เสียงแหลมในเรือนว่าง
สายลมหนาวพัดผ่านแม่น้ำปาย เสียงใบไม้กระทบกันเบา ๆ กลืนเงาของเรือนไม้เก่าแก่ที่ตั้งเคียงน้ำ ราวกับยังมีลมหายใจของใครบางคนหลงเหลืออยู่ ไม้เก่า ๆ ส่งเสียงครืดคราดลั่นทุกครั้งที่เหยียบย่าง กลุ่มนักศึกษาสถาปัตย์ห้าคนเดินเข้าเรือนด้วยเป้าหมายจะศึกษาสถาปัตยกรรมพื้นบ้านเพื่อรายงานปีสุดท้าย ผู้นำกลุ่มคือพีท เด็กหนุ่มรูปร่างสูง หน้าตาเคร่งเครียด มีนิสัยวิตก วางแผนมากเกินไปจนกดดันตัวเอง เขาหันมองรอบข้างอย่างระแวงขณะเพื่อน ๆ เดินตาม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แนน สาวผิวคล้ำ รอยยิ้มสดใสแต่แววตาแฝงความระแวง เธอกระซิบกับเอิร์ธ เด็กชายผมยาวซึ่งพกกล้องถ่ายรูปติดตัวตลอด เอิร์ธมีนิสัยชอบสังเกต หลงใหลสิ่งลี้ลับและมักไม่เชื่อในคำอธิบายธรรมดา หนึ่งเดียวที่ไม่พูดมากคืออ้อม สาวผมสั้นผู้ชอบจดโน้ตทุกอย่างโดยไม่ตอบโต้ใคร ต่อท้ายกลุ่มคือไผ่ ชายร่างผอมที่ดูเหมือนไม่ใส่ใจอะไรกับใครนักแต่แอบเหล่มองทุกคนตลอดเวลา
เสียงประตูไม้ถูกเปิดออกอย่างช้า ๆ พีทเข้าไปก่อน พร้อมไฟฉายที่ฉายไปตามผนัง เรือนไม้มีฝุ่นจับหนา สะท้อนแสงไฟเป็นเงา มุมหนึ่งมีรูปถ่ายครอบครัวโบราณที่ใบหน้าถูกขีดฆ่า ทุกคนหยุดยืนเงียบเมื่อเอิร์ธชี้ให้ดูข้อความขูดไว้บนฝาผนัง “อย่าอยู่ยามค่ำ” แนนหัวเราะเบา ๆ แต่น้ำเสียงแฝงความไม่สบายใจ
“ใครมาเขียนวะ หรือคนบ้านนี้กลัวผีจริง ๆ”
อ้อมไม่พูด เธอแค่หยิบสมุดขึ้นมาจดช้า ๆ พีทมองนาฬิกา “รีบเก็บข้อมูล เราจะค้างแค่คืนเดียว”
เมื่อแดดร่วง คนในกลุ่มต่างแยกย้ายสำรวจเรือน พีทกับอ้อมเดินไปที่ห้องใต้ถุน มีกลิ่นอับของไม้ผุและกลิ่นน้ำเน่าโชยมา อ้อมหยุดเดินกะทันหัน เธอเงี่ยหูฟังอะไรบางอย่างในความเงียบ เสียงแหลมแผ่วเบาแว่วจากมุมมืด พีทหยุดหายใจชั่วขณะ แสงไฟฉายส่องไปแต่กลับพบแต่ความว่างเปล่า
“เสียงอะไรอ้อม”
“ไม่รู้…เหมือนคนร้อง”
ด้านบน แนนกับเอิร์ธห้องนอนใหญ่ หน้าต่างบานเก่าปิดไม่สนิท ลมพัดให้ม่านบางไหว เอิร์ธก้มถ่ายรูปทุกซอก หนึ่งในนั้นเป็นตู้เสื้อผ้าเก่า เขาคลำมือไปตามประตูไม้ รอยขีดข่วนถูกซ่อนด้วยผ้าไหมเก่า ๆ แนนเดินไปแตะหน้าต่าง มองออกไปเห็นเพียงความมืด เธอถอนหายใจยาว
“ไผ่ไปไหนวะ”
“เดินรอบนอก คงสูบบุหรี่” เอิร์ธตอบลอย ๆ
แนนหลุบตาแล้วถามอย่างลังเล “รู้สึกแปลก ๆ ไหม เอิร์ธ”
“แค่บ้านเก่า…หรือเราอยากเจออะไรเองวะ” เอิร์ธหรี่ตายิ้มแต่แววตาไม่มั่นใจ
ค่ำลง ไผ่เดินกลับมาพร้อมกลิ่นบุหรี่แรงๆ เขาโยนเสื้อแจ็กเก็ตบนพื้น แล้วถามเสียงขุ่น “จะกินข้าวที่นี่จริงเหรอ” พีทพยักหน้ารับ “ไม่มีร้านเปิดใกล้ ๆ แล้ว” ทุกคนแยกย้ายเตรียมข้าวกล่อง เอิร์ธเปิดไฟฉายสำรวจห้องครัว เดินผ่านตู้ไม้ที่ปิดไม่สนิท เสียงแหลมแว่วมาอีกครั้ง คราวนี้ดังขึ้นเหมือนใครกรีดร้องจากใต้ถุนบ้าน เอิร์ธชะงักมือ พีทหันขวับมองตาโต
