สองฟากฝันกั้นขอบฟ้า
เสียงฝนปะทะหลังคาสังกะสีที่เชียงรายดังแข่งกับเสียงแฟลชกล้องที่ติดกับโทรศัพท์ เจน วาดรูปผู้หญิงนั่งเหม่อมองหน้าต่างบนผนังซึ่งเปียกน้ำจนสีน้ำไหล เจนหัวคิ้วขมวด พลิกสมุดสเก็ตช์แล้วหาวเบาๆ แม่ยื่นถ้วยโอวัลตินร้อนมาให้ เธอยิ้มบางๆ รับมาโดยไม่พูดอะไร นักวาดรูปวัย 19 ที่ฝันอยากเห็นภาพตัวเองในแกลเลอรีกรุงเทพฯ สักวันหนึ่ง แต่ต้องดูแลร้านอาหารตามสั่งของแม่แทนที่จะไปงานวาดในเมืองใหญ่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แสงวูบจากหน้าจอแล็ปท็อปสว่างขึ้นในมุมเงียบของร้าน เจนคลิกเข้าไปในกลุ่มออนไลน์ศิลปินสมัครเล่นที่เธออยู่ประจำ บทสนทนาหนึ่งโผล่ขึ้น ธาม หนุ่มวัย 21 เพิ่งตั้งกระทู้ขอคำแนะนำว่าจะสู้กับความกลัวล้มเหลวอย่างไรดี เจนอธิบายเรื่องการวาดรูปผิด บางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถามกับอีกฝ่ายว่าเคยเผลอขยี้กระดาษตอนวาดรูปพังไปเลยไหม
‘บ่อยจนคิดจะเลิกวาดอยู่แล้ว’ ธามตอบ เจนยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว โต้ตอบว่าอย่าเพิ่งยอมแพ้ ทั้งคู่แชทเรื่องรูปที่วาดพัง เรื่องความฝันและความถอดใจที่มักมาเยือนก่อนรุ่งสาง
ข้ามคืนต่อมา เจนกับธามแชทกันยาวเป็นครั้งแรก เริ่มต้นโดยการแลกเปลี่ยนภาพวาดของตัวเอง เจนส่งรูปที่ทำให้เธออยากมุ่งหน้ากรุงเทพฯ ส่วนธามส่งภาพเส้นรถเมล์ที่เขานั่งทุกเช้าไปฝึกงานโฆษณาในเมือง บทสนทนาวิ่งไปมา เหมือนคู่เพื่อนที่รู้จักกันนาน ต่างฝ่ายต่างพบว่ามีร่องรอยของอดีตเป็นเสี้ยนอยู่ในสีไม้ของแต่ละคน
เช้าวันอังคาร เจนช่วยแม่เก็บจานที่ร้าน เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ธามโทรมาเสียงตื่นเต้นปะปนความประหม่า เขากำลังจะนำรูปไปส่งที่บริษัท เล่าเรื่องเจ้านายจอมดุที่ทำเขากังวลว่าไม่เหมาะกับงานนี้ เจนนิ่งคิด ก่อนพูด“อะไรก็ไม่มีทางสมบูรณ์ตั้งแต่แรกหรอก เชื่อเรา คนที่เขาจะชอบงานเราจริงๆ เขาจะดูที่หัวใจเราวางไว้” ธามหัวเราะเบาๆ นานๆ ถึงจะมีเสียงกันและกันแบบนี้สักที
