บันไดสู่ดวงดาว
เสียงฝนโปรยปรายลงบนช่องหน้าต่างของตึกสำนักงานสูงกลางกรุงเทพฯ ในเช้าที่รถติดและท้องฟ้าหม่นหมอง พิมพ์ม้วนผมหน้ากระจกห้องน้ำหญิง พลางส่องสำรวจแววนัยน์ตาอิดโรย ตามรอยช้ำคล้ำใต้ดวงตาคู่นั้นมาด้วยความคุ้นเคย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เธอสะพายเป้สีฟ้าใบเดิมพร้อมสคริปต์นำเสนอในมือ ต้องเตรียมประชุมใหญ่ครั้งแรกในชีวิตกับทีมครีเอทีฟที่เธอเข้าใหม่ แม้ใจสั่นด้วยความตื่นเต้น แต่มือก็เหงื่อชุ่ม
เสียงคุยขรมดังมาจากหน้าโต๊ะประชุม พิมพ์ก้าวเข้าห้อง เผชิญกับสายตาคู่หนึ่งจ้องมา ศิระ—หัวหน้าทีม อายุมากกว่าเธอหกปี นั่งไขว้ขา ใบหน้าเรียบเฉยแต่สายตาเหมือนอัดแน่นอะไรไว้ ข้างตัวมีแก้วกาแฟสีน้ำตาล
“สวัสดีค่ะ พิมพ์นะคะ เพิ่งเริ่มงานได้อาทิตย์เดียว…เอ่อ จะขอนำเสนอโปรเจกต์แคมเปญใหม่…” น้ำเสียงของเธอแผ่วลงท่ามกลางความเงียบชั่วขณะ หนึ่งในทีมพูดแทรก “น้องพิมพ์ไม่ต้องกังวล พี่ศิระเงียบเพราะเขาหลับตาไปคิดงาน ว่าแต่…”
ศิระลืมตา เสียงเข้ม “ให้พิมพ์พูดต่อได้ไหม”
พิมพ์เสนอจนจบ แม้จะมีติดขัดบ้างแต่เธอประคองตัวเองให้ผ่าน ฉากแรกอวลความกดดัน เมื่อจบเสียงปรบมือเบา ๆ ดังขึ้นจากฝั่งหนึ่ง ศิระแค่นหายใจ พยักหน้ารับเท่านั้น ก่อนจะลุกออกไปก่อนใคร
พักเที่ยงวันนั้น พิมพ์หยิบข้าวกล่องนั่งมุมห้องอาหารคนเดียว นิ้วจิ้มโทรศัพท์ลังเลจะโทรหาพ่อที่อยู่ต่างจังหวัด ท่ามกลางเสียงหัวเราะคนเป็นกลุ่ม ศิระเดินมานั่งโต๊ะตรงข้าม โดยไม่ได้มองเธอ ตักข้าวทีละคำ พลางดูจอโน๊ตบุ๊ค
“ถ้าคิดเสนออะไรอีกครั้ง อย่าลังเลกลางที่ประชุม” เสียงเขาตรง “เวลาคนเห็นเราลังเล เขาจะสงสัยสิ่งที่เราขาย”
เธอสะดุ้ง ก่อนค่อย ๆ สบตา “มันไม่ง่าย…ใจเต้นแรงจนพูดไม่ออก”
“ทุกคนก็เป็น เธอจะอยู่รอดในสายงานนี้ได้ ก็ต่อเมื่อกล้าสู้กับความกลัวของตัวเอง”
พิมพ์ยิ้มจาง พร้อมซ่อนความอึดอัด บรรยากาศบนโต๊ะเหมือนเย็นขึ้นเล็กน้อย ศิระเหมือนจะพูดต่อแต่กลับเงียบ มือขยำกระดาษแน่นแล้วลุกออกไป
เย็นวันเดียวกัน พิมพ์เก็บของช้า ๆ คนในออฟฟิศทยอยกลับกันหมด เธอเดินไปที่ริมหน้าต่าง จ้องแสงไฟริมแม่น้ำด้วยสายตาที่ยังว่างเปล่า ศิระเดินมายืนใกล้ ๆ ถามเสียงต่ำว่า “ถามอะไรได้ไหม ทำไมถึงเลือกสายงานนี้ ทั้งที่ดูไม่มั่นใจ?”
