เงาแห่งศิลป์
สายแสงแดดลอดผ่านบานกระจกบานใหญ่ของสตูดิโอศิลปะ เต็มไปด้วยผ้าผืนเปล่าและกลิ่นสีเคลือบเกาะแน่นในอากาศ สินธุ์ก้าวช้า ๆ เข้ามา พิงกระเป๋าเป้ขาดวิ่นไว้กับขาโต๊ะ รอบตัวเขาคือผลงานของศิลปินคนอื่น — สดใหม่ เสียงหัวเราะหวานๆของกลุ่มนักศึกษาศิลปะดังแว่วยามใครบางคนเปิดวิทยุเก่า ๆ คลื่นซ่า ๆ ดนตรีแจ๊สดำเนินซ้อนกับเสียงขูดแปรง ศรี พี่ใหญ่ประจำสตูดิโอปรายตามาด้วยรอยยิ้มบางแต่เยือกเย็น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“สินธุ์ กลับมาแล้วสินะ”
สินธุ์หลบสายตา เขาไม่พูดอะไร เงื้อข้อมือ พยายามวาดเส้นแรกบนผืนผ้าใบ คำถามในแววตาศรีรุนแรงแต่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีโอบรับ กลิ่นสีลอยตลบจมูก รอยแผลเป็นที่ข้อศอกยังเจ็บราวกับเพิ่งเกิดเมื่อวาน
“เอาโต๊ะเธอไว้ตรงข้างหน้าต่างก็แล้วกัน จะได้เห็นแสงดี ๆ เผื่อมันจะช่วยให้เธอเจอบางอย่างที่หายไป” เสียงเตือนประชดดังมาโดยวิทย์ เพื่อนร่วมห้องที่ระบายสีอยู่ใกล้ ๆ
สินธุ์ยิ้มจืด ๆ ก้มหน้าจดจ้องบนผืนผ้าใบทุกอย่าง เหมือนพร่ำขอโอกาสสุดท้ายในความเงียบ ก่อนที่บรรยากาศวุ่นวายจะมอดลงด้วยเสียงขณะบ่าย ที่ศรีประกาศ
“อาทิตย์หน้าเราจะแข่งขันกันสร้างผลงานศิลป์ชิ้นใหม่ หัวข้อคือ ‘เงา’ ใครชนะได้ร่วมแสดงงานกับศิลปินระดับประเทศ”
เพื่อน ๆ ต่างส่งเสียงฮือฮา พลอย เบื้องหลังเงาสะท้อนกระจก มองสินธุ์นิ่ง ๆ สายตาเปล่งประกายถึงสิ่งมากกว่านี้ พลอยเดินเข้าใกล้ เอ่ยเสียงเบานุ่ม
“ขอให้โชคดีนะสินธุ์… เรารู้นะ เธอวาดรูปเงาเก่งแค่ไหน”
สินธุ์สูดลมหายใจลึก เขาสูญเสียบางสิ่งไปกับเงาในอดีต แววตาเคยสดใส ตอนนี้หม่นเศร้า ความกลัววิ่งวนในใจ เห็นเพื่อน ๆ หัวเราะ เถียงกันเรื่องเทคนิค หัวข้อ ความฝันแต่ลึกในใจสินธุ์กลับอยากหนี ไปให้ไกลจากแสงจากเงาทั้งหมด
คืนแรกมาถึง เสียงห้องน้ำหยดดัง กบ ร่างสูงใหญ่เพื่อนยิ้มเกเรเข้ามาปรึกษา “สินธุ์ คืนนี้อยู่ดึกใช่ไหม…ชวนกันวาดหน่อย ฉันนอนไม่หลับ”
สินธุ์พยักหน้า แต่ทั้งคู่แทบไม่คุยกัน ต่างคนต่างจ้องผ้าใบ สินธุ์วาดเงามืดยาวเหยียดเป็นเงาหญิงสาวที่เหมือนกำลังวิ่งหนี กบเมียงมอง ชวนคุยด้วยเสียงกระซิบ
“ผู้หญิงในเงา…ใครเหรอ?”