“ได้ยินไหม”
แนนพยักหน้า อ้อมหน้าซีด ไผ่ถอนหายใจ “เสียงสัตว์น่ะ” เขาพูดเสียงห้วนแต่ตาไม่กล้าสบ
กลางดึก ทุกคนเข้านอนในห้องนอนใหญ่ ฝนโปรยบาง ๆ เสียงหยดน้ำบนหลังคาดังเป็นจังหวะ พีทนอนพลิกไปมา เขาหยิบสมุดมาดูแผนผังบ้านอีกครั้ง เสียงแหลมปริศนาดังขึ้นเรื่อย ๆ พีทลุกขึ้นนั่ง หูตึงกับความเงียบที่ทาบทับ
“แนน ตื่นยัง”
แนนลืมตาอย่างงัวเงีย “มีอะไร”
“ทำไมเสียงนั่นดังขึ้นวะ”
“อย่าคิดมาก ถ้านอนไม่หลับจะยิ่งคิดเยอะ” แนนว่าพร้อมหันหน้าเข้าหาฝาผนัง
เวลาผ่านไป ทุกคนเริ่มหลับ พีทลุกขึ้นอีกครั้ง เอิร์ธยังไม่หลับ เขากระซิบถามเสียงเบา “นายเชื่อเรื่องผีไหมพีท”
พีทนิ่งไปนานก่อนตอบ “ไม่รู้ แต่บ้านนี้…เหมือนมีอะไรมองอยู่”
เอิร์ธไม่พูดต่อ แค่ส่งกล้องให้พีทดูรูปที่ถ่ายก่อนหน้านั้น ในนั้นมีเงาแปลก ๆ ตรงตู้เสื้อผ้า พีทขนลุกแต่พยายามนิ่งไว้ “แสงตกกระทบเฉย ๆ มั้ง”
รุ่งเช้าอากาศขมุกขมัว เสียงแหลมเงียบไปแต่บรรยากาศกลับอึดอัดมากขึ้น ทุกคนต่างไม่พูดถึงเสียงเมื่อคืน อ้อมเดินไปยังใต้ถุนคนเดียว ขณะนั้นเอง เธอสะดุดขวดแก้วเก่า ๆ ที่ถูกฝังใต้ฝุ่น เมื่อเช็ดฝุ่นออกมีเศษผมและกระดุมเสื้อเด็กหญิงอยู่ข้างใน อ้อมมองนานอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะหยิบขึ้นมาคืนให้พีท
พีทมองขวดนั้นด้วยคิ้วขมวด “ของใครวะ”
“ไม่รู้” อ้อมพูดแผ่วเบา “แต่ข้างใน…เหมือนของเด็ก”
แนนเดินตามมาดู เธอเอามือลูบกระดุม “บ้านนี้เคยมีเด็กเหรอ”
ไผ่เดินผ่านมา เหล่มองขวดแก้วแล้วเบือนหน้าหนี “ของโบราณ อย่าไปยุ่ง”
เอิร์ธเดินเข้ามาช้า ๆ “เมื่อคืนผมฝันว่าได้ยินเด็กหัวเราะใต้ถุนบ้าน”
พีทหันขวับ “ฝันเหรอ หรือได้ยินจริง ๆ”
เอิร์ธนิ่งไม่ตอบ แค่มองพื้นอย่างว่างเปล่า
บ่ายวันนั้น ทุกคนแยกย้ายเก็บข้อมูล พีทกับอ้อมปีนขึ้นไปบนห้องใต้หลังคา มีกลิ่นอับแรงกว่าเดิม มีรอยเท้าเล็ก ๆ ฝุ่นจับหนา อ้อมชี้ให้ดูรอยเลือดจาง ๆ บนไม้เก่า พีทใจเต้นแรง ตัดสินใจเดินเข้าไปสำรวจใกล้ ๆ
“เราไม่ควรอยู่ที่นี่นาน” อ้อมพูดเสียงสั่น
พีทถอนหายใจ “ต้องทำรายงานให้จบ เราไม่มีทางเลือก”
เสียงแหลมดังมาอีกครั้ง คราวนี้ดังจนพีทต้องปิดหู อ้อมกลั้นน้ำตา เสียงนั้นสิ้นสุดลงอย่างฉับพลัน
เอิร์ธกับแนนเดินสำรวจรอบเรือน พบรอยเท้าเด็กนำไปยังบ่อน้ำเก่า เอิร์ธหย่อนกล้องถ่ายรูปไปในบ่อ รอชัตเตอร์กด เขาหยุดนิ่งครู่หนึ่งก่อนถอนกล้องขึ้นมา
“มีอะไรในนั้น” แนนถาม
