เงาในบ้านรกร้าง
เสียงฝีเท้ากระทบพื้นดินแห้งกรังในป่าหลังฤดูแล้ง กลุ่มเพื่อนสี่คนเดินแทรกผ่านต้นไม้รกทึบ ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่กำลังจางหาย ฟ้าอึมครึม พวกเขาต่างถือเป้เล็กคนละใบ บนใบหน้ามีทั้งรอยกังวลและความลังเล
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แน่ใจนะ ไอ้เพชร ว่าต้องเข้าทางนี้?” เสียงของบิวสั่นเล็กน้อย เขาเป็นคนร่างท้วม ใส่แว่น ท่าทางไม่มั่นใจ
เพชรเดินนำ แววตาหนักแน่นแต่แฝงความกังขา “ตามแผนที่เดิม ที่เรากับแพรวเคยมา…ก็ทางนี้แหละ”
แพรวเดินปิดท้าย หญิงสาวผมยาว ใบหน้าซีดเซียว เธอกำมือแน่น ไม่พูดอะไร ปล่อยให้อารมณ์ความกลัวกลบเสียงภายใน
อีกคนคือดล ผู้สูงที่สุดในกลุ่ม เขาเงียบขรึมเกินปกติ สายตาดูเหมือนหลบเลี่ยงอะไรบางอย่าง ทุกย่างก้าวใกล้ตัวบ้านร้าง ทุกคนยิ่งรู้สึกถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็น
เสียงนกกาจาง ๆ กลายเป็นความเงียบ พุ่มไม้ไหววูบโดยไร้ลม ดลหยุดเดินทันที “ได้ยินเสียงอะไรไหม?”
ทุกคนชะงักเงี่ยหูฟัง มีเพียงเสียงหัวใจตัวเองเต้นระรัว
“ไม่มีอะไรหรอก…อย่าคิดมาก” เพชรพึมพำ เขาเองก็ไม่มั่นใจ
เมื่อฝ่าพงหญ้าสูงไปถึงหน้าเรือนไม้สองชั้นเก่าโทรม เถาวัลย์ปกคลุมหน้าต่างและประตู บานประตูไม้งอเอียงเหมือนพร้อมจะหล่นลงได้ทุกเมื่อ
“จะเข้าไหม?” บิวถาม ผู้ชายอีกสองมองหน้ากัน ก่อนที่เพชรจะเอื้อมเปิดประตู
เสียงเอี๊ยดอ๊าดของประตูไม้ดังในความเงียบ บ้านทั้งหลังเย็นเยียบ แม้แดดจะยังลอดเข้ามาบ้าง แต่ภายในเหมือนเวลาหยุดนิ่ง กลิ่นอับและฝุ่นเก่าคละคลุ้ง
ทุกคนหยุดนิ่งอยู่ตรงทางเข้าพักหนึ่ง ไม่มีใครพูดอะไรจนบิวเอ่ยด้วยเสียงเบา “สิบปีแล้วนะ…ตั้งแต่ไอ้เต้หายไปที่นี่”
แพรวหน้าซีดกว่าเดิม ดลขบกรามแน่น เพชรพยายามยิ้มแต่ฝืน “ถ้าเราหาคำตอบกันได้ ก็คงไม่ต้องฝันร้ายอีก…”
บรรยากาศอึดอัดจนทุกคนต้องแยกย้ายสำรวจบ้าน พวกเขาแบ่งกันเป็นคู่ ดลกับบิวเดินขึ้นชั้นบน ส่วนเพชรกับแพรวตรวจสอบห้องรับแขก
บนชั้นสอง ฝุ่นหนาเตอะปกคลุมพื้นไม้ ดลแง้มประตูห้องนอนหนึ่งห้อง มืดสนิท บิวลังเล “เข้าไปไหม?”
ดลถอนหายใจ “เร็ว ๆ เถอะ อย่าเสียเวลา”
ในห้องมีเพียงตู้เสื้อผ้าเก่า โต๊ะเครื่องแป้ง และเตียงผุ ๆ ดลค่อย ๆ สำรวจรอบห้อง ส่วนบิวเดินช้า ๆ ไปที่หน้าต่าง
ข้างล่าง เพชรเปิดลิ้นชักโต๊ะรับแขก พบกล่องไม้เล็ก ๆ มีรอยขีดเขียนเป็นตัวเลขปริศนา แพรวยืนมองอย่างลังเล
“อย่าเพิ่งเปิด” แพรวพูดเบา ๆ พลางส่ายหน้า
เพชรหยุดมือ แต่ดูเหมือนจะเก็บกล่องไว้ในกระเป๋าอย่างระวัง
เงาบางอย่างวูบผ่านบานหน้าต่างด้านหลังแพรว เธอเหลียวไปแต่ไม่เห็นอะไร
บนชั้นสอง เสียงพื้นไม้ลั่นดังขึ้น ดลหยุดเดิน จับมือบิวแน่น
“เมื่อกี้…เหมือนมีใครเดินตาม” บิวกระซิบ ดวงตาโตขึ้น
ดลกลืนน้ำลาย “อย่าเพ้อดิ ไม่มีอะไร” แม้ตัวเองจะไม่มั่นใจ
ทันใดนั้นประตูห้องข้าง ๆ ค่อย ๆ เปิดเองอย่างเชื่องช้า เสียงเอี๊ยดเบา ๆ ดังในความเงียบ
บิวยืนเกร็ง ดลรวบรวมความกล้าเดินไปแง้มประตู ห้องข้างในว่างเปล่ายกเว้นกองเสื้อผ้าเก่า ๆ คราบฝุ่นยังนูนหนา
เขาเดินเข้าไปช้า ๆ สายตากวาดดูรอบห้อง จู่ ๆ แสงจากหน้าต่างด้านหลังวูบดับ เงาอะไรบางอย่างเคลือบคลุมผนัง
บิวถอยหลังชนประตู ตะโกน “ออกไปได้แล้ว!”
