เสียงบรรเลงคำสาป
เปียโนเก่าเงียบงันกลางห้องซ้อมวงเสียงประสาน กุญแจปิดสนิทใกล้เที่ยงคืน ลมเย็นจากช่องหน้าต่างรั่วๆ ทำให้กระดาษโน้ตดนตรีกระพือเบา สุมลวรรณนั่งหลังตรงหน้าเปียโน มองโมงยามบนนาฬิกาข้อมือ—อีกสิบนาทีก่อนการฝึกซ้อมจะเริ่ม เหงื่อชื้นผุดตามไรผมทั้งที่อากาศหนาวเย็น เธอยกนิ้วสัมผัสคีย์เปียโน แค่เสียงเดียว ก้องวังเวงในความเงียบ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ประตูด้านหลังเลื่อนเปิด “มาช้าจังวะ! เห็นไหม ดึกแล้วด้วย” ภูวดลทิ้งกระเป๋าเป้พื้นอย่างแรง ร่างสูงผอมแต่สายตาแข็งกร้าว “ไม่ได้อยากมาเลย ให้ซ้อมอยู่ได้ทุกคืน จำเป็นอะไร”
วรรณหันมา “ถ้าอยากชนะประกวด เสียงต้องเป๊ะกว่านี้” เธอไม่สบตาใคร “วันนี้ต้องร้องเพลง ‘คืนสุดท้าย’ ให้จบ”
รจนา สาวขี้อายยืนกอดโน้ตเพลงเข้าหาตัว “คืนสุดท้ายมัน… มีคนว่าเพลงนี้ไม่ดี มีคนไม่กล้าร้อง…” เสียงเธอเบากว่าลมหายใจ
ภูวดลหัวเราะหยัน “ก็แค่ตำนานผีบ้าๆ ร้องเพลงนี้ในห้องนี้ครบเที่ยงคืน วิญญาณจะมาเอาชีวิต—โธ่เอ้ย ทำเป็นกลัว!”
“ภู!” วรรณตำหนิ โอมตามเข้ามายิ้มตัดบรรยากาศ “มีหรือไม่มี ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ดิ เราแค่ซ้อมให้จบคืนนี้ ไม่เป็นไรหรอก”
ภายในห้องซ้อม คนทั้งสี่เริ่มฝึกประสานเสียง แม้เสียงจะดังแต่เงียบงันเกินจริง ประโยคสนทนาขาดห้วง ความไม่สบายใจกระจายอยู่ในบรรยากาศ พลันไฟห้องกระพริบวูบเดียว ทุกคนหยุดร้อง กำปั้นภูวดลกำแน่น
“ไฟมันติดๆ ดับๆ มานานแล้ว ไม่ต้องกลัว” วรรณพูด กลบความตื่นเต้นในใจเธอเอง รจนาอมยิ้มแห้งกลับไปดูโน้ตเพลง เสียงเปียโนดังผิดคีย์ดังแหลมในความเงียบ
คืนนั้น ทุกอย่างควรจบแค่การซ้อม แต่เมื่อถึงห้องนอนในหอพัก เสียงเพลง ‘คืนสุดท้าย’ กลับลอยแผ่วผ่านหน้าต่างของวรรณ คนเดียวที่ได้ยิน เธอขยับไปมองข้างนอก—เงาร่างบางคนหนึ่งเดินผ่านเงามืดใต้ต้นไทรหน้าอาคาร ตาค้าง เหงื่อซึมอีกครั้ง เธอกระซิบชื่อเพื่อน แต่ไม่มีเสียงตอบรับ
รุ่งเช้า รจนาไม่ไปเข้าเรียน ไม่มีใครเจอเธออีกเลย โทรศัพท์ปิด วรรณกับภูวดลและโอมสืบหาทุกมุมมหาวิทยาลัย สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้นเมื่ออาจารย์ฝ่ายศิลป์เริ่มสอบสวน
“เมื่อคืนนี้ใครอยู่กับรจนาเป็นคนสุดท้าย” ถามเสียงเข้ม ทุกคนสบตากันนิ่ง วรรณหลบสายตา โอมพูดติดขัด “เรากลับพร้อมกันหมดครับ…”
บรรยากาศในวงเริ่มหวาดระแวง ภูวดลสงสัยวรรณ “เมื่อคืนแกเห็นอะไรเหรอ? ทำไมแกดูแปลกกว่าคนอื่น”
วรรณนิ่ง—เธอคิดถึงเสียงเพลงในความเงียบ คืนที่รจนาหายตัว บางสิ่งในใจเธอรู้สึกผิดปกติ แต่ไม่กล้าพูด เธอกลัวจะโดนกล่าวหาว่าเหลวไหลและเก็บความรู้สึกนั้นไว้คนเดียว
คืนถัดมา วงโขมยฝึกซ้อมครึ่งหนึ่งเพราะใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เสียงเปียโนลอยออกมาไม่เป็นท่ามากกว่าสองคืน ไม่ใช่ทุกคนกล้าร้องเพลง ‘คืนสุดท้าย’
“คืนนี้นอนได้มั้ย ใครได้ยินอะไรก็อย่าวิ่งออกไปข้างนอก” โอมพูดเบาในกลุ่มแชท ไฟในหอพักวูบวาบอีกแล้ว วรรณส่งข้อความแต่ไม่มีใครตอบ
เสียงประตูห้องวรรณดังเบา เธอคว้าผ้าห่มแน่น รู้สึกถึงปลายเท้าเย็นเฉียบ เสียงกระซิบของหญิงสาว “ช่วยด้วย” ก้องเข้าหัวใจ เหงื่อซึม ไม่กล้าลุก ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น—แต่ประตูเปิดเองช้าๆ เธอซ่อนตัว ร้องไห้เงียบ
เช้าอึมครึมอีกวัน ภูวดลเจอเศษกระดาษโน้ตฉีกครึ่งใต้โต๊ะเปียโนในห้องซ้อม เนื้อเพลง ‘คืนสุดท้าย’ ถูกขีดฆ่า ถ้อยคำ “ขออภัย” มีหยดน้ำเปื้อนเหมือนน้ำตา
เขานำไปให้วรรณดู “นี่ของรจนาใช่ไหม?”
