ลายแทงกลางห้องสมุดร้าง
เสียงประตูเหล็กบานใหญ่ส่งเสียงครืดเมื่อถูกง้างออก เด็กหนุ่มในเสื้อยืดสีหม่นชื่อวายุผลักบานประตูเข้าไปก่อนเป็นคนแรก แววตาเปี่ยมความกลัวกระพริบรวดเร็วก่อนหันมายักคิ้วให้เพื่อนสามคนที่ยังลังเลอยู่ด้านนอก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“จะเข้าไหมล่ะ หรือจะกลับไปกินชานม?” วายุพูดยั่ว กานต์มองเขาแล้วเบ้ปาก ก่อนหยิบไฟฉายส่องเข้าไปข้างใน
“เออ เดี๋ยวก็รู้ ใครขวัญอ่อนกันแน่” หญิงสาวหัวเราะแผ่วๆ ขณะก้าวตามเข้าไป ปลายเท้าสะกิดเศษกระดาษบนพื้น กิ่งไม้แห้งเสียงดังเป๊าะ
เมฆ เด็กชายร่างสูงโปร่งท่าทางเงียบขรึม ตามมาห่างๆ ดวงตาเขาตวัดไปมาระหว่างเพื่อนสองคน ก่อนจะตกอยู่ที่น้ำหวาน หญิงสาวตัวเล็กแว่นหนา เธอกุมกระเป๋าอย่างแน่นขณะหายใจลึกๆ
ห้องสมุดเก่าแห่งนี้ปิดตายมาหลายปี ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เพราะข่าวลือว่ามีเด็กหญิงคนหนึ่งเคยหายตัวไปในคืนฝนตก แต่ข่าวก็แค่ข่าว… หรือเปล่า
“อย่าเดินเร็วสิ…” น้ำหวานเสียงสั่นขณะเกาะแขนเมฆไว้แน่น เขาส่งสายตาปลอบ แต่ปากก็ไม่พูดอะไร
ทั้งหมดเดินลัดเลาะผ่านชั้นหนังสือที่ฝุ่นจับหนา เสียงรองเท้าดังสะท้อนในความเงียบ ทุกคนหยุดเมื่อได้ยินเสียงบางอย่างคล้ายเสียงกุกกักตามพื้นไม้ด้านหลัง
“หนูหรือ? หรือหนูผี?” วายุหัวเราะเบาๆ พยายามกลบเกลื่อนความกลัว กานต์มองแวบหนึ่ง ก่อนก้าวนำเข้าไปในมุมหลืบ
เธอก้มลงเก็บหนังสือปกแข็งขาดรุ่งริ่งขึ้นมา บนปกรูปต้นไม้ใหญ่สีซีดมีรอยฉีกพาดยาว เมื่อเปิดดูจู่ๆ ก็พบซองกระดาษเหลืองกรอบเสียบซ่อนอยู่
“เฮ้ ดูนี่สิ…อะไรซักอย่าง” กานต์เรียก ทุกคนเข้ามามุงดู เมฆคว้าซองมาจากมือเพื่อนก่อนเปิดอย่างระวัง ภายในมีแผนที่วาดด้วยดินสอเก่าๆ ลายมือสั่นๆ และสัญลักษณ์ประหลาด
น้ำหวานนิ่งไปขณะพลิกกระดาษดูหลัง “นี่…ลายแทงอะไรสักอย่างเหรอ?”
วายุพึมพำ “หรือจะเกี่ยวกับ…เด็กที่เคยหายตัวที่นี่?”
บรรยากาศเริ่มตึงทันที เพื่อนทั้งสี่สบตากันเงียบงัน ความกังวลและโลภอยากรู้อวลในอากาศ
แสงไฟฉายวูบไหว ใจวายุเต้นรัว เขาอยากพิสูจน์ว่าเรื่องหลอนๆ ที่ลือกันนั้นไม่มีอยู่จริง แต่ก็ไม่แน่ใจว่า…อยากรู้จริงๆ หรือ
กานต์นิ่งนาน ก่อนกระซิบ “ถ้าเราตามลายแทง…จะเจออะไรมั้ย?”
เมฆถอนหายใจ “ไม่เสี่ยงก็ไม่รู้หรอก กลับกันมั้ย?”
