คืนใต้เงาไม้ตะเคียน
เสียงเครื่องยนต์ดับลงตรงทางแยกดินแดง ท่ามกลางแสงแดดบ่ายที่ร้อนระอุ สายลมพัดกลิ่นหญ้าแห้งและเศษใบไม้ปลิวว่อน ทิวไม้ตะเคียนสูงเปลี่ยวเงียบบังทิวทัศน์เหมือนกำแพงลึกลับ กลุ่มนักศึกษาสามคน—นิดา ต๋อง และพล—ยืนมองแผนที่กับป้ายไม้ซีดจางที่เขียนว่า “บ้านหนองตะเคียน” ด้วยลายมือหวัด ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แน่ใจเหรอว่าใช่ที่นี่?” พลพูดเสียงเบา มือยังลูบกล่องกล้องถ่ายรูปเก่า ๆ ที่สะพายข้างหลัง นิดาเหลือบตาไปมองแววตาต๋องซึ่งเหงื่อเปื้อนหน้าผาก “ไม่มีที่ไหนในแผนที่อีกแล้ว” เธอตอบคล้ายพยายามกลบความลังเล “รีบเก็บข้อมูลให้เสร็จ เดี๋ยวเย็น”
พวกเขาเดินเข้าไปตามทางดินแคบ ๆ ที่ถูกเถาวัลย์รกรุงรังคลุม เงาไม้ตะเคียนปกคลุมแสงแดดจนทุกอย่างกลายเป็นสีเทาหม่น เสียงรองเท้ากระทบดินแห้งกรอบ ด้านซ้ายมีเสียงสัตว์บางอย่างแว่วมา ทุกคนเงียบกริบ
ข้างหน้าคือบ้านไม้สองชั้นเก่าโทรม ฝาไม้บวม บานหน้าต่างแง้มคล้ายถูกลืมมาแรมปี ซากเปลือกไม้แห้งกับเศษใบตะเคียนเกาะอยู่เต็มหน้าชาน
“บ้านนี้…ใช่ที่พักจริงเหรอ?” ต๋องพูดเบาพลางมองรอบตัว “อาจารย์จองไว้แล้ว” นิดาพยายามยิ้ม “ก็แค่คืนเดียวเอง” เธอพูดจบแล้วยิ้มแห้ง ๆ พลกลืนน้ำลาย
พวกเขาเข้าไปในบ้าน กลิ่นอับชื้นและฝุ่นคละคลุ้ง แสงจากกระจกแตกร้าวสะท้อนเป็นลายคล้ายรอยนิ้วมือบนบานหน้าต่าง เสียงไม้พื้นลั่นเอี๊ยด ทุกคนต่างเดินดูรอบบ้าน ห้องรับแขกมีตู้แช่เก่า โต๊ะไม้ขาโก่ง และกรอบรูปไร้ภาพแขวนอยู่หนึ่งกรอบ
“คืนนี้…ถ้าหลอนมาก เดี๋ยวค่อยนอนรถก็ได้นะ” พลพูดกลั้วหัวเราะกลบความตึงเครียด นิดายิ้มแหย ๆ ต๋องถอนหายใจนั่งลงกับพื้น
เงาสะท้อนบนหน้าต่างกระจกแตกร้าวดูเหมือนเคลื่อนไหวเล็กน้อย ขณะนิดาหันไปมอง เธอหยุดนิ่งชั่วครู่ “เมื่อกี้…มีใครเดินผ่านข้างนอกมั้ย” เธอถามเบา ๆ พลกับต๋องหันไปมอง ประตูยังปิดสนิท ไม่มีเสียงตอบ ทุกอย่างเงียบงัน
เมื่อแดดเย็นคล้อย บ้านทั้งหลังก็ถูกเงาต้นตะเคียนกลืนจนมืดเกือบสนิท นิดาเดินไปสำรวจห้องต่าง ๆ ห้องหนึ่งมีโต๊ะไม้เตี้ยๆ บนพื้นปูเสื่อขาด ๆ มีถ้วยกระเบื้องเก่าและเศษผ้าสีคล้ายแดงคล้ำกองอยู่เหมือนถูกทิ้งร้างมานาน