ค่ำอีกวันหนึ่ง ทั้งสองต่างมีงานต้องทำ เจนนั่งวาดรูปโปรไฟล์ให้ลูกค้าที่ร้านกาแฟในตัวเมือง ฝนหลงฤดูหยดบนบานหน้าต่าง เธอกดส่งข้อความถึงธามเล่าเรื่องลูกค้าที่วิจารณ์รูปวาดของเธออย่างแรงจนเกือบจะร้องไห้ ธามไม่ตอบทันที เจนนิ่ง ฝันในใจเติบโตช้าๆ ในห้วงความเงียบและแรงกดดันจากคนรอบข้าง
ธามเพิ่งตอบกลับมาเกือบเที่ยงคืน ขอโทษและบอกว่าทะเลาะกับเจ้านายเรื่องงานใหม่ที่อยากทิ้งแต่ไม่กล้าออก เจนลังเลก่อนจะพิมพ์“บางทีต้องกล้ายอมรับว่าตัวเองเจ็บ ถึงเหมือนจะอ่อนแอแต่จริงๆ มันแปลว่ากล้าสู้ได้มากขึ้น” ทั้งสองไม่ได้ปิดหัวข้อสนทนา ความรู้สึกบางอย่างเหมือนเดินคลำหาขอบฟ้าที่ห่างออกไปทุกที
ธามชวนเจนวิดีโอคอลข้ามคืน เธออ้ำอึ้งนาน ก่อนจะกดรับ กล้องหันไปทางโต๊ะวาดรูปในห้องแคบๆ ของเขา แสงตอนตีหนึ่งสะท้อนไว้บนผิวกระดาษเปื้อนสี ธามหมุนรูปภาพส่งให้เธอดู “เธอคิดยังไงกับความล้มเหลว” ธามถาม เจนเงียบพลางพิงพนักเก้าอี้แล้วถอนหายใจ นานกว่าธรรมดา “ถ้าทำอะไรพัง มันไม่เหมือนเดิม แต่เราเลือกสร้างต่อได้… อย่างน้อยมันกลายเป็นเรามากกว่าเดิม”
การสนทนาแบบนี้เกิดขึ้นถี่ขึ้น พวกเขาแชร์เรื่องในใจ ทั้งความกลัว อดีต เจนเคยเป็นนักเรียนสายศิลปะที่ไม่กล้าไปประกวดใหญ่ ชื่อเสียงหายวับหลังแพ้ ธามเคยลาออกจากสาขาวิศวะฯ เพราะทนความคาดหวังครอบครัวไม่ไหว เคยถูกดูถูกเรื่องเรียนศิลปะ เจนถาม “ถ้าเลือกได้ นายจากบ้านเหมือนเราไหม” ธามเงียบไปพักใหญ่ ก่อนตอบว่า“เราไม่กล้าสักที”
ปีใหม่ใกล้เข้ามา เจนลังเลจะไปตะลุยกรุงเทพฯ หางานในแกลเลอรีเล็กๆ ส่วนแม่เธอนอนป่วยกระทันหัน ต้องเจียดเงินค่าตั๋วรถไฟไปซื้อยารักษา อนาคตที่คิดว่าชัดเริ่มพร่า เจนโต้เถียงกับแม่เสียงดังเรื่องฝันที่อยากทำ แม่ถอนหายใจบอกเบาๆ ว่า “ถ้าหนูไปกรุงเทพฯ แล้วแม่อยู่คนเดียว กลัวว่าแม่เองจะอยู่ไม่ไหว” เจนกลั้นน้ำตาแล้วเดินออกมาเงียบๆ
เจนเล่าเรื่องนี้ให้ธามฟัง ธามไม่พูดอะไรราวยอมรับความเงียบของเธอ เขาครุ่นคิด บางทีความฝันของคนสองคน ไม่เคยเดินขนานกันเลย เจนเริ่มห่างจากโลกออนไลน์ ลดการตอบแชท งดคอล เธอโพสต์รูปน้อยลง เพื่อนร่วมกลุ่มออนไลน์เริ่มสังเกต Bank เพื่อนธามถามว่าไปจีบใครในเฟซบ่อยใช่ไหม ธามแค่ยิ้ม แต่ความว่างเปล่าเริ่มพอกพูนในใจ