วายุส่ายหน้า “ฉันขอลุยต่อ”
ทุกคนเงียบอีกครั้ง กานต์สบตาเมฆคล้ายรอคำตอบบางอย่าง ก่อนที่น้ำหวานจะตัดสินใจ “…เราไปด้วย”
ไฟฉายวาดเป็นทางแคบไปถึงห้องเก็บเอกสารด้านใน ทั้งหมดเดินตามลายแทง จุดเริ่มต้นนำไปสู่ตู้ไม้ใบใหญ่ที่ถูกล็อกด้วยกุญแจสนิมเขรอะ
วายุค้นหาไม้บรรทัดเหล็กบนโต๊ะ ก่อนลงมือแงะอย่างลวกๆ กานต์มองรอบๆ อย่างระแวดระวัง เมฆช่วยส่องไฟ น้ำหวานกลืนน้ำลาย
เสียงกุญแจคลายดังแกร๊ก ทั้งหมดผงะก่อนรีบเปิด หน้ากระดาษเขียนบรรจงด้วยหมึกจางปรากฏขึ้น ในนั้นพูดถึง “ความลับที่ปกป้องด้วยความกลัว”
“มันหมายความว่ายังไง…” น้ำหวานค่อยๆ อ่าน ขาระริก
วายุหรี่ตา “บางที…อาจมีคนซ่อนอะไรไว้เพราะกลัว…”
กานต์หันขวับทันที “แต่กลัวอะไรล่ะ?”
ฉับพลัน ประตูสนิมก็ถูกลมตีจนปิด ทุกคนตกใจเสียงดังเมื่อล็อกแน่น วายุทำท่าจะวิ่งไปดึงแต่เงาอะไรบางอย่างกวาดผ่านกระจกโบราณตรงห้องมืดข้างๆ
ทุกคนเบียดตัวเข้าหากัน เมฆกดมือเพื่อนให้หลบ “เบาไว้ อย่าทำเสียง” เขากระซิบบังคับความกลัวไว้ในสายตา
น้ำหวานสะอื้น กานต์ฟุบลงกับเข่า “ถ้าออกไปไม่ได้ล่ะ?”
วายุพยายามจะพูดเท่ห์แต่เสียงก็สั่น “ก็…เราไม่ใช่เด็กสี่ขวบซะหน่อย เดี๋ยวก็หาทางออกได้”
แต่สีหน้าเขานั้นพิสูจน์ตรงกันข้าม ทุกคนเริ่มขัดแย้งกันว่าใครเป็นต้นคิดนำกันมา
น้ำหวานกัดริมฝีปาก “ถ้าเราไม่แกล้งเชื่อเรื่องลี้ลับ…เราคงไม่มาเสี่ยงแบบนี้หรอก!”
กานต์หายใจถี่ “แล้วที่บ้านรู้มั้ยว่าเรามา?!”
วายุชะงักไป อึ้ง “…เปล่า”
เมฆดึงลายแทงอีกครั้ง สังเกตเห็นตรงปลายแผนที่มีแผ่นไม้รูปดาวสลักหมายเลขเอาไว้ เขาเงียบไปสักครู่ ก่อนถามขึ้น “…มีใครเคยสังเกตไม้อันนี้มาก่อนหรือเปล่า?”
วายุส่ายหน้า “ฉัน ไม่เคย…” น้ำหวานและกานต์ก็เช่นกัน
เมฆก้าวเข้าหาแผ่นไม้ ใช้เหรียญขูดออก เผยให้เห็นช่องลับเล็กๆ อยู่ข้างใต้
เสียงกรอบแกรบ…ชั้นไม้เปิดออก เผยช่องทางเดินแคบ เหมือนอุโมงค์เฉพาะเด็กตัวเล็กๆ เมฆเหลือบมอง น้ำหวานกัดฟัน มองทุกคนเป็นเชิงถาม
“เรา…จะไปต่อมั้ย?” เธอแผ่วเสียง มือเย็นเฉียบ
วายุหน้าหนักใจ ความกลัวกับอยากรู้อยากเห็นปะทะกันในดวงตา กานต์หลบตาลงต่ำ เมฆยกมือแตะหลังน้ำหวานอย่างปลอบใจ “ถ้าไม่ไป ก็ไม่มีใครรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นจริง”
กานต์สูดลมหายใจแรงๆ ก่อนเป็นคนแรกที่มุดเข้าไปใต้ชั้นหนังสือ เมฆตามเข้าไปอย่างช้าๆ วายุลังเลอยู่นานแต่สุดท้ายก็ตาม น้ำหวานปิดท้าย
ทางเดินในอุโมงค์แคบ ค่อยๆ ไต่ลงไปยังห้องใต้ดิน ลมหายใจของทุกคนดังสะท้อนผนังกำแพงผุกร่อน เสียงหัวใจเต้นแรงไม่แพ้เสียงฝีเท้า
สุดปลายอุโมงค์มีประตูไม้เล็กๆ เมื่อเปิดออกก็พบห้องกะทัดรัด ซึ่งเต็มไปด้วยกล่องกระดาษเก่าและของเล่นเด็กสมัยโบราณ
น้ำหวานเผลอยิ้มบางๆ กลิ่นของอดีตกับความทรงจำอบอวล ทั้งสี่สำรวจอย่างละเอียด กานต์หยิบสมุดบันทึกเปื้อนฝุ่นออกจากกล่องหนึ่ง
ภายในมีบันทึกเขียนด้วยลายมือเด็ก เรื่องเล่าเกี่ยวกับหญิงสาวชื่อ “ดาวิณี” ที่หายตัวไป และคำซ้ำ ๆ ว่า “ห้ามบอกใคร ถึงจะปลอดภัย”
น้ำหวานอ่านออกเสียง ริมฝีปากสั่น “เธอ…เคยถูกขู่?”