“ของไหว้หรือเปล่า?” ต๋องถามเสียงเบาราวกระซิบ “ไม่แน่ใจ” นิดาตอบเสียงระแวง “แต่เหมือนมีพิธีอะไร…” เธอมองเศษผ้านั้นนิ่ง ๆ
พลเดินไปหยิบกล้องจะถ่ายภาพ จังหวะนั้นเสียงกุกกักเบา ๆ ดังมาจากข้างนอก เหมือนใครลากเท้าผ่านใบไม้แห้ง ทุกคนชะงัก
“เราไปดูข้างนอกไหม?” พลถามแบบไม่มั่นใจ นิดาลังเลแต่สุดท้ายก็พยักหน้า ทั้งสามค่อย ๆ เดินออกไปหน้าชาน ท่ามกลางแสงจันทร์ที่ลอดผ่านใบตะเคียนใหญ่ เงาต้นไม้ทอดยาวผิดรูป ทุกอย่างเงียบกริบจนน่าขนลุก
พลเล็งกล้องถ่ายเงาไม้ แต่เมื่อกดชัตเตอร์ กล้องกลับดับวูบ เสียงกล้องค้างแปลก ๆ พลกดซ้ำอีกครั้งแต่ก็ไม่ติด “แบตหมดเหรอ?” ต๋องถาม “เพิ่งชาร์จมาเต็ม ๆ เลยนะ” พลตอบเสียงสั่น
นิดาสังเกตที่โคนต้นตะเคียน มีรอยขีดเป็นเส้นลึก ๆ เหมือนมีใครใช้ของมีคมขูดไว้ เสียงกิ่งไม้ขยับแสกสากเหมือนอะไรบางอย่างไถลผ่าน ทุกคนยืนนิ่ง ฟังเสียงลมที่ไม่เหมือนลม
คืนนั้นความเงียบและเสียงผิดปกติปะปนกันเป็นระยะ เหมือนบ้านทั้งหลังมีใครเดินวนอยู่ไม่ห่าง ทุกคนกลับเข้ามานั่งรวมกันในห้องรับแขก ต๋องนั่งกอดเข่าเงียบ ๆ นิดาก้มมองโทรศัพท์แต่ไม่มีสัญญาณ พลพยายามหาสัญญาณวิทยุแต่ก็ไม่มีเสียงอะไรนอกจากซ่าเบา ๆ
“ที่บ้านฉันเคยได้ยินว่า บ้านร้างกลางตะเคียนแบบนี้…เขาว่าเป็นที่ต้องห้าม ยิ่งมีรอยขีดที่ต้นไม้” ต๋องพูดเสียงสั่น “เขาว่าช่วงกลางคืน ถ้าไม่ได้ขออนุญาต…จะอยู่ไม่รอด”
นิดาเงียบไปนาน “คิดมากไปหรือเปล่า” เธอพึมพำเบา ๆ พลยิ้มฝืด ๆ แต่ในแววตาเขาดูไม่มั่นใจ
เวลาผ่านไปช้า ๆ เสียงนาฬิกาไม้เก่าดังติ๊กต่อก ๆ เงาทาบซ้อนกันไปมาเหนือผนัง ทุกคนต่างจดจ้องกับความเงียบและเสียงเบาบางที่ไม่รู้ว่าเป็นเสียงใคร
พลเริ่มเดินดูรอบบ้านอีกครั้ง เขาแง้มประตูห้องหนึ่ง พบว่ากระดาษเก่า ๆ หล่นอยู่ข้างฝา เขาหยิบขึ้นมา เป็นลายมือหวัด ๆ ที่เขียนด้วยหมึกจาง ๆ ว่า “ขอให้คืนชีวิต ข้าไม่อาจทนทุกข์อีกแล้ว”
พลพยายามอ่านต่อ แต่เสียงกระซิบแผ่ว ๆ ดังแทรกเข้ามาในหูเหมือนมาจากทั่วทุกมุมบ้าน เขาหันไปมองเพื่อนทั้งสอง ไม่มีใครขยับ
ทันใดนั้นเสียงบางอย่างตกกระแทกจากชั้นบน ทุกคนสะดุ้งเงยหน้า นิดาจับแขนต๋องแน่น “ขึ้นไปดูมั้ย?” พลถามเบา ๆ นิดาพยักหน้าอย่างลังเล ต๋องส่ายหัวแต่ก็ต้องเดินตาม