ดลเดินสวนออกมาสีหน้าเครียด “ไม่มีอะไร เดินต่อไป”
เสียงกุกกักเบา ๆ ดังจากทางเดินเหมือนมีอะไรคลานอยู่ใต้พื้น
ข้างล่าง เพชรเดินสำรวจต่อไปจนถึงห้องครัว ขณะเปิดตู้เย็นเก่า พบแต่กลิ่นอับรุนแรงและขวดน้ำเปล่าทิ้งไว้
แพรวเดินตาม “นาย…กลัวหรือเปล่า” เสียงเธอเบามาก
เพชรเม้มปาก “ไม่รู้สิ…แต่ฉันต้องรู้ ว่าเกิดอะไรขึ้นวันนั้น”
แพรวมองเพชรด้วยสายตาแปลก ๆ “บางที…เราน่าจะปล่อยให้มันจบไป”
เสียงประตูหลังบ้านดังแอ๊ดเหมือนมีใครเปิด เพชรกับแพรวสะดุ้ง หันไปดูแต่ไม่พบใคร
บิวกับดลเดินลงมาจากชั้นบน สีหน้าเคร่งเครียด “ข้างบนไม่มีอะไรนอกจากห้องเปล่า ๆ” ดลพูดเสียงแข็ง
“แต่มี…มีเงา” บิวเบาเสียงลง พยายามไม่สบตาใคร
ความเงียบปกคลุม ทุกคนมองหน้ากัน ไม่มีใครพูดอะไรอยู่พักหนึ่ง
เพชรหยิบกล่องไม้ออกมา “เมื่อกี้ในลิ้นชัก มีตัวเลขขีดไว้นี่ ลองดู”
ดลรับกล่องไปดู “เลขสี่ตัว…”
แพรวขยับตัวกระสับกระส่าย “กล่องอะไร ทำไมต้องซ่อน?”
บิวค่อย ๆ นั่งลงกับพื้น “สิบปีก่อน…เราเคยเล่นซ่อนแอบกับเต้ในบ้านนี้ วันสุดท้าย…”
เพชรนิ่งไป หันไปมองรอบบ้าน “หรือกล่องนี้เกี่ยวกับวันนั้น?”
ดลเปิดกล่อง พบจดหมายเก่าแผ่นหนึ่ง ตัวหนังสือจางจนแทบอ่านไม่ออก
เสียงลมหวีดหวิวลอดหน้าต่าง ทุกคนขนลุกโดยไม่รู้สาเหตุ
แพรวอ่านจดหมายเบา ๆ “…อย่าไว้ใจเสียงที่ได้ยิน…”
ดลขมวดคิ้ว “หมายความว่ายังไง?”
บิวเงียบไปนานก่อนพูดขึ้น “วันนั้น…ก่อนเต้หายไป ฉันได้ยินเสียงเรียกชื่อฉัน…แต่ไม่ใช่เสียงเต้”
แพรวนั่งลงข้างบิว มือสั่น “ฉันก็ได้ยิน…แต่ไม่กล้าบอกใคร”
เพชรเริ่มเดินวนในห้องอย่างร้อนรน “งั้นเสียงที่เราคิดว่าเป็นเต้…จริง ๆ แล้วคืออะไร?”
ดลกำมือแน่น ใบหน้าตึงเครียด “บ้านนี้…มีอะไรอยู่จริง ๆ”
เพชรชะงักเท้า หันไปทางบันไดชั้นสอง ทันใดนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าดังลงมาอย่างช้า ๆ เหมือนมีคนเดินอยู่ข้างบน
ทุกคนหยุดหายใจ เงามืดยาวจากชั้นสองเลื้อยลงมาตามบันไดทีละขั้น
บิวกระซิบ “ไม่มีใครอยู่ข้างบนใช่ไหม?”
