กลางสายฝนที่ไม่มีใครเห็นเธอร้องไห้
เสียงฝนกระทบหลังคาเก่าของสำนักพิมพ์เล็กๆ ริมคลอง บ่ายวันนั้นหม่นมัว แสงเพียงเล็กน้อยลอดผ่านกระจกเก่า แพร วาดภาพประกอบสาวอายุยี่สิบเจ็ด นั่งจรดดินสอช้าๆ บนโต๊ะไม้ขูดขีด เธอมักเป็นคนแรกที่มาและคนสุดท้ายที่กลับจากออฟฟิศเสมอ เพราะไม่อยากกลับห้องเงียบที่อยู่คนเดียว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แกจะอยู่ทั้งคืนมั้ยเนี่ยแพร” พี่หญิง จัดหน้าหนังสือพูดลอยๆ ขณะสะพายกระเป๋า “ฝนอย่างนี้ ระวังรถติด”
แพรเงยหน้ายิ้มจาง ๆ “ขอเก็บต้นแบบอีกหน่อยค่ะพี่หญิง เดี๋ยวค่อยกลับ” เสียงเงียบไปหลังคำตอบ เธอกลืนความเหงาไว้ ไม่ให้พี่หญิงเห็นความอ่อนแอข้างใน
เวลาสองทุ่มผ่านไป เสียงคนในออฟฟิศค่อย ๆ หายไปทีละคน กระทั่งเห็นเงาผู้ชายสูงโปร่งเดินวกกลับเข้ามาในแสงสลัว “ยังไม่กลับอีกหรือคุณแพร”
แพรหยุดมือ มองภูมิ — บรรณาธิการใหม่ ผู้ชายอายุสามสิบแรกๆ ไว้หนวดเคราบาง ๆ ดูสุภาพ ถ้อยคำและสายตาแฝงความระวังตัวกับคนทั้งที่ทำงาน
“กำลังจะกลับค่ะ คุณภูมิ” แพรรีบเก็บกระดาษ กระเป๋าคล้องไหล่ พลางหลบสายตา
ภูมิยิ้มบาง “ผมก็พึ่งเสร็จธุระ ขอโทษที่ทำให้ต้องรอนานนะครับ ร่วมทางกันมั้ย ฝนแบบนี้ แท็กซี่หายาก”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเดินเอา” เสียงเรียบของแพรแฝงความไม่แน่ใจ เธอกลัวเงื่อนไขของความหวังดีจากคนแปลกหน้าหลังเพิ่งคลายจากแผลใจเก่า
ภูมิพยักหน้า รับรู้ แต่ไม่เร่งเร้า “ขับรถดีๆ นะ ฝนหนักแบบนี้มันอันตราย”
แพรยิ้มจาง ก้าวออกไป ทั้งคู่อยู่ในระยะที่แค่เพียงรู้สึก รับกันได้แต่ความอึดอัดของฤดูฝนและความระแวงเงียบระหว่างใจสองใจ
สัปดาห์ถัดมา ฝนยังตกแทบทุกวัน แพรเริ่มคุ้นกับภูมิที่มักทักทายเบา ๆ ในมุมกาแฟหน้าห้องประชุม แม้ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองดูห่างหาย เหมือนต่างคนต่างพูดด้วยกำแพง
“ต้นแบบของเล่มหน้านี่ ดูแปลกดีนะ” ภูมิเอ่ยเมื่อเห็นสีน้ำในภาพที่แพรวาด “เหมือนคนในภาพกำลังหลบฝน”
แพรก้มหน้า “ก็…วาดตามความรู้สึกช่วงนี้ค่ะ” พูดเสียงเบา ถึงแม้แก้มจะเปลี่ยนสี เธอไม่ชอบให้ใครดูทะลุถึงความเปราะบางในใจ
ภูมิกดสบตาเงียบ ๆ ก่อนเสสายตาออกนอกร่มกาแฟ “คนบางคนกลัวฝน เพราะอะไรใช่มั้ยครับ”
แพรนิ่ง หายใจเข้าลึก ๆ คล้ายปิดบังอะไรบางอย่างไว้
เย็นวันหนึ่ง ระหว่างหารือปกหนังสือออกใหม่ ความเห็นของแพรขัดกับภูมิ หลายคนในห้องเงียบ
“ฉันคิดว่างานภาพควรสื่อสารง่ายกว่านี้ ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้อยากตีความลึกนัก” ภูมิเสียงเรียบ แข็งกร้าวผิดปกติ
แพรเริ่มเสียงสั่น “แต่ถ้าเราให้แค่ผิวเผินไป มันจะไม่มีเอกลักษณ์นะคะ…ถ้าตัดแรงบันดาลใจออกไปหมด ภาพก็แห้งแล้ง”
ภูมิลังเล “แต่ยอดขายมันสำคัญ—”
แพรหลุบตา เงียบไป น้ำเสียงสะเทือนเบาๆ “ค่ะ งั้นฉันจะลองใหม่”
หลังประชุม ทุกคนแยกย้าย เหลือแต่ภูมิที่มองแพรเดินก้มหน้าออกไปทั้งที่ผลงานนั้นเธอตั้งใจที่สุด
สองวันต่อมา ภูมิเดินไปหาแพรขณะเธอนั่งวาดอยู่เงียบ ๆ ข้างหน้าต่าง ฝนตกโปรยปราย
ภูมิยื่นขวดนมเปรี้ยวให้ “เมื่อวาน…ผมพูดแรงไป ขอโทษนะครับ”
แพรยิ้มบาง ไม่กล้าสบตา “มันเป็นหน้าที่คุณอยู่แล้วค่ะ ฉันคงดื้อเกินไปเองด้วย”
ภูมิปิดปากแน่น เงียบ
ทั้งคู่ยืนนิ่ง สายฝนไหลลงกระจก แววตาคณะแห่งความเหนื่อยหน่าย เงียบงันและห่างเหินนี้ดูยืดเยื้อ
หลังจากนั้นไม่นาน ในงานเลี้ยงเล็ก ๆ ที่สำนักพิมพ์จัดต้อนรับนักเขียนใหม่ แพรบังเอิญได้ยินเสียงหัวเราะของภูมิ หลังติดเบียร์นิดหน่อย เขาพูดกับเพื่อนร่วมงานอีกคน “ฉันเกลียดฝนว่ะ ไม่ได้กลัวเปียก แต่กลัวอะไรที่ควบคุมไม่ได้มากกว่า”
แพรเหลือบตามองภูมิอย่างใหม่ เธอเริ่มเชื่อมโยงกับความกลัวของตัวเอง ทั้งสองเป็นคนที่มีความเปราะบาง ไม่สมบูรณ์ เก็บทุกอย่างไว้หลังรอยยิ้มและหน้ากากของหน้าที่
วันหนึ่ง แพรนั่งรอน้ำท่วมกลางฝนที่ป้ายรถเมล์ มีเพียงภูมิที่เดินมาส่งร่มให้ ถึงตัวเองจะเปียกจนชายเสื้อชุ่มน้ำ เขายิ้มอาย ๆ “ร่มเดียวเอาไปเลย เดี๋ยวผมวิ่งกลับได้”
แพรรับร่มเงียบ ๆ เธอใจเต้น ไม่เคยมีใครแม้แต่จะมายืนข้าง ๆ ในสายฝนเอื่อยแบบนี้มาก่อน
ปลายเดือน ฝนตกหนัก จนแพรต้องค้างที่ออฟฟิศเพราะกลับบ้านไม่ได้ ภูมิส่งข้อความมา “คืนนี้อยู่เป็นเพื่อนมั้ย ผมเตรียมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาแล้ว”
แพรลังเล เหมือนมีขีดคั่นบาง ๆ ในใจ แต่ความเหงากลืนกินเธอจนต้องตอบตกลง เงียบ
กลางดึก ท่ามกลางฉากหลังเป็นเสียงฝน ทั้งสองนั่งกินมาม่าเงียบๆ บนพรมข้างโต๊ะวาดรูป ในความเงียบใจเต้นแรงจนต้องหยิบเรื่องงานขึ้นพูดกลบความรู้สึกจริง ๆ
“คุณคิดถึงบ้านมั้ย…เอ่อ บ้านที่ต่างจังหวัด” ภูมิถามขึ้นท่ามกลางเสียงฝนดัง ๆ