บันไดไม้เก่าลั่นทุกย่างก้าว แสงไฟฉายจากมือถือสาดเป็นวงแคบ ๆ บนพื้น ห้องชั้นบนมีประตูไม้ปิดสนิท บนประตูมีรอยขีดคล้ายกับโคนต้นตะเคียน
พลเอื้อมมือผลักประตูเข้าไป กลิ่นอับแรงขึ้นทันที ห้องนี้มีเพียงเสื่อขาด ๆ กับหมอนเก่า ๆ กองหนึ่ง และหน้าต่างบานเดียวที่ถูกตะปูตรึงแน่น ข้างผนังมีภาพถ่ายขาวดำใบเล็ก ๆ แปะอยู่หลายใบ แต่ทุกใบเหมือนมีใครเอาอะไรขีดข่วนจนมองไม่เห็นใบหน้าคนในภาพ
“นี่มันอะไรกัน?” ต๋องพึมพำเบา ๆ พลหยิบภาพถ่ายมาเพ่งดู พอแตะปลายนิ้ว ความเย็นยะเยือกแล่นเข้ามาในฝ่ามือทันที เขารีบวางลง
เสียงลมหายใจแผ่ว ๆ ดังอยู่ในห้อง เงาตะเคียนจากหน้าต่างตกทาบบนพื้นเหมือนเงาคนคุกเข่า ทุกคนต่างมองหน้ากันโดยไม่พูดอะไร
คืนนั้นทั้งสามคนนอนไม่หลับ นิดานอนลืมตาอยู่ในเงามืด เสียงกระซิบเบา ๆ แว่วมาเป็นพัก ๆ ทุกครั้งที่เธอขยับตัว เหมือนมีเงาเดินวนรอบที่นอน เสียงไม้บ้านลั่นเอี๊ยดอ๊าดตลอดเวลา พลขยับตัวพลิกไปมา มือจับกล่องกล้องแน่น ต๋องนอนกอดอกพลางพึมพำอะไรบางอย่างกับตัวเอง
ผ่านไปจนถึงเที่ยงคืน ทันใดนั้นเสียงเปิดประตูหน้าบ้านดังขึ้น ทุกคนผงะ นิดาค่อย ๆ ลุกไปมองที่บันได เห็นเงาคนเดินผ่านช้า ๆ เฉียดปลายเท้าไปทางประตูห้องครัว ทุกอย่างเงียบ ราวกับเวลาในบ้านหยุดนิ่ง
พลกลั้นหายใจ กำกล้องแน่น เขาค่อย ๆ เดินตามลงไปที่ห้องครัว แสงจันทร์ลอดเข้ามาทำให้เห็นเงายาวผิดธรรมชาติกลางพื้น เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นรอบตัว ทุกอย่างเย็นยะเยือก
ในห้องครัว มีหม้อเก่า ๆ กับถ้วยข้าววางทิ้งไว้ พลเห็นเงาคนก้มมองหม้ออยู่นิ่ง ๆ เขาเอื้อมมือไปแตะที่ไหล่ แต่กลับสัมผัสได้แค่ลมเย็นวาบ เงานั้นสลายวูบไปทันที
ขณะนั้นเสียงร้องไห้เบา ๆ ดังขึ้นจากห้องข้างๆ นิดารีบวิ่งตามเข้าไป เห็นต๋องนั่งกอดเข่าหลับตาสั่นเทา “เรากลับบ้านกันเถอะ…ที่นี่มันไม่ใช่ที่ของเรา” ต๋องร้องเสียงสั่น
นิดากุมมือเขาแน่น “แต่เรายังออกไปไม่ได้…ถนนหายไปหมดแล้ว” เธอกระซิบบอก ช่วงวิกฤติเธอเปิดประตูออกไป เห็นทางเดินดินหายไป เหลือแต่เงาไม้และหมอกลงจัด เสียงกระซิบตามหลังมาทุกฝีก้าว