เอิร์ธส่ายหน้า “ไม่แน่ใจ แต่ในรูปถ่ายเห็นเงาคนยืนอยู่ข้างหลังผม”
แนนหน้าซีด เธอรีบเดินกลับเข้าบ้าน เอิร์ธยืนงุนงงอยู่ครู่หนึ่งก่อนเดินตามกลับเข้าไป
กลางคืนที่สอง บรรยากาศหนักอึ้ง ทุกคนนั่งรวมกันในห้องนั่งเล่น ต่างเงียบกันหมด เสียงแหลมไม่มาแต่เงาในห้องกลับยาวขึ้นราวกับเคลื่อนไหว พีทสังเกตเห็นเงาอีกเส้นที่ไม่ตรงกับใครเลยในกลุ่ม
“ใครเดินอยู่ข้างหลังวะ”
ทุกคนหันขวับ ไม่มีใครตอบ ไผ่ลุกขึ้นเดินออกไปนอกบ้าน ไม่พูดอะไร เอิร์ธลุกตาม แนนกับอ้อมนั่งนิ่ง
“พีท เราจะกลับกันพรุ่งนี้ได้ไหม” แนนถามเสียงสั่น
“ถ้าไม่จบงาน อาจารย์จะตัดคะแนนหมด”
อ้อมก้มหน้าจดโน้ต เธอเขียนอะไรบางอย่างแล้วฉีกกระดาษส่งให้แนน แนนอ่านข้อความนั้น ‘ได้ยินเสียงเด็กหัวเราะใช่ไหม’ แนนไม่ตอบ แค่พับกระดาษคืน
กลางดึกคืนนั้น เอิร์ธเดินกลับเข้าบ้านคนเดียวไผ่ยังไม่กลับ เสียงแหลมดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เกิดขึ้นพร้อมกับเสียงเคาะประตู เอิร์ธเปิดประตูอย่างลังเล พบไผ่ยืนหน้าซีดเหงื่อโทรม
“มีอะไร”
ไผ่ส่ายหน้า “ไม่อยากฟังอีกแล้ว…เสียงบ้าอะไรนั่น”
เอิร์ธพยักหน้า “คืนนี้เราอยู่ด้วยกัน”
คืนนั้นทุกคนนอนรวมกันอีกครั้ง เสียงเงียบลงจนผิดปกติ พีทนอนไม่หลับ มองเพดานที่มีรอยขีดเหมือนเด็กขีดเล่น เสียงเด็กหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นในหัวใจ ใจเขาเต้นแรง เหงื่อแตกซึม
เช้าวันสุดท้าย ทุกคนเตรียมเก็บของออกจากบ้าน อ้อมเดินไปลานหน้าบ้านแล้วหยุดนิ่งค้าง เธอเจอรอยขูดบนพื้นไม้ เป็นข้อความว่า “ขอคืนลูก” เธอเดินกลับไปบอกพีทและทุกคน พีทตัดสินใจเปิดขวดแก้วดูอีกครั้ง
ในขวดมีเศษกระดาษเล็ก ๆ แผ่นหนึ่ง เขียนว่า “อย่าทิ้งฉันไว้ที่นี่”
แนนเริ่มร้องไห้ อ้อมเงียบไป เอิร์ธมองไปนอกหน้าต่าง ไผ่โวย “พอแล้ว! ไม่เอาแล้ว!” เขาหยิบขวดแก้วจะขว้างทิ้ง แต่พีทแย่งไว้ทัน
“เราต้องคืนของนี้ให้เจ้าของ” พีทพูดเสียงสั่น เขาเดินไปที่บ่อน้ำเก่า ทุกคนตามมาเงียบ ๆ
พีทหย่อนขวดแก้วลงในบ่อน้ำ เสียงแหลมหยุดลงทันที ความเงียบแผ่ขยายทั่วเรือน
ขณะนั้น เงาของเด็กหญิงปรากฏเงียบ ๆ ที่ขอบบ่อน้ำ ทุกคนเห็นแต่ไม่มีใครพูดอะไร เงานั้นค่อย ๆ หายเข้าไปในความมืด
ทุกคนยืนเงียบ น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว
พีทหันหลังกลับไปมองเรือนไม้เป็นครั้งสุดท้าย รู้สึกว่าตัวเองได้ทิ้งอะไรบางอย่างไว้ที่นี่ตลอดกาล
เมื่อขับรถจากมา ทุกคนยังคงเงียบ ไม่มีใครพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกเลย เสียงแหลมไม่มีอีกต่อไป แต่ในบางคืน เสียงหัวเราะเด็กแว่วมาในฝัน ตอกย้ำว่าบางความลับ…ไม่ควรถูกเปิดเผย