แพรนิ่งนาน แล้วตอบเสียงเบา “ไม่ค่อย…มันไม่ใช่ที่ที่อยากกลับเท่าไหร่ค่ะ ไม่ได้มีใครรออยู่แล้ว”
ความเงียบถมทับ
ภูมิเอี้ยวตัวมองแพรในแสงสลัว “บางที…คนเราก็เลือกไม่ได้หรอกว่าใครจะรอหรือไม่รอ แต่เราเลือกที่จะไปหาหรืออยู่กับใครได้เองนะ”
แพรเม้มปากแน่น ทำใจกล้า “คุณเคยเสียใจมาก ๆ ไหมคะ…เหมือนต้องเริ่มใหม่หมดทั้ง ๆ ที่ไม่อยาก”
ภูมิขยับมือจับกล่องบะหมี่แน่น เขาเงียบก่อนตอบ “เคย…ผมเสียแม่ตอนเด็ก รู้สึกเหมือนทำอะไรไม่เป็นเลย สุดท้ายมันก็กลายเป็นความกลัว คุมอะไรไม่ได้ ไม่อยากผูกพันกับใครอีก รู้ว่าผิด แต่…อาจต้องใช้เวลาเยอะมากกว่าจะให้ใจใครจริง ๆ”
สายตาแพรละออก สองมือสั่น ปากสั่นน้อย ๆ เธอแทบไม่กล้าบอกถึงอดีตความรักที่เคยพังจนทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง
ความสัมพันธ์ของทั้งสองค่อย ๆ ขยับใกล้มากขึ้น พบกันในมุมกาแฟ หัวเราะเรื่องเล็กน้อย สลับกับเงียบอึดอัดในที่ประชุม เมื่อมีความเห็นไม่ตรงกันและหัดขอโทษกันบ่อยขึ้น ต่างหัดเปิดเผยรอยแผลแต่ปิดคำสารภาพบางเรื่องไว้ในใจ
แต่เมื่อถึงจุดเปราะบางที่สุด ในวันที่แพรต้องรับผิดชอบงานใหม่—โปรเจกต์สำคัญ ที่ต้องเป็นคู่หูทำหนังสือกับภูมิ ภายใต้หัวข้อ ‘ความลับ’ เธอกระวนกระวายมาก
วันหนึ่ง ขณะฝนซา แพรกับภูมินั่งเงียบมองกัน ตั้งใจกดงานให้เสร็จสมบูรณ์
ภูมิหยิบกระดาษออกมา “จริง ๆ ประเด็น ‘ความลับ’ ผมคิดว่า…บางทีคนเราจะก้าวข้ามอดีต ต้องยอมรับว่าตัวเองเคยกลัวและผิดก่อน”
แพรนิ่ง เงียบงัน พลันเส้นผมแนบแก้มเพราะน้ำฝน คนสองคนตาสบกัน และหัวใจเหมือนเต้นแรงกว่าปกติ
ในขณะที่โปรเจกต์เดินหน้า วันหนึ่งอดีตแฟนเก่าของแพรกลับมา ติดต่อผ่านเพื่อนร่วมงาน เธอตกใจ เงียบไปทั้งวัน
ภูมิเดินมาเจอแพรที่นั่งในห้องน้ำตาไหล “จะให้ช่วยมั้ยครับ” เสียงเจือแววอ่อนโยน
แพรพยักหน้าอย่างหมดแรง “ฉันกลัว…กลัวจะเจ็บเหมือนเดิมอีก”
ภูมิถอนหายใจ กลั้นใจ “ผมเองก็กลัวเหมือนกัน เรา—ต่างมีแผลทั้งคู่…แต่ถ้าปล่อยให้ความกลัวใหญ่กว่า เราคงไม่มีที่ยืนใหม่จริง ๆ”
แพรหลุบตา น้ำตาร่วง เงียบงัน แล้วกอดเขาแน่นหน่อย ๆ ครั้งแรกที่ร่างกายใกล้ชิด ความรู้สึกกับอดีตเริ่มเบาบางลงเล็กน้อย