ธามกลั่นใจถามเสียงเบาๆ ผ่านแชท “..เราไม่แน่ใจว่า เธออยากให้เราวนเวียนในชีวิตไหม” เจนอ่านข้อความค้างไว้ ไม่ตอบทันที หลายวันต่อมา เธอตอบด้วยภาพสีน้ำที่เป็นรูปท้องฟ้าแตกออกกลางฝน “บางฝันมันเปียกน้ำ เลอะไปแล้ว แต่ท้องฟ้าใหม่ก็ยังเกิดได้เสมอ”
วันสงกรานต์ ธามซื้อของฝากจะส่งไปเชียงราย แต่ลังเลใจเมื่อคิดถึงอดีตแฟนเก่าที่เคยสั่งเขาไม่ให้อยู่กับใครนอกจากเธอ ความเจ็บจากการถูกทิ้งทำให้ธามกลัวเปิดรับใครใหม่ เขาทำกล่องของขวัญหล่นตก ผ่าสองต้องซ่อม เจนโทรมาโดยไม่ทันตั้งตัว “วันนี้..น้ำนองทั่วสวน แต่อยากบอกว่าตื่นมาคิดถึงเสียงหัวเราะนายก่อนนอน” ธามนิ่ง เงียบไปนาน“บางที เราอาจกลัวที่จะเริ่มใหม่มากกว่ากลัวจะผิดหวัง” เธอฟังเขาแล้วยิ้ม เงียบกันไปอีกพัก
คืนนั้นหลังเหตุการณ์น้ำท่วมเล็ก เจนและแม่ช่วยกันเก็บร้าน เพื่อนธามชวนเที่ยวแต่เขาปฏิเสธ ธามนั่งหน้าจอ วาดรูปท้องฟ้าสดใหม่ เขาพยายามโทรหาเจนอีกครั้ง “ถ้าเรากล้าทำอะไรซักอย่าง เธอจะยินดีมั้ย” เจนหัวเราะ ไม่ได้ตอบตรง “นายวาดให้เราดูสิ… ท้องฟ้าของนายวันนี้เป็นยังไง”
สองเดือนแห่งความห่างไกลหลังนั้น เจนและธามต่างทำงานหนักขึ้น ธามเครียดจากงานจนเงียบ เจนต้องแบ่งเวลาเรียนวาด-ทำงาน-ดูแลแม่ เธอเริ่มหงุดหงิดกับโลกใบเดิม ฝนตกหนักหลายวันติด เธอเฝ้ามองท้องฟ้าแตกสี จนวาดรูปไม่ได้เหมือนก่อน
วันหนึ่ง ธามโผล่เซอร์ไพรส์ที่ร้านอาหาร เจนกลับมาจากมหาวิทยาลัยแทบไม่เชื่อสายตา ธามยิ้มเขินๆ ยกภาพวาดแผ่นใหญ่ในมือส่งให้เธอ เป็นรูปมือทั้งสองแตะกันกลางขอบฟ้าครึ่งหนึ่งของกรุงเทพฯ และอีกครึ่งหนึ่งของเชียงราย
เจนไม่ได้พูด เธอเขยิบไปใกล้มากขึ้น หัวใจเต้นแทบหลุด ทั้งสองนั่งเงียบ มีแต่เสียงฝนและเสียงหัวใจ จนแม่ออกมาแซว “จะมองกันจนฝนหยุดตกเลยไหม” ทั้งคู่หัวเราะ เจนลูบกรอบรูป “…ขอบคุณที่กล้ามา”
แต่ความจริงตามทัน ตกเย็น ธามสารภาพว่ายังลาออกไม่ได้ จำเป็นต้องกลับกรุงเทพฯ และคงไม่มีเวลาให้เหมือนก่อน เจนถามว่าแล้วเธอควรเดินต่อในฝันของตัวเองยังไง ธามนิ่งนาน ไม่กล้าตอบ ช่วงเวลาสวยงามถูกลมหายใจของความกลัวซ้อนเข้ามาขวาง