ดลพยายามตั้งสติ “ไม่มี…มีแต่เรา”
แต่เสียงฝีเท้ายังไม่หยุด ทุกคนชิดผนัง ตาจ้องเงาที่ค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้
เพชรตัดสินใจเดินถือไฟฉายขึ้นไป แต่ไฟฉายดับพรึบเมื่อเหยียบขั้นแรก
“อย่าไป!” แพรวร้องห้าม
แต่เพชรยังเดินต่อไป ในความมืด มีเพียงเสียงหายใจหนัก ๆ และเสียงฝีเท้าที่หยุดลงทันที
เพชรยืนอยู่บนบันไดขั้นที่ห้า เงาหม่นยาวทอดทับร่างเขา ความเย็นแผ่ซ่าน ความเงียบกดดันแทบทรมาน
เสียงหนึ่งกระซิบข้างหู “กลับไม่ได้แล้ว…”
เพชรหันขวับไปมอง ไม่มีใคร
ข้างล่าง แพรวร้องไห้ ดลกับบิวดึงเธอไว้ “เราต้องออกจากบ้านนี้!”
แต่ประตูหน้าปิดเองแน่นปึ้ก ไม่มีใครเปิดได้ เสียงลมหายใจหนัก ๆ ดังขึ้นรอบตัว
ดลทุบประตู “เปิดสิ! ใครก็ได้!”
บิวตัวสั่น “มันไม่ใช่บ้านธรรมดา…มีอะไรตามเราอยู่!”
เสียงฝีเท้าบนบันไดกลับมาอีกครั้ง คราวนี้ช้าและหนักแน่นกว่าเดิม
เพชรพยายามปีนขึ้นต่อ สองมือจับราวบันไดแน่น จู่ ๆ เงาบางอย่างแทรกตัวผ่านเขาไป เงานั้นแผ่ขยายปกคลุมห้องโถงด้านล่าง
ทุกคนเห็นเงานั้น มีรูปร่างคล้ายคนแต่ผิดสัดส่วน แขนขาทอดยาว เงานั้นชี้นิ้วมาที่กลุ่มเพื่อน
เสียงกระซิบซ้อนทับกัน “ออกไป…ออกไป…”
แต่บิวกลับตัววิ่งไปที่ประตูหลังบ้าน พยายามเปิดแต่เปิดไม่ได้
แพรวมองกล่องไม้ในมือเพชร “ต้องมีอะไรในนี้…ต้องมีทางออก”
เพชรเปิดกล่องอีกครั้ง เจอจดหมายอีกแผ่น ตัวหนังสือสั่นไหวเหมือนขยับเอง
ดลอ่านออกเสียง “คนที่โกหก…จะไม่มีวันออกจากที่นี่”
บรรยากาศในบ้านหนาวเย็นผิดมนุษย์ เงานั้นขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
เพชรหันไปถามเสียงสั่น “เราคนไหนโกหก?”
บิวเบือนหน้าหนี น้ำตาไหล แพรวมือสั่น ดลหลบตา
เสียงกระซิบจากเงาดังขึ้น “คืนวันนั้น…ใครโกหก?”
เพชรตะโกน “ฉันไม่ได้โกหก! ใครกันแน่!”
แพรวร้องไห้ “ฉัน…ฉันเห็นเต้วิ่งออกไป แต่ฉันกลับบอกพวกนายว่าเขาหายไปในบ้าน…”
เสียงในบ้านเงียบกริบ เงานั้นหยุดขยับ ทุกคนหันไปมองแพรว เธอก้มหน้าสะอื้น
ดลพูดเสียงแผ่ว “วันนั้น…ฉันเห็นแพรว แต่ไม่กล้าพูด…”
บิวเบาเสียง “ฉันโกหกเหมือนกัน ฉันได้ยินเสียงเต้ขอช่วย แต่ฉันกลัว…”
เงาค่อย ๆ จางหายไปทีละน้อย กลิ่นอับในบ้านเริ่มเปลี่ยนเป็นกลิ่นดินเปียก
ประตูหน้าค่อย ๆ เปิดเองอย่างช้า ๆ ลมเย็นวูบเข้ามา ทุกคนยืนอึ้ง
เพชรหันไปมองแพรว “เธอทำให้เราต้องกลับมาเจอแบบนี้…”
แพรวน้ำตานองหน้า “ฉันกลัว…กลัวความผิดของตัวเอง”
เสียงกระซิบสุดท้ายจากเงา “ความจริง…คือทางออกเดียว”
ทุกคนค่อย ๆ เดินออกจากบ้านร้าง ท่ามกลางเสียงฝีเท้าตัวเอง ความเงียบสงบกลับมา แต่ในใจแต่ละคนยังสั่นไหว
ขณะเดินพ้นรั้วบ้าน เพชรหันหลังกลับไปมอง ในบ้านร้างยังมีเงาหนึ่งยืนเฝ้าต่างหน้าต่างเงียบ ๆ เงานั้นยิ้มเศร้า ๆ ก่อนจะเลือนหายไป
ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้อีก แต่ในความทรงจำ ทุกคืนก่อนนอน พวกเขายังได้ยินเสียงกระซิบ “คืนวันนั้น…ใครโกหก?”