หลังจากนั้น แพรเริ่มกล้าบอกความจริงกับภูมิ เธอเล่าเรื่องความสัมพันธ์เก่าที่เคยถูกนอกใจ ล้มเหลวถึงขั้นหมดศรัทธาในตัวเอง ก่อนจะเริ่มใหม่กับชีวิตกรุงเทพทุกอย่าง
ภูมิฟังโดยไม่แทรก “ผมเอง…ก็ไม่กล้ารักใครนานแล้ว ผมกลัวตื่นเช้ามาแล้วทุกอย่างหายไปอีก ไม่กล้าแม้แต่จะเริ่มคิดถึงอนาคตกับใครสักคน”
ทั้งคู่ต่างเงียบ หัวใจอยู่ในมือกันและกัน แต่ก็ยังไม่กล้ากำแน่น
ระหว่างที่โปรเจกต์ใกล้เสร็จ ครอบครัวของแพรโทรมาตามให้กลับเยี่ยมบ้านที่ต่างจังหวัด แพรลังเลอยู่หลายวัน ด้วยหัวใจสับสน กลัวจะถูกตัดสินเหมือนเดิม
ภูมิให้กำลังใจ “ขอให้คุณได้รู้ว่าคุณเก่งและมีค่าต่อให้ไม่เป็นที่ยอมรับในบ้านเก่า”
แพรรับแรงใจ เดินทางกลับบ้าน ปล่อยภูมิอยู่ในกรุงเทพ ความเงียบระหว่างทั้งสองขยายตัวตามระยะทาง
ที่บ้าน แพรเผชิญหน้ากับอดีตและความคาดหวังเก่า แม่ของเธอยังคงพูดทิ่มแทง ไม่ยอมรับในอาชีพฝัน ๆ ของเธอ แพรน้ำตาไหลท่ามกลางเสียงฝนหน้าต่าง เธอส่งข้อความหาใครไม่ได้เลยในคืนนั้น
ภูมิส่งข้อความมา “ถ้าเจ็บมาก บอกผมนะ”
แพรตอบกลับไป “ขอเวลาหน่อย ฉันอยากอยู่เฉย ๆ สักคืน”
ภูมินั่งรอ ลังเล หากควรโทรหรือปล่อยไว้ เขาตัดสินใจเดินตากฝนไปข้างนอก เงื่อนไขของความเหงาหนักอึ้งในอก
เช้าอีกวัน แพรกลับไปที่ออฟฟิศ พบภูมินั่งเงียบ ๆ ที่โต๊ะทำงาน ใบหน้าเขาบอกความกังวล
แพรเก็บข้าวของวางข้าง ๆ ก่อนเอ่ย “คุณรอกันได้ขนาดนี้ ทำไมครับ”
ภูมิยิ้มบาง “ก็ไม่รู้เหมือนกัน บางทีผมแค่อยากรู้ว่าคุณจะยิ้มให้ผมอีกหรือเปล่า”
แพรหัวเราะน้ำตาคลอ ทั้งสองนั่งข้างกันอย่างเงียบ ๆ ไม่มีคำสารภาพ ไม่มีการสัญญาใหญ่โต แต่ความรู้สึกในอากาศแน่นไปด้วยเสียงหัวใจ
คืนหนึ่ง ในวันที่ต้องปิดต้นฉบับด้วยกัน แพรกับภูมินั่งจ้องสายฝนที่โปรยปราย ออฟฟิศเงียบ ทั้งคู่พูดกันอย่างจริงจังครั้งแรก
ภูมิสูดหายใจ “ถ้าคุณพร้อมจะยอมรับอดีต ผมก็พร้อมจะอยู่กับคุณในปัจจุบัน… ไม่ว่าอนาคตจะคุมไม่ได้”
แพรถอนใจ “ฉันยังกลัว แต่ฉันอยากลองดู ถ้าคุณเดินไปด้วยกัน”
ต่างคนต่างยิ้ม เงียบ แล้วยื่นมือแตะกันเบา ๆ ในสายฝน เสียงหัวใจดังกว่าฝนข้างนอก อดีตเหมือนถูกลมพัดจางลง
หลายเดือนผ่านไป โปรเจกต์ที่ทั้งสองร่วมสร้างกลายเป็นหนังสือขายดีที่สุดในปีนั้น บอลสดฝนสองหัวใจที่กล้าให้อภัยตัวเองและกันและกัน—จึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความรักที่ไม่มีใครต้องร้องไห้ตามลำพังอีกต่อไป