วายุขมวดคิ้ว “เธอปิดบังอะไรกับครอบครัว?”
กานต์มองหน้าเพื่อนทีละคน ก่อนกล่าว “ดาวิณี…กลัวอะไรถึงต้องซ่อนตัว?”
ทุกคนเงียบ เสียงข้างนอกเหมือนมีก้าวเท้าคนเดินผ่านอุโมงค์ นาทีนั้นความกลัวฉายชัดทางแววตาเมฆ เขาเป็นคนกลัวที่แสดงออกน้อยแต่ข้างในสั่น ทุกคนรู้ดี
ท่ามกลางความตกใจยังมีเสียงโทรศัพท์ของน้ำหวานสั่น เธอหยิบขึ้นมาดู พบข้อความแปลก ‘ออกไปซะ ก่อนจะสาย…’ ไม่มีเบอร์ผู้ส่ง
กานต์มือสั่น เมฆลอบมองไปทางประตูแคบ
“ออกไปไหม?” น้ำเสียงกานต์แผ่ว
วายุจ้องมองเพื่อนทีละคน มุ่งมั่น “ถ้าเรากลัวแล้วหนีก็จะไม่รู้ความจริงที่นี่เลยใช่ไหม?”
น้ำหวานอ้ำอึ้ง “แต่ถ้ามีคนเฝ้าห้องสมุดล่ะ?”
เสียงฝีเท้ารัวดังใกล้เข้ามา เมฆรวบสมุดกับแผนที่แล้วดันทุกคนให้รีบปีนกลับขึ้นไป
ทุกคนหอบหายใจเมื่อกลับออกมาบนชั้นหนังสือเก่า เดินย้อนกลับทางเก่า เหงื่อไหลอาบใบหน้า กานต์หยุดชะงักเมื่อเห็นร่างวัยรุ่นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่อีกฝั่งของห้อง ใบหน้าซีดขาว ผมยาวจนปิดใบหน้า เธอไม่พูดอะไรแค่จ้องนิ่ง น้ำหวานชะงัก น้ำตาไหล เธอค่อยๆ เดินเข้าไป “ดาวิณี…”
ร่างนั้นหายวับ กานต์ตะโกน “เดี๋ยว!”
แต่ในมือของเด็กสาวทิ้งไว้ มีเพียงริบบิ้นสีฟ้าและข้อความว่า “ขอโทษที่ทำให้ทุกคนกลัว ฉันแค่ไม่อยากให้ใครเจ็บเหมือนฉัน”
ทุกคนแน่นิ่ง กานต์ค่อยๆ โอบน้ำหวาน เธอร้องไห้ออกมาด้วยความเศร้าเสียใจ
“บางที…เราอาจต้องเรียนรู้จากเรื่องนี้ ว่าอย่าทิ้งใครให้ต้องเผชิญความกลัวลำพัง” เมฆพูดเบาๆ น้ำหวานพยักหน้า
เสียงไซเรนรถตำรวจดังห่างน้ำหวานลุกขึ้น วิ่งออกจากอาคารไปกับเพื่อนทั้งสาม นายตำรวจถามไถ่ ทุกคนก้มหน้าเงียบไม่มีใครกล่าวความจริง รักและความเชื่อมโยงใหม่ถือกำเนิดในหมู่พวกเขา
ต่อมา แต่ละคนกลับไปยังชีวิตปกติ แต่ใจลึกๆ เปลี่ยนไป ทุกคืนที่นอนหลับ น้ำหวานฝันถึงเส้นทางลายแทง กานต์กล้าเผชิญหน้ากับพ่อเมา เมฆยอมพูดความจริงกับแม่เรื่องที่บ้าน วายุเรียนรู้ที่จะไม่หัวเราะกลบเกลื่อนความกลัวอีก
หนังสือในห้องสมุดยังเหมือนเดิม แต่ทุกคนรู้ดีว่าอะไรบางอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ริบบิ้นสีฟ้าวางไว้กลางห้อง แสงพระอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องกระทบ ความกลัวและความลับ…ก็คงไม่ได้น่ากลัวเท่าเดิมอีกต่อไป