หลังจากธามกลับ เจนเหม่อมองรูป ทบทวนบทสนทนาทั้งหมดในหัว พิสูจน์ตัวเองด้วยการรับวาดภาพประกอบให้บริษัทเล็ก ส่งผลงานครั้งแรกด้วยใจเต้นรัว ธามทักมาแสดงความดีใจแต่แฝงความเศร้าในเสียง เจนตอบเร็วแต่พูดน้อยลง ต่างฝ่ายต่างเว้นระยะทางใจ โดยไม่กล้าพูดความจริงว่าต่างคนต่างกลัวจะสูญเสียอีกฝ่ายเพราะฝันของตัวเอง
ฤดูฝนผ่านไป งานศิลป์ของเจนได้รับคัดเลือกให้จัดแสดงในแกลเลอรีครั้งแรกในชีวิต ขณะที่ธามได้รับงานใหม่ในแผนกโฆษณาใหญ่ แต่เขาต้องอยู่กรุงเทพฯ ยาว ต่อมาเจนรีบส่งข่าว ธามตอบกลับด้วยข้อความ “…เธอภูมิใจในตัวเองบ้างไหม”
วันเปิดนิทรรศการ เจนนั่งข้างๆ ภาพวาด เธอมองหาใครบางคนในห้อง แต่เงียบ ธามส่งช่อดอกไม้แทนตัวเองมาให้ พร้อมโน้ตเขียนว่า “ขอบฟ้ากว้างมาก แต่ฝันของเราอาจเหลื่อมกันได้สักวัน”
คืนนั้น โทรศัพท์เงียบ เจนแตะกลีบดอกไม้ สูดลมหายใจลึก เหลือบมองผนังที่มีรูปที่เธออยากมีชีวิตในกรุงเทพฯ แปะอยู่ตรงใจกลาง
หลายสัปดาห์ต่อมา ทั้งสองไม่ได้คุยกันอีก เจนเอารูปเคยร่วมวาดกับธามออกจากเฟรม นำมาติดที่ผนังตรงข้ามหน้าต่าง รอยแปรงของธามสะท้อนความกล้าหาญตลอดทางที่เดินมา เจนยิ้มอย่างภูมิใจ น้ำตารื้น
ธามโทรมา เงียบอยู่นาน “เจน…อยากให้เรากลับไปเป็นเหมือนเดิมไหม” เจนนิ่ง “นายเดินถึงฝันแล้วนี่…เราก็เหมือนกัน” ธามนิ่ง ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
หลายเดือนผ่าน บางทีก็แวะคุยบ้างแต่ไม่ลึกซึ้งเหมือนกาลก่อน กระนั้นเสียงปลายสายในช่วงเย็นเงียบก็ยังคงซึมผ่านหน้าจอมาเป็นกำลังใจ
ปีต่อมา เจนเปิดร้านรูปวาดเล็กๆ ริมแม่น้ำ ธามแวะมาร่วมงานเปิดร้าน ไม่ได้บอกล่วงหน้า เขายื่นภาพมือแตะกันผ่านช่องหน้าต่าง ฟากหนึ่งเป็นกรุงเทพฯ อีกฟากเป็นต้นชงโคหน้าร้านของเจน ต่างคนต่างยิ้ม น้ำตาคลอ แม้จะไม่ได้เดินควบคู่ แต่ไม่มีฟากฟ้าไหนที่ขวางความกล้าเติบโตของแต่ละคนได้อีกต่อไป
ความสัมพันธ์แบบรักทางไกลของทั้งสอง อยู่ในรูปของความเข้าใจ การเลือกเติบโตในฝัน และการให้กำลังใจ แม้ระยะทางยังแบ่งฝัน แต่ไม่มีรอยร้าวใดที่ใจสองดวงจะซ่อมแซมไม่ได้