วรรณมองกระดาษ เห็นลายมือเพื่อนทันที ใจเต้นแรง “ใช่ เธอ…เธอน่าจะฝากอะไรไว้”
โอมถอนใจแรง “เราไปถามอาจารย์ศิลป์อีกทีไหม เผื่อมีกล้องวงจรปิดดูก็ได้”
ภูวดลทำหน้าขึงขังแต่แววตากังวล “แกกับรจนาไม่เคยทะเลาะกันใช่ไหม?”
วรรณสะดุ้ง สีหน้าซีด “เมื่อวานก่อน…เราทะเลาะกันเรื่องนี้เอง เราบังคับให้ร้องทั้งที่เขากลัว” มีน้ำตาคลอ เธอปาดออกอย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางการสอบสวนของอาจารย์ ข่าวรจนาหายตัวเริ่มกระจาย เสียงซุบซิบในมหาวิทยาลัยเริ่มดังขึ้น เรื่องเล่าลึกลับในอดีตของห้องซ้อมเก่าถูกขุดขึ้นมา บางคนว่ามีเด็กผู้หญิงฆ่าตัวตายในอดีตเพราะแรงกดดันจากวงประสานเสียง
คืนวันถัดมา ไฟฟ้าดับทั่วมหาวิทยาลัย วงเหลือนั่งรวมกันในห้องซ้อมที่มีแค่แสงเทียน วรรณกลัวจนตัวแข็ง ไม่กล้าสบตาใคร โอมเริ่มร้อง “คืนสุดท้าย” เบาๆ ฝืนใจให้วงร้องตาม
ทันใดนั้น เสียงเปียโนดังเองในเงามืด ก้องไปทั่วห้อง เงาร่างรจนาโผล่กลางแสงเทียน เธอยืนนิ่ง น้ำตาไหล
วรรณร้องไห้ พรวดเข้าไปกอดเพื่อน “ขอโทษ ขอโทษนะ เราไม่ควร—”
รจนาเอื้อมมือแต่ตัวเย็นเฉียบ เห็นได้เพียงร่างโปร่งแสง เธอกระซิบ “ปล่อยฉันไปที…” เสียงวูบไหวกลางสายลมเพรียกผ่านหน้าต่าง
ภูวดลและโอมแทบพูดไม่ออก ความหวาดกลัวล้น—แต่โอมตัดสินใจร้องเพลงสุดท้ายกับเพื่อน ก่อนรจนาเงียบหายไป เขาเปรยเสียงแผ่ว “คืนนี้เราจะร้องเพื่อเธอ ให้ความผิดในอดีตได้จากไป…”
เสียงประสานสะท้อนในห้อง ไฟฟ้ากลับมาติด ทั้งหมดล้มตัวลงกับพื้น เหงื่อท่วมตัว สัมผัสเย็นซึมลึกถึงกระดูก ห้องเงียบ แต่เบาๆ ได้กลิ่นน้ำหอมของรจนา เหมือนคำขอบคุณในความเงียบสงัด
ความเงียบยืนยาว ทุกคนร้องไห้ วรรณพูดเบา “เราต้องให้อภัยกันเอง ก่อนที่จะสาย…ต่อให้เจ็บแค่ไหน” เธอเปลี่ยนไป ทุกคนเปลี่ยนไป เหลือเพียงจุดแสงของน้ำใจและบทเรียนจากความสูญเสีย ในห้องซ้อมที่ไม่เหมือนเดิมตลอดไป