คืนที่ไม่มีเสียงระฆัง
สายฝนโปรยปรายปกคลุมหมู่บ้านเล็ก ๆ ในหุบเขา ลมเย็นพัดผ่านไม้เก่าของบ้านหลังหนึ่ง เสียงฝีเท้าสามคู่เดินเข้ามาในบ้าน เสียงรองเท้ากระทบพื้นไม้ดังกรอบแกรบ ท่ามกลางความเงียบงันที่แปลกประหลาดมากกว่าปกติ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ณัฐ เงยหน้าขึ้นมองเพดานไม้เก่าที่มีรอยน้ำกลั่นเป็นทางยาว สายตาเขาเต็มไปด้วยความเกรงกลัวปนระแวง เขาขยับแว่นตาในความมืดแล้วหันไปทางริน เพื่อนร่วมทางผู้หญิงผมสั้นท่าทางกระวนกระวาย
“ไม่น่าเลย… เราน่าจะออกไปหาที่พักในหมู่บ้านก่อนฟ้ามืด” รินกระซิบเสียงสั่น
“แต่มันไม่มีที่ไหนรับแขกกลางดึกแล้ว…” ปรัชญ์ เด็กหนุ่มอีกคนเอ่ยเสียงเรียบ พยายามซ่อนความกลัวไว้ใต้ดวงตาเยือกเย็น
ณัฐเปิดไฟฉายโทรศัพท์ สาดแสงไปทั่วบ้าน เฟอร์นิเจอร์เก่าเต็มไปด้วยฝุ่น เสียงอะไรบางอย่างเหมือนขูดอยู่ใต้พื้น ณัฐหยุดชะงัก แล้วเงียบไปชั่วขณะ
“ได้ยินไหม?” เขาตั้งคำถาม ไม่มีใครพูดอะไร รินสั่นเล็กน้อย พยายามไม่มองไปที่เงาดำในมุมห้อง
ประตูไม้แกร่งทึบปิดลงแน่น ล็อกด้วยกลอนเก่า ๆ ไม่มีเสียงระฆังจากวัดหน้าหมู่บ้านเหมือนทุกคืน มีเพียงเสียงฝนกระทบหลังคา
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ทุกคนแยกย้ายกันสำรวจบ้าน ณัฐเดินไปยังห้องนั่งเล่น เจอ framed รูปถ่ายครอบครัวเก่า ๆ ตากแห้ง รอยแยกบนกระจกเหมือนถูกกรีดจากข้างใน
ขณะเดียวกัน รินเดินไปชะโงกหน้ามองหน้าต่าง เห็นเงาของตัวเองทาบทับกับบางอย่างที่ซีดขาวในความมืด เธอถอยกลับอย่างรวดเร็ว กลั้นหายใจ
“มีใครอยู่ในบ้านนี้มาก่อนเราไหม?” เสียงรินเบาดังขึ้น
“อาจจะมีก็ได้…แต่เพราะอะไรบ้านนี้ถึงถูกทิ้งร้าง ทั้งที่ยังดูมีของใช้ครบ?” ปรัชญ์ตอบ หยิบกล่องไม้เก่าในมุมห้องขึ้นมา เปิดฝาแต่ข้างในว่างเปล่า
ณัฐสัมผัสได้ถึงกลิ่นอับและกลิ่นเก่าแก่เหมือนห้องที่ไม่เคยเปิดมานาน เขาเดินไปแตะภาพวาดบนฝาผนัง คล้ายรูปผู้หญิงยืนมองอะไรบางอย่างที่ลางเลือน
เสียงฝีเท้าเบา ๆ อยู่ตรงบันได ทุกคนหยุดนิ่ง ณัฐหันไปสบตากับริน แล้วค่อย ๆ ก้าวขึ้นบันไดไม้เก่า บันไดส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดไม่สม่ำเสมอ
บนชั้นสอง ห้องนอนทั้งสามห้องปิดสนิท ประตูไม้เก่ามีรอยขีดข่วนเหมือนมีบางอย่างพยายามออกมา ไม่ใช่รอยสัตว์ ไม่มีขน ไม่มีเศษไม้แตก
ณัฐชะงัก แสงไฟฉายสะท้อนเข้ากับลูกบิดเก่า ๆ ที่เย็นเฉียบ เขามองปรัชญ์กับรินที่เดินตามมาเงียบ ๆ ต่างคนต่างไม่ไว้ใจกัน
“เราแยกกันสำรวจไหม?” ปรัชญ์เสนอ รินลังเล ก่อนพยักหน้า
ณัฐเลือกเข้าห้องซ้ายสุด ภายในมีเตียงไม้เก่า ๆ ม่านหน้าต่างขาดวิ่น เขาเห็นสมุดบันทึกเก่าบนโต๊ะ เปิดดูแต่ไม่มีตัวอักษร มีเพียงคราบรอยเปื้อนกลม ๆ เหมือนรอยน้ำตา