“หนูชอบงานโฆษณา รู้สึกว่าทำให้เกิดอะไรขึ้นจริง…แต่ก็กลัวถูกตัดสิน” เธอเงียบ
เขาเหลือบตามอง ก่อนจะพูดเบา ๆ ว่า “กลัวผิดก็ยังดีกว่ากลัวไม่กล้า”
หลายอาทิตย์ผ่านไป ทีมมีโปรเจกต์ใหม่ ศิระให้พิมพ์ลงพื้นที่ถ่ายทำกับเขาและลูกทีม พิมพ์ต้องคิดสโลแกนสดตามสถานการณ์จริง เธอนั่งข้างศิระในรถตู้โดยสาร เงียบจนเสียงแอร์ดังชัดขึ้น
“ถ้าเงียบอีก เดี๋ยวก็โดนเขากลืนหมด” ศิระหันมาว่าเบา ๆ
“ไม่ได้เงียบเพราะกลัว เงียบเพราะกำลังคิด” เธอตอบสวน สายตากระตุกเบา ๆ
ลูกทีมขับรถขำ พิมพ์ควบคุมความกังวล แค่ส่งยิ้มประหนึ่งซ่อนความเจ็บ ก่อนจะอธิบายแนวคิดกับทีมด้วยเสียงชัดเจนขึ้น ศิระลอบมองคล้ายพึงใจแต่ก็ไม่ได้ชมตรง ๆ
คืนเดียวกัน หลังจากถ่ายทำเสร็จ พวกเขานั่งกินเตี๋ยวร้านข้างถนน ฝนพรำเบาๆ ศิระถามขึ้นว่า “คิดว่าผ่านไหมวันนี้?”
“คงไม่รอด ถ้าพี่ศิระคอยจับผิด” เธอตอบติดตลกแต่ด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาหัวเราะน้อย ๆ ก่อนก้มหน้าตักเส้น
“เมื่อก่อน ฉันก็แย่กว่านี้เยอะ” เขาพูดเบา ๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องเป็นสภาพอากาศ ม่านหมอกบางระหว่างสองคนคลี่ออกช้า ๆ
วันเวลาผ่านไป พิมพ์เริ่มกล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น เธอกับศิระมีความขัดแย้งเรื่องไอเดียบ่อยขึ้น พิมพ์หัวแข็งไม่ยอมง่าย ๆ ศิระเองก็ปากร้าย
ช่วงเลิกงานวันหนึ่ง พิมพ์ยืนอยู่ตรงลานจอดรถ ฝนกำลังตก เธอกางร่มไม่ทัน ศิระเดินมาข้าง ๆ ยื่นร่มให้โดยไม่พูดอะไร เดินข้างกันกลับไปที่รถโดยร่วมร่มกัน เงียบแต่ไม่อึดอัด
“ขอถามตรงๆ คิดว่าคนอย่างฉันควรอยู่กับงานนี้ต่อไหม” เขาเอ่ยขึ้นในรถระหว่างที่เสียงฝนกระทบกระจกกลายเป็นจังหวะ
พิมพ์กลืนน้ำลาย “พี่ศิระยังรักงานนี้อยู่ไหม”
“รัก แต่มันเหนื่อย บางทีก็เหมือนไม่มีความหมาย” เขาบีบพวงมาลัยแน่น
“งั้นอย่ามองข้ามตัวเองเวลารู้สึกแย่ เพราะมันอาจเป็นแค่ช่วงหนึ่ง…ไม่ใช่ทุกอย่าง” เธอว่าช้า ๆ
เขาเงียบ หันมามอง เหมือนกำลังทบทวนบางอย่างในใจ
วันต่อมาทีมได้รับข่าวโปรเจกต์สำคัญจะถูกยกเลิก พิมพ์สงสารลูกทีมที่ตั้งใจ ศิระโกรธ เถียงผู้บริหารจนหน้าแดง แต่สุดท้ายก็แพ้ พิมพ์เห็นเขาทำท่าจะฟาดของใส่โต๊ะ จึงเอื้อมมือแตะข้อมือเขาเบา ๆ
“อย่าให้ความโกรธลากเราไปไกลกว่าเดิม” เธอกระซิบ
ศิระถอนหายใจ ก้มหน้ารับความพ่ายแพ้ ความใกล้ชิดที่ไม่ต้องพูดอะไรก่อตัวขึ้นระหว่างความผิดหวัง
พิมพ์เริ่มรับรู้ว่าเขาแบกบางสิ่งในใจมานาน คืนวันหนึ่งเธอแอบได้ยินคนในทีมคุยถึงอดีตของศิระ ว่าเขาเคยล้มเหลวในโปรเจกต์ใหญ่ ถูกใส่ร้ายจนสูญเสียชื่อเสียง และเคยเกือบลาออก แต่สุดท้ายก็กลับมาด้วยหัวใจแหลกสลาย
หลังวันนั้น พิมพ์กล้าถามศิระตรงๆ ในห้องประชุมว่างเปล่า “นายคิดว่าฉันเลือกถาม เพราะฉันอ่อนแอหรอ”