สินธุ์วางแปรง เสียงเขาแผ่วสั่น “ฉัน…ก็ไม่รู้…มันติดอยู่ในหัว”
สายตากบเต็มไปด้วยข้อสงสัยขณะไฟในห้องกะพริบวูบ จู่ ๆ กระดาษสเก็ตช์ของสินธุ์ก็ปลิวลงพื้น เงาลายเส้นคล้ายจะไหลขยายคลานบนพื้นแวว ๆ เหมือนจะมีชีวิต ทั้งคู่มองหน้ากันเงียบ ๆ
วันต่อมา ศรีเรียกประชุมงานกลางสตู เขาแจกข้อควรระวัง “อย่าให้ใครปีนขึ้นหลังคาสตูดิโอ อย่าเผลอทำพู่กันตกกลางดึก เพราะมีคนเคยหายตัวไปเมื่อหลายปีก่อน” ทุกสายตาหันมองสินธุ์อย่างไม่มีเหตุผล
พลอยเดินเข้ามา เคร่งขรึมอย่างผิดวิสัย “เธอมีเรื่องปิดบังอะไรมั้ยสินธุ์”
สินธุ์กัดฟันเงียบ ๆ วิทย์ขัดขึ้นกลางเสียงกระซิบ “เออ ถ้ามีคนวาดเงาได้เหมือนเงาของคนตาย ปกติคน ๆ นั้นเขาวาดเพราะความกลัว หรือเพราะอยากเรียกอะไรบางอย่างมากันนะ”
กบมองหน้าวิทย์นิ่ง พลอยหลบตา อากาศในห้องคับแคบกดดันกว่าปกติ สินธุ์ลุกพรวด ทิ้งทุกสายตาไว้ด้านหลัง
ตกค่ำ สินธุ์นั่งเดิมอยู่ริมหน้าต่าง ด้านหลังเงาผ้าห้อยแกว่งกับสายลม ภาพในผืนผ้าใบตอนนี้ชัดเจนขึ้น…เงาหญิงสาวคนนั้นคล้ายกำลังร้องไห้
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังมาจากทางเดิน พลอยนั่งข้าง ๆ ประสานมือกันเบา ๆ
“วันนั้น…เธอไม่ได้ตั้งใจใช่ไหม”
สินธุ์นิ่ง ปลายนิ้วชี้ลูบขอบเงา “ฉันทำผิด…แต่ฉันหนีเงานั้นไม่ได้”
พลอยถอนหายใจยาว “เธอเคยเล่าไหม ว่าคนนั้น…เงาที่อยู่ในรูป…คือใคร”
มือของสินธุ์สั่นเบา ๆ เขาไม่ตอบ นอกจากเงียบ เงามืดในห้องเหมือนจะล้นทะลักออกมาทุกครั้งที่เขาฝืนระบายสี
เช้าวันถัดไป เขามาถึงสตูสายกว่าปกติ พบวิทย์กับกบต่างถกเถียงกันเรื่องเทคนิคแสงเงาราวกับต้องการเดิมพันมากกว่าแข่งขัน วิทย์จ้องสินธุ์ “แกจะทำเทคนิคใหม่ใช่ไหม”
สินธุ์ยักไหล่ แต่ในใจว่างเปล่า ทุกคนรู้ว่าเขาเคยเข้าแข่งระดับประเทศแล้วเสียเปรียบหนักจนเขาคิดหนี เสียงหัวเราะก็อาจจะดูสนุก แต่บาดแผลในใจลึกเกินใครจำได้
กลางคืน กบเดินวนไปมา พลอยยังนั่งขีดเขียนในสมุด วาดเงาทับซ้อนกันไปมา ศรีเดินเข้ามาอย่างเงียบขรึม “ถ้ามีใครปีนขึ้นหลังคาสตูอีก มีปัญหาแน่ งานนี้ใครทำพลาด เราจะรู้”