“ยังโอเคนะ?” รินตะโกนถามจากห้องข้าง ๆ เสียงเธอสั่นเล็กน้อย
“ยัง…แต่อะไรบางอย่างที่นี่…มันไม่ชอบให้เราอยู่” ณัฐตอบรับเสียงเบา ตัวเขารู้สึกเหมือนถูกจับจ้องจากเงามืดในห้อง
ขณะเดียวกัน รินพบกล่องเหล็กเล็ก ๆ ใต้เตียง เปิดออกมีเศษผมหญิงสาวขดแน่นอยู่ เธอขวัญผวา รีบปิดกล่องทันที
เสียงฝีเท้ากระทบพื้นไม้ดังขึ้นในโถงบ้าน ปรัชญ์ออกมามองหน้าต่าง หัวใจเต้นแรง เขาเห็นแสงไฟวูบวาบจากสวนด้านหลังบ้าน แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น
ทั้งสามมารวมตัวกันที่ทางเดินหน้าห้องนอน สายตาแต่ละคนหลบเลี่ยงไม่สบตากันนาน
“พรุ่งนี้เช้าเรารีบออกจากที่นี่ทันที” รินกล่าวเสียงขาด ๆ
“แต่ไม่มีใครติดต่อหมู่บ้านได้ โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ แถมฝนยังตกไม่หยุด” ณัฐกล่าวเสียงเบา
“นี่มัน…เหมือนกับที่เขาลือกัน” ปรัชญ์พูดเสียงแผ่ว “บ้านที่ไม่มีเสียงระฆัง…”
ความเงียบอึดอัดแทรกตัวกลางระหว่างพวกเขา ทุกคนเหมือนจะคิดอะไรในใจ แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยออกมา
สายลมพัดผ้าม่านในห้องขาด ๆ พริ้วไหวอย่างไร้ทิศทาง รินเดินกลับลงมาชั้นล่าง หยิบผ้าห่มขึ้นโซฟา นั่งหลับตาแต่ไม่เคยหลับได้จริง เธอได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆ แทรกมาในความเงียบ
ณัฐเดินสำรวจต่อในครัว เขาพบถ้วยชามลายเก่า ๆ วางเรียงกันอย่างตั้งใจบนโต๊ะไม้ ไม่มีฝุ่นหนาเหมือนส่วนอื่น ๆ
“มีใคร…มาใช้ครัวนี้เมื่อไม่นานมานี้หรือเปล่า?” ณัฐพูดในลำคอ
ขณะนั้นเอง เสียงบางอย่างเหมือนของตกในห้องเก็บของข้างครัว เขาหยุดนิ่งก่อนจะเดินเข้าไป เปิดประตูห้องช้า ๆ ในห้องเต็มไปด้วยของใช้เก่า กลิ่นไม้เปียกกับกลิ่นอับแรงขึ้น
ในมุมมืดของห้อง ณัฐเห็นบางอย่างคล้ายรูปหล่อระฆังเล็ก ๆ วางคว่ำอยู่บนกล่องไม้ เขาเอื้อมมือแตะ รู้สึกหนาวเยือกแทรกขึ้นปลายนิ้ว
ทันใดนั้น ประตูห้องเก็บของปิดเองอย่างแรง ณัฐตกใจจนถอยหลัง ทันใดนั้นเองเสียงระฆังแผ่วเบาดังขึ้นเหมือนมาจากที่ไกลมาก
“ใคร…ใครอยู่ข้างใน!” เสียงรินตะโกน วิ่งไปยังห้องเก็บของ ตามด้วยปรัชญ์
ปรัชญ์พยายามหมุนลูกบิดประตูแต่เปิดไม่ออก “ณัฐ! เปิดประตู!”
ในความมืด ณัฐได้ยินเสียงลมหายใจเบา ๆ ดังมาจากหลังกล่องไม้ เขาสะดุ้งถอยหลังสุดมุมห้อง
เสียงฝีเท้ากระทบพื้นไม้ใกล้เข้ามา ท่ามกลางความมืดสนิท ณัฐกลั้นหายใจ เสียงฝีเท้าหยุดลงตรงหน้ากล่องไม้
ทันใดนั้น ประตูเปิดออกเองอย่างช้า ๆ ปรัชญ์กับรินกรูกันเข้ามา ณัฐถอยออกจากห้องทันที เหงื่อเย็นไหลทั่วตัว
“เกิดอะไรขึ้น?” รินถาม
ณัฐหายใจหนัก “มