุกคนจำต้องเผชิญกับความผิดบาปของตัวเอง เสียงหัวเราะเศร้า ๆ และเสียงร้องไห้ของแผ่นเสียงเป็นเหมือนบ่วงที่พันธนาการ
เตชินท์เงียบไปนานแล้ว ในที่สุดเขาพูดเบา ๆ “ทุกคนกลัวความจริงกันหมด” เขาหยิบสีมาป้ายข้างผนัง วาดวงกลมแล้วแบ่งเป็นสามส่วน “ถ้ารอดไปจากที่นี่ เราจะไม่ซ่อนอะไรอีก”
รัญญาณ์ตาแดง อิลลาพยักหน้าอย่างไม่มั่นใจ เพลงในแผ่นเสียงลดระดับ กลายเป็นเสียงสายลมไล้เบาๆ
อากาศในห้องเริ่มเปลี่ยน แสงจันทร์ลอดผ่านม่านเหมือนขออภัย เสียงเครื่องเล่นแผ่นเสียงเงียบลงพร้อมกับเสียงประตูดังคลิกเบาๆ เป็นสัญญาณว่าถูกปลดล็อกแต่ว่าต้องมีบางอย่างถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
เตชินท์ค่อยๆ กางแขนไล่รัญญาณ์กับอิลลาเข้าไปก่อนที่จะเปิดประตู ทุกอย่างข้างนอกสวยงามสงัดเหมือนทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือความฝันร้าย วินาทีที่แต่ละคนก้าวออก แสงจันทร์ลับขอบฟ้า
คนทั้งสามเหลียวมองประกายความเงียบในสตูดิโอศิลปะนั้นอีกครา ภาพวาดหญิงสาวในภาพของอิลลานิ่งสงบ แต่แววตาเหมือนยิ้มให้อย่างเข้าใจความลับ ความผิด และการให้อภัยของมนุษย์ในค่ำคืนร่ำร้องนั้น