คืนนั้นทั้งสตูดิโอเงียบกริบ สินธุ์กลับบ้านเช่าเล็ก ๆ ของเขาพร้อมภาพร่างเงาผู้หญิง เขาลากเก้าอี้นั่งจ้องเงานั้น เงาหญิงสาวในกระจกดูเหมือนจะยิ่งชัดขึ้นทุกครั้งที่เขาระบายสีดำทับลงไป
เสียงสายลมหวีดขึ้นบนดาดฟ้า เขาตัดสินใจเดินกลับมาที่สตูดิโอกลางดึก มองเห็นแสงไฟลอดผ้าม่านสาดภาพเงาเคลื่อนไหว กบกับพลอยนั่งรอกันอยู่ กบเปิดปากพูด “ฉันเห็นเงาคนนึงเดินอยู่ในห้องทำงานเก่า…คืนก่อนไม่ใช่ฉันคนเดียว”
พลอยสั่น ศีรษะเอียงหลบ “ฉันฝันถึงผู้หญิง ใส่ชุดเปื้อนสีดำ…เธอร้องไห้ ขอให้ช่วย”
สินธุ์ฟังจบแล้วใจเต้นรัว ราวกับเงานั้นไล่ต้อนให้เหลือมุมอับสุดท้าย เขานั่งลงกลางห้อง ทั้งสามคนเงียบกริบ จนเสียงนาฬิกาดังติ๊กต่อก
วันถัดมา ระหว่างห้องวาดที่เต็มไปด้วยเสียงขูดแปรง วิทย์หยิบพู่กันปาแทบจะโดนหน้าสินธุ์ “แกคิดว่าแกแน่เหรอ ทำเป็นลึกลับ พวกเรารู้หมดแหละ ว่าแกเคยทิ้งทีมไปกลางงานใหญ่เพราะกลัวเสียหน้า”
ศรีหนักแน่นพูดขึ้น “ไม่ว่าอดีตใครจะเคยพลาดอะไร งานนี้ถ้าต้องการให้อภัย ต้องกล้าดูเงาที่ตัวเองวาดขึ้นมากับตา”
พลอยเหลือบมามองสินธุ์ เสียงเธอหวานปนเศร้า “เราอยากเห็น…สินธุ์ในแบบที่ไม่หลบเงาตัวเอง”
สินธุ์กัดฟันแน่น ความเจ็บในอกเต็มไปด้วยอดีต ลุกขึ้นกำหมัดแน่น เดินออกมาที่กระจกบานใหญ่ในห้อง เงาของเขากับเงาหญิงสาวซ้อนทับ เหมือนจะมีบางอย่างคลานในตาของเงา
พลอยเข้ามาช้า ๆ “วันนั้น…ที่เธอทิ้งพวกเราไป…ฉันเจ็บนะ ฉันร้องไห้คนเดียวทั้งคืน เงาที่เธอวาดคือฉันใช่มั้ย”
สินธุ์หลบตา ขอโทษเป็นเพียงเสียงกระซิบ “ขอโทษ…ฉันแค่กลัวคนเห็นฉันผิดพลาด”
พลอยจับมือเขาเบา ๆ เสียงสั่น “กลัวก็แปลว่าเป็นคนจริง ๆ คนที่ไม่มีอะไรน่ากลัวน่ะ…คือเงา ไม่ใช่ฉัน ไม่ใช่เธอ”
การแข่งขันเริ่มขึ้นเป็นทางการ เสียงดนตรีจากวิทยุเก่า ๆ คลอ ห้องเต็มไปด้วยเงาวูบวาบจากคนและแสงไฟ ศรีเดินกดนาฬิกา สั่งเริ่ม ทุกคนต่างเผชิญหน้ากับผ้าใบของตัวเอง
สินธุ์จ้องผ้าใบ เงาหญิงสาวที่สั่นไหวราวกับกำลังจะหลุดออกมา คำพูดพลอยย้อนในหัว “กลัวก็แปลว่าเป็นคนจริง ๆ”
พู่กันจุ่มสีดำ เขาสูดลมหายใจ ก้มหน้าวาดโครงหญิงสาวในอิริยาบถร้องไห้ เงานั้นดูจริงขึ้นทุกที ๆ มือเขาสั่น ภาพในกระจกขยับได้จริง ๆ หรือไม่รู้แน่ รอยน้ำตาบนรูปทาบซ้ำภาพในใจ ศรียืนมองจากไกล ๆ เห็นแววตาชื่นชมที่แฝงความกังวล
พลอยยืนข้าง ๆ จ้องเขาวาด เงาสะท้อนในแววตาเธอสั่น เธอถามต่ำเบา “เงานั้นร้องขออะไรกับเธอ”
สินธุ์หยุดนิ่ง ตอบเสียงแผ่ว “ให้อภัย…กับทุกอย่างที่ฉันทำผิดกับคนในอดีต…และตัวเอง”
การแข่งขันเดินไปจนกระทั่งไฟในห้องกะพริบวูบ ๆ เงาทั้งหลายเริ่มพล่า ราวกับเงาหญิงสาวกำลังจะหลุดจากกรอบภาพ เสียงร้องไห้แว่วในอากาศ ทุกคนถลันเข้ามาล้อมสินธุ์ “หยุดวาด!” วิทย์ร้องด้วยสีหน้าแตกตื่น
สินธุ์ประจันหน้ากับเงา เงาหญิงสาวบนผ้าใบเหมือนจะจ้องตอบ รอยน้ำตาไหลอาบ หากไม่ใช่หมึกดำแต่เป็นหยดจริง ๆ คำพูดแตกออกในใจ “ถ้าไม่ให้อภัย ฉันก็จะไม่มีวันเลือกเส้นทางตัวเองได้”
ศรีเข้ามาตัดสินใจ ขว้างถังสีลงพื้น “สินธุ์ พอเถอะ มันไม่ได้เป็นแค่ศิลปะ มันเป็นความจริงในใจ! เลือกเอา…จะให้เงานั้นอยู่ในภาพนี้…หรือจะปล่อยแล้วก้าวเดิน”
สินธุ์หลับตา หยุดวาด วางพู่กัน สิ่งเดียวที่ได้ยินมีแต่ลมหายใจเพื่อน ๆ ที่เฝ้ามอง อย่างไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เงาหญิงสาวในภาพนิ่งงัน สินธุ์ค่อย ๆ หยิบรูปนั้นออกจากเฟรม ฉีกภาพบางส่วนตรงรอยน้ำตา เงานั้นค่อย ๆ เลือนจางลง ทุกอย่างเงียบราวกับเวลาหยุดนิ่ง
เสียงพลอยแตกสลาย “เรารู้…ตอนนั้นเราก็มีส่วนผิด ทุกคนต่างมีเงาในใจ”
วิทย์มองหน้าทุกคนอย่างเครียด “เราก็เคยอิจฉาแก…แต่ตอนนี้ ฉันแค่อยากให้เราเริ่มใหม่”
กบคลี่ยิ้มเบา ๆ “ฉันไม่กลัวเงาแล้วว่ะ เพราะฉันมีเพื่อนที่กล้ายอมรับมัน”
สินธุ์พยักหน้า น้ำตาคลอด้วยรอยยิ้ม มองเพื่อน ๆ ทีละคน ก่อนหยิบพู่กันขึ้นใหม่ หันหน้ากลับสู่แสงจริง ๆ มองข้ามเงาซ้อนในใจ สร้างภาพใหม่ — ไม่มีเงา มีแต่แสง มือของทุกคนสัมผัสกันเบา ๆ ในห้องศิลป์ยามเช้า แสงอรุณทอเข้ามาช้า ๆ ภาพสุดท้าย…ทุกคนยืนล้อมรอบผ้าใบผืนใหม่ สายตาเต็มไปด้วยความหวังและการเริ่มต้นอีกครั้ง