พลเริ่มสังเกตว่าทุกครั้งที่พวกเขาขยับ เงาตะเคียนจะขยับตามเหมือนจับจ้อง เขาเดินย้อนกลับไปที่โคนต้นตะเคียน หยิบกิ่งไม้ที่มีรอยขีดขึ้นมา พอดีมือเขาสัมผัสกับเส้นลึก ๆ ที่ขีดไว้ ความเย็นแล่นเข้ามาในร่าง ภาพจำแวบเข้ามาในหัวเหมือนมีคนกำลังขอชีวิต
เสียงผู้หญิงร้องขอชีวิตในห้วงความคิด “ปล่อยข้าด้วย…ข้าต้องอยู่ที่นี่ตลอดไปหรือ…”
พลผงะปล่อยกิ่งไม้ เงาตะเคียนขยับเหมือนกำลังโน้มมาหา เสียงกระซิบกลายเป็นเสียงร้องไห้โหยหวน ทุกคนวิ่งกลับเข้าบ้าน ต๋องเริ่มตะโกน “เราทำอะไรผิด…ใครอยู่ที่นี่!”
ในห้องรับแขก เงามืดค่อย ๆ ก่อตัวกลางพื้นบ้านเป็นรูปร่างมนุษย์หญิงผมยาว นิดาเริ่มนึกออกว่าในเอกสารที่ค้นเจอ มีบันทึกพิธีกรรมเก่าแก่ของคนในหมู่บ้านนี้—การบูชา “แม่ตะเคียน” ด้วยการขังวิญญาณหญิงสาวผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุความตายไว้ใต้ต้นตะเคียน ไม่ให้ข้ามไปชาติหน้า
พลตัดสินใจลองวางกล้องลงกับพื้นแล้วพูดเสียงสั่น “ขอโทษ…เราไม่ได้ตั้งใจรบกวน” เสียงร้องไห้แผ่วลง เงาตะเคียนเริ่มคลายออก
แต่จังหวะนั้นเอง นิดาสังเกตเห็นว่ามีรอยเลือดเก่าซึมในรอยขีดที่ต้นตะเคียน เธอเข้าใจทันทีว่าคนในหมู่บ้านนี้เคยทำพิธีลับอะไรบางอย่างและปกปิดความผิดมาหลายชั่วคน
เสียงกระซิบพูดช้า ๆ “ปลดปล่อยข้าที…”
นิดาตัดสินใจใช้เศษผ้าสีแดงคล้ำในห้องพิธีกรรม พันรอบรอยขีดที่ต้นไม้ แล้วกล่าวขอขมาเป็นภาษาพื้นบ้านตามที่เธออ่านพบในบันทึก เสียงลมแรงขึ้น เสียงร้องไห้เริ่มเบาจนแทบไม่ได้ยิน
ทุกอย่างเงียบลง เงาตะเคียนคลายออกจากบ้าน ความอึดอัดและเย็นยะเยือกค่อย ๆ จางหาย เสียงนาฬิกากลับมาเดินปกติ ตะวันโผล่ขึ้นเหนือยอดไม้
เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อแสงแรกสาดเข้ามา นิดาเดินออกไปที่ลานบ้าน พบว่าทางเดินดินกลับมาเหมือนเดิม หมอกจางหาย เหลือแต่เสียงนกร้องไกล ๆ พลกับต๋องเดินตามออกมา ทั้งสามมองหน้ากันอย่างหมดแรง แต่ในสายตามีบางอย่างเปลี่ยนไป
ขณะเก็บข้าวของจะกลับ นิดาหันกลับไปมองบ้านหลังนั้นอีกครั้ง เธอเห็นเงาตะเคียนโลมล้อมเหมือนมีสายตาจับจ้อง วิญญาณที่ถูกขังไว้ได้คลายพันธนาการแต่ยังคงอยู่ในเงาไม้ เธอรู้ดีว่าจะไม่มีวันลืมคืนนั้น…คืนใต้เงาไม้ตะเคียน