เขานั่งลงข้างเธอ ชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “เปล่า…แค่กลัวเธอจะเดินเส้นทางที่มันเจ็บเหมือนกับฉัน”
พิมพ์สบตา เห็นประกายน้ำในแววตาเขา เธอนิ่งไปนาน ก่อนจะเอ่ยด้วยความมั่นใจใหม่ “ฉันต้องล้มเองบ้าง ถึงจะเข้าใจว่าควรยืนยังไง”
หลังจากนั้น ศิระเริ่มเปิดใจ กล้าพูดคุยและแบ่งปันความกลัวของตัวเองกับเธอ พิมพ์เองก็เจออุปสรรคใหม่—เมื่อมีโอกาสย้ายไปต่างประเทศในสายงานที่ฝัน แต่หมายถึงต้องทิ้งทีมและศิระไว้เบื้องหลัง
ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนถูกทดสอบ พิมพ์เริ่มห่าง ศิระกลายเป็นคนพูดน้อยลง ทั้งคู่เงียบมากกว่าเดิม ท่ามกลางงานล้นมือและความกดดันที่เพิ่มขึ้น
คืนหนึ่งหลังเลิกงาน พิมพ์เดินเข้าออฟฟิศมืด ๆ เจอศิระนั่งเอกเขนกกับโต๊ะโดยไม่มีใคร “ถ้าไปแล้ว…จะกลับมาไหม?” เขาถามเสียงแผ่วแบบไม่กล้าสบตา
“ไม่รู้สิ…ถ้าทุกอย่างเปลี่ยนไป เราก็เปลี่ยนใจได้เหมือนกันใช่ไหม?” เธอเว้นวรรค
เขายิ้มเศร้า “ถึงเธอไม่อยู่ ที่นี่ก็ยังมีเงาของเธอเสมอ”
ก่อนวันเดินทาง พิมพ์เข้าไปอำลาในห้องประชุม เขาเรียกชื่อเธอเบา ๆ “เธอเก่งเกินกว่าที่เคยคิดไว้” แล้วก็เงียบไปเหมือนกลืนคำจะพูดต่อ
เธอยิ้ม “ถ้าไม่มีพี่ศิระ ฉันคงไม่กล้าฝันแบบนี้”
เสียงรำพึงในใจของทั้งสองยังดังก้อง แม้ฤดูจะเปลี่ยนไป พิมพ์เริ่มงานใหม่ในต่างประเทศ เธอส่งอีเมลหาทีมบ้างแต่ไม่เคยพูดถึงเรื่องใจ ศิระทุ่มเทกับโปรเจกต์จนเกินร่างกาย แต่ทุกงานที่สำเร็จมีแววตาคิดถึงซ่อนอยู่
เดือนแล้วเดือนเล่า การห่างครั้งนั้นเหมือนช่องว่างที่ผูกสองหัวใจไว้ด้วยสายใยบาง ๆ พิมพ์เหงาแต่ไม่ยอมรับ ศิระเงียบแต่ไม่เคยลืม
วันหนึ่ง ทีมงานส่งรูปงานอีเวนต์กลับมา พิมพ์เห็นศิระยิ้มกับทีม—รอยยิ้มที่เธอแทบไม่เคยเห็นที่ออฟฟิศรูปที่แล้ว
เธอเอื้อมมือแตะจอ “ยังอยู่ตรงนั้นเหรอ…” น้ำเสียงแผ่ว พิมพ์ครุ่นคิดถึงวันที่เคยเกือบปล่อยมือ
สุดท้ายวันหนึ่ง หลังเสร็จโปรเจกต์ใหญ่ พิมพ์เดินกลับมาที่ออฟฟิศเก่าๆ เงียบสงบ ศิระนั่งอยู่ในห้องประชุมเดิม เขาเงยมอง ก่อนชะงัก “กลับมาแล้วเหรอ”
“ยังไม่แน่ใจนะ ว่าจะอยู่หรือไปต่อ…แต่คิดถึงบันไดตรงนี้”
ศิระหยุดนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินมาข้างเธอ เว้นระยะห่างเล็กน้อย เธอพูดว่า “มันตลกเนอะ ฉันกลัวการถูกปฏิเสธ กลัวความล้มเหลว…แต่ที่สุดก็กลัวมากสุดคือการไม่ได้ลองอะไรให้เต็มที่”
เขาสูดหายใจลึก สบตาเธอด้วยความจริงจัง “บางที…เราควรเริ่มใหม่ ดูกันไปทีละขั้น เหมือนเดินขึ้นบันได…”
เสียงฝนซา แสงแดดอ่อนลอดผ่านกระจกเป็นลำ ทั้งสองคนยืนข้างกัน เงียบอยู่นาน—แต่ไม่มีความเคอะเขิน หรือคำพูดที่เกินจำเป็น
พิมพ์ยิ้มจาง คล้ายทุกแผลใจเก่า ๆ ถูกเติมเต็มช้า ๆ ‘บันได’ สู่ดวงดาวซึ่งเคยดูไกล ลอยอยู่ตรงหน้า รอเพียงให้ก้าวไปพร้อมกัน