ละอองหิมะแห่งสตูดิโอศิลปะ
เสียงคนเดินกรอบแกรบบนหิมะสีฟ้าซึมในแสงยามเย็น พริมแบกเป้ผ้าเก่า ๆ เดินอย่างระมัดระวัง ทุกรอยเท้าทิ้งลมหายใจไว้บนผืนหิมะหนา เธอมองตึกสตูดิโอศิลปะขนาดย่อมที่ซ่อนตัวในตรอกเล็กของเมืองเทือกเขา หิมะบนหลังคาร่วงมาปะทะหน้าต่างเป็นช่วง ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เพลากำลังรออยู่แล้ว นั่งโยกขากับขอบระเบียงไม้ พอเห็นพริมมา เขาผงกหัวแทนคำทักทาย มือถือกีต้าร์ไม้สีหม่นไว้บนตัก
“เหนื่อยไหม?” เพลาหรี่ตามองเธอ พริมยักไหล่ ถอดถุงมือ ส่งเสียงหัวเราะเพี้ยน ๆ เหมือนไม่ต้องการให้อีกฝ่ายเข้าถึง
“แค่หนาว แต่นายก็ยังรออยู่ตรงนี้ได้สินะ เคยคิดว่าตัวเองบ้ามั้ย?”
“ถ้าไม่บ้าก็คงไม่ได้มาเล่นดนตรีก๊อกแก๊กในสตูดิโอร้างนี่หรอก” เพลาตอบแล้วยิ้มปนประชด
ทั้งสองเดินเข้าสตูดิโอ ห้องว่างใหญ่ กลิ่นสีแห้ง สิ่งของถูกทิ้งร้าง โครงผ้าใบตั้งโดดเดี่ยว พริมวางกระเป๋าแล้วทิ้งตัวนั่งที่ม้านั่งไม้เก่า นัยน์ตาก้มต่ำแอบซ่อนความกลัวและลังเล ภาพอดีตวาบขึ้น—แต่เธอรีบเบือนหน้าหนี
เพลาวางกีต้าร์ เปิดเปียโนเก่า มือเขาสั่นเครือก่อนจะตั้งนิ้วบรรเลง เสียงเปียโนตีก้องเซ็งแซ่ในห้องว่าง พริมฟังแล้วนิ่งงัน ราวกับโดนดูดกลับสู่อดีตเสียงหัวเราะในวัยเด็ก ภาพวาดในสมุดสเก็ตซ์เล่มนั้น กลายเป็นภาระที่หนักอึ้ง
“คืนนี้น่าจะติดลบ นายจะกลับบ้านมั้ย?” พริมถาม
“บ้าน? บ้านคือที่ไหนเหรอพริม” เพลาหัวเราะแผ่วเบา “สำหรับฉัน ตอนนี้ที่นี่แหละบ้าน ถึงจะกลัวร้อนในเตาผิงก็ตาม”
พริมจับสมุดวาดรูปไว้แน่น เธอยังไม่กล้าขึ้นโครงผ้าใบ ในหัวมีความคิดพร่ามัว ต้องสร้างผลงานชิ้นสุดท้าย…แต่สำหรับใคร?
“กลัวจะวาดแล้ว…มันกลับมาอีก” เสียงพริมเบามาก เหมือนพูดกับตัวเอง
เพลาหยุดเล่นเปียโน มองเธอนิ่ง “หมายถึงอะไร?”
พริมกัดริมฝีปาก สีหน้าอึดอัด ไม่อยากอธิบาย ความเงียบห่อหุ้มห้อง สายลมกระทบหน้าต่างเสียงดัง
“ไม่มีอะไร แค่…กลัวตัวเองจะวาดอะไรที่มันทำร้ายคนอื่นเหมือนเมื่อก่อน”
เพลาสบตาแวบหนึ่ง กดคีย์เปียโนเบา ๆ “ศิลปะจะทำร้ายได้ขนาดนั้นจริงเหรอ?” เขายิ้มเศร้า เช่นเดียวกับแผลเป็นที่ดูเหมือนมีมากกว่าหนึ่งบาดแผลในใจ
เสียงฝีเท้าน้อย ๆ เดินเข้ามาในห้อง วีณา เพื่อนร่วมห้องอีกคน วีณาแต่งชุดกันหนาวหนา ผมเปียสองข้างยาว เธอมาช้าเสมอเหมือนขัดแย้งกับโลกทุกอย่าง
“จะเริ่มวาดกันหรือยัง?” วีณาวางกระบอกชาอุ่นบนโต๊ะ ดวงตาเธอเป็นประกายท่ามกลางหิมะที่ตกข้างนอก
พริมผงกหัว เบี่ยงสายตาหนี เธอหยิบดินสอขึ้น วาดเส้นแรกช้า ๆ เสียงดินสอลากบนกระดาษประสานกับเสียงดนตรีและกลิ่นชาอุ่น อากาศแกว่งไกวระหว่างความกลัว ปรารถนา และความจริง
บรรยากาศของการสร้างงานศิลป์ในสตูดิโอร้างประหลาดไม่เหมือนใคร เพลามองพริมอย่างจับตา วีณานั่งเขียนบันทึกเสียงฝนในใจของเธอลงในสมุดสีดำ ทั้งสามต่างมีคำถามไร้คำตอบซ่อนอยู่ในเงามืดของห้องนี้
ค่ำลงอย่างช้า ๆ ลมหนาวเริ่มแรงขึ้น ท่ามกลางความเงียบ พริมรู้สึกว่าสายตาของใครบางคนจ้องมองอยู่ ความลับบางอย่างกำลังจะมาถึงพร้อมหิมะที่หนาขึ้นทุกขณะ
รุ่งเช้า หิมะหนาขาวโพลนไปทั้งเมือง พริมเดินฝ่าลมเย็นกลับสตูดิโอ หน้าต่างมีคราบนิ้วมือปริศนา เธอขมวดคิ้ว กดเปิดประตู พบเพลานั่งอยู่มุมเดิมแต่ใบหน้าครุ่นคิด
“เมื่อคืนมีใครกลับมาที่นี่มั้ย?” พริมถาม เสียงแผ่วเบาเพราะกลัวคำตอบ
เพลาสะบัดหน้า “ไม่น่าใช่ ฉันก็อยู่ที่นี่ทั้งคืน แต่…ฉันฝันว่าได้ยินเสียงใครสักคนหัวเราะในห้องวาดรูป”
วีณามาในอีกไม่ช้า ท่าทางดูร้อนใจ ผมเธอเปียกชื้นเล็กน้อยจากละอองหิมะ วีณาชี้นิ้วไปที่ผนัง พบรอยคราบสีแดงแห้งเป็นทาง ตามตัวอักษรลาง ๆ ว่า ‘กลับมา…’
พริมหน้าซีด มือสั่น “มันเป็นสี…ของฉัน” เธอพึมพำแล้วทรุดลงนั่ง
“นี่มันอะไรกัน ใครแกล้ง หรืออะไร—” เพลาขมวดคิ้ว พลางเดินไปแตะผนัง รอยสีเย็นเฉียบอย่างกับยังมีชีวิตอยู่
ทุกคนพยายามหาต้นตอ วีณาเปิดบันทึกบอกว่าเคยได้ยินตำนานศิลปินสตูดิโอร้าง ที่ใครวาดภาพด้วยความแค้น ภาพนั้นจะกลายเป็นจริงในหิมะ
พริมยิ่งตัวสั่น ความรู้สึกผิดในอดีตแล่นวาบขึ้น ความทรงจำเรื่องบิดา—ผู้เคยบังคับให้เธอวาดภาพแข่งชนะรางวัลแต่กลับนำไปสู่การทะเลาะรุนแรง พริมวาดภาพใบหน้าแค้นของเพื่อนร่วมชั้นในเยาว์วัย จนคนคนนั้นต้องย้ายโรงเรียน เหตุการณ์นั้นคือแผลลึกในใจ
เพลาสังเกตสีหน้าพริม “นี่ใช่รอยแค้นครั้งนั้นหรือเปล่า? พริม ถ้ามันคือความผิดของแก เราต้องหาวิธีรับผิดชอบ”
พริมเมินหน้า น้ำตาคลอ “แกไม่มีทางเข้าใจ มันกลืนกินชีวิตฉันไปตั้งแต่วันนั้น”
เพลานั่งลงข้าง ๆ อย่างเงียบงัน จับมือพริมไว้แน่น วีณามองด้วยแววตาอึดอัด แต่เลือกนิ่งเงียบไว้ก่อน
วันต่อมา พริมฝันเห็นภาพเก่า วิญญาณในภาพเหมือนจะหลุดออกมาสะกดรอยตามเธอ เธอตื่นมากลางดึก เหงื่อโชก ลมหายใจหอบหนัก เธอเดินมาเปิดประตูพบว่ามีรอยเท้าหิมะนำไปสู่ห้องวาดรูป ภาพที่เคยวาดด้วยแค้นในวัยเยาว์ ถูกใครบางคนเติมสีให้แดงจัดขึ้นจนเหมือนมีชีวิต
เพลามายืนข้าง ๆ ในความมืด ผ่านความเงียบไปนานก่อนพูดขึ้น “เราควรเผาภาพนั้นทิ้ง หรือจะอยู่กับมันไปตลอด?”
พริมสั่นศีรษะ “มันไม่ง่ายขนาดนั้น—มันเหมือน…มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของเราแล้ว”
เช้าวันถัดมา ทั้งสามช่วยกันทำความสะอาดสตูดิโอ เพลาร้องเพลงในเสียงต่ำ วีณาจัดระเบียบขวดสี พริมตัดสินใจหยิบพู่กันขึ้นวาดภาพใหม่ ภาพนี้เธอตั้งใจจะถ่ายทอดความจริงและให้อภัยตัวเอง ไม่ใช่แค่ความกลัวหรือแค้นเหมือนก่อน
ขณะวาด พริมเล่าความลับเรื่องภาพนั้นให้ทั้งสองฟัง เธอเบี่ยงหน้าจากสายตา หยิบความกล้าเล็กน้อยออกมา “ฉันวาดด้วยแค้นจริง ๆ ตอนนั้น อยากให้ทุกคนเห็นว่าฉันเจ็บแค่ไหน…แต่ผลมันแย่กว่าที่คิดมาก”
เพลาหยุดร้องเพลง ลุกขึ้นมากอดเธอแน่น “ไม่ว่าภาพไหน ถ้ามันมาจากความจริงและความเจ็บปวด มันจะกลายเป็นเครื่องมือเยียวยานะ”
วีณาหันไปเปิดหน้าต่าง ดูหิมะที่ยังตกหนัก “ทุกคนต่างมีความผิดทั้งนั้น อยู่ที่ว่าใครกล้ายอมรับ”
หลังจากนั้น สตูดิโอเริ่มอบอุ่นขึ้นในฤดูหนาวที่ยาวนาน พริมกับเพลาและวีณาต่างช่วยกันสร้างภาพชุดใหม่ ทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะระหว่างทำงานร่วมกัน
คืนหนึ่ง เสียงกีต้าร์กระทบสายลม พริมวาดภาพใบสุดท้าย เป็นภาพสามคนยืนข้างกัน ท่ามกลางพายุหิมะที่กลายเป็นเกสรดอกไม้สีขาว ในภาพมีรอยยิ้มและน้ำตา ทุกความรู้สึกยอมรับถูกถ่ายทอดออกมา
รุ่งเช้า แสงอาทิตย์สะท้อนประกายหิมะ เมืองเล็ก ๆ เหมือนได้ชีวิตใหม่ สตูดิโอกลายเป็นสถานที่อันอบอุ่น ไม่ใช่บ้านของความแค้นอีกต่อไป แต่เป็นที่เริ่มต้นใหม่ของทั้งสาม
พริมเดินออกมาข้างนอก สูดอากาศลึก ๆ เธอหันกลับไปมองสตูดิโอ หิมะหยุดโปรย เหลือเพียงสายหมอกเบาบาง เสี้ยนแสงทาอยู่บนผืนผ้าใบ ผลงานชิ้นสำคัญที่สุดของเธอ คือการให้อภัยตัวเอง