สายลมเหนือหมอก: เสียงเพรียกเมืองเทียน
แสงเช้าจาง ๆ กรองผ่านม่านหมอกขาวเหนือยอดเขาสูง เมืองเทียนลอยนิ่งสงบอยู่ในอ้อมแขนกลุ่มเมฆ เหนือหุบเหวลึกที่รายล้อมด้วยผืนป่ากว้าง ตรงซอกตรอกแคบ ๆ บริเวณท้ายเมือง ร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งขมวดคิ้ว อยู่ด้านข้างเครื่องกลขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยคราบสนิม เขาเอื้อมมือหยิบไขควงเก่า ๆ ขึ้น ขยับมืออย่างระมัดระวัง สายหมอกเลื้อยผ่านแผ่นหลังบาง ๆ และเขาลูบผมดำยุ่งเบา ๆ อย่างเคยชิน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงขีดเขียนพลาสติกกับเหล็กผสมกับกลิ่นน้ำมันเก่า ชายหนุ่มชื่อ “ภวิช” ไม่หันมองใคร แม้เด็ก ๆ แถวนั้นจะหัวเราะชี้ชวนดูไฟระยิบระยับขึ้นชั่วครู่จากเครื่องกล เขารู้ว่าบ้านเมืองนี้ไม่ได้ปลอดภัยเสมอ แม้เพียงคนซ่อมเล็ก ๆ ในเมืองธาตุหมอกเอง ก็ต้องอยู่รอดท่ามกลางกลไกซับซ้อนของชีวิตและความลับที่ยังไม่มีใครกล้าแตะต้อง
ประตูเหล็กเก่าด้านหลังดังแกร่ก หญิงสาวใส่เสื้อคลุมยาวสีม่วงเข้ม ค่อย ๆ ก้าวเข้ามาในแสงสลัว ดวงตาเธอคล้ายกำลังหาทีละสิ่งในห้องที่เต็มไปด้วยของเก่า เธอชื่อ “เจนิเฟอร์” ลูกสาวคนเดียวของขุนนางใหญ่เจ้าของบริษัทพลังงาน ซึ่งควบคุมทรัพยากรทั้งหมดในเมืองนี้
“คุณภวิช” เสียงเรียกนี้ฟังดูแปลกใหม่ในตรอกแห่งหมอก สั้นเหมือนเสียงเรียกขานจากอดีต เขาเงยหน้ามองหญิงสาว เพียงแวบเดียว ดวงตาแวววาวสีน้ำเงินของเจนิเฟอร์ก็กระแทกกับแววสงสัยในดวงตาของเขา ชั่วขณะเดียวที่นิ่งงันนั้น ความทรงจำบางอย่างเกี่ยวกับพ่อ-ชายผู้จากไปโดยไร้ร่องรอย-ก็ลอยกลับเข้ามา
“ไม่นึกว่าจะเจอตัวง่ายขนาดนี้” เจนิเฟอร์พูด พลางเดินวนดูเครื่องจับพลังงานโบราณที่ภวิชกำลังซ่อมอยู่
“คุณอยากรู้เรื่องนี้จริงหรือ” ภวิชสะกดเสียงไว้ เพื่อกลบความตื่นเต้น ความรู้สึกประหลาดวิ่งแทรกเข้ามาในหัวใจของเขา
“ฉันรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับพ่อคุณ” คำพูดยิ่งนิ่งเงียบขึ้น เงาของเครื่องกลบนผนังไหววูบ คล้ายจะเต้นอยู่กับความไม่แน่นอนของทั้งสอง
ทั้งคู่เดินตามกันออกจากซอกตรอก ห่างไกลสายตาคนทั่วไป เจนิเฟอร์พูดขณะสายตาไม่มองหน้า “คืนนี้มีกลุ่มคนจากบริษัทพลังงานจะประชุมลับ ฉันรู้ว่าพวกนั้นไม่มีวันปล่อยอะไรหลุดออกนอกรั่วกำแพง พ่อฉัน…เขามีบางอย่างกับบริษัทมากกว่าที่ทุกคนคิด”
ภวิชกลอกตาเบา ๆ มือยังถือลูกบิดเครื่องกลไว้แน่น “คุณกำลังจะบอกว่าพ่อผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับความลับอะไรของบริษัทนั้นรึ”
เจนิเฟอร์เม้มริมฝีปากก่อนพูดเบา “คืนนี้คุณตามฉันมา จะเห็นสิ่งที่เขาเห็น”
คราบหมอกลงหนาทึบเมื่อเย็นคืบคลาน เสียงเครื่องกลทั่วเมืองเริ่มส่งเสียงเบาลง ผู้คนค่อย ๆ ทยอยกลับบ้าน เหลือแต่แสงไฟสีส้มอ่อนของหลอดแก๊สที่ตกกระทบกับผนังหินโบราณ ณ ระเบียงไม้หน้าอาคารสาธารณะใจกลางเมือง ภวิชนั่งกุมมือ ตาเหม่อมองนาฬิกาโลหะโบราณของบิดาและภาพถ่ายขาวดำเก่าสมัยเขายังเป็นเด็ก ดวงตาของเด็กชายคนนั้นยังเต็มไปด้วยแสงฝัน อยู่แตกต่างกับตัวเขาตอนนี้
ไฟฟ้าวูบวาบเป็นครั้งคราวจากระบบโบราณในเมือง ภวิชเดินหลบเข้ามุมเงา ก้าวขึ้นทางเดินลับหลังห้องประชุมใหญ่ เขาเห็นเจนิเฟอร์ยืนรออยู่หน้าประตูพิมพ์ลายโบราณ
“ทางนี้…” เธอกระซิบเสียงต่ำ ดวงตาเสนอความหมายที่ลึกกว่าเพียงแค่ความอยากรู้
ประตูลับซึ่งเคยถูกปิดตายเปิดออก เผยบันไดวนลึกลงไปใต้พื้นเมือง เขากับเธอเดินลัดเลาะอย่างระวัง ระหว่างทางเส้นลวดเส้นเก่าเต็มพื้น ป้ายเตือนด้วยภาษาที่ไม่รู้จัก ภวิชจับมือเจนิเฟอร์ไว้อย่างกันตก ด้วยสัญชาตญาณของคนกลัวสูญเสียอีกครั้ง
ในห้องใต้ดินขนาดเล็ก สมาชิกบริษัทพลังงานสวมหน้ากากครึ่งซีก ทุกคนเดินวนรอบเครื่องกลกลางห้อง ภาชนะทรงกระบอกขนาดยักษ์ที่ส่องแสงสีฟ้า เย็นวาบชวนขนลุก
เสียงสนทนาเบา ๆ แฝงความลับ “ใครจะลองปลุกมันอีกครั้ง…ถ้าวันนี้สำเร็จ เมืองทั้งเมืองจะเปลี่ยนไป” เสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นชัดเจน
เจนิเฟอร์ขยับเข้าใกล้ภวิช เธอกระซิบ “เครื่องนี้…คือสิ่งที่ทำให้พ่อคุณหายตัว มีแต่เราเท่านั้นที่ช่วยกันหยุดมันได้”
ภวิชอึ้งชั่วขณะ มือเย็นเฉียบเมื่อสัมผัสรอยด้านบนฝ่ามือของตัวเอง “แล้วถ้ามันหยุด…เมืองอาจสูญสลาย”
เงามืดของความลังเลบดบังระหว่างพวกเขาสองคน ท้องฟ้าเหนือเมืองยังถูกบดบังด้วยหมอกคลุมหนา เสียงเครื่องจักรยังคงทำงานสลับกับการตกของหยดน้ำค้าง ท่ามกลางโชคชะตาที่เริ่มบีบเข้าหาทุกชีวิตในเมืองเทียน ภวิชและเจนิเฟอร์ต่างต้องตัดสินใจว่าจะยอมปล่อยความจริงจมอยู่ใต้เงาอดีต หรือกล้าเผชิญหน้าเพื่อปลดปล่อยสายลมเหนือหมอกให้โบยบินอย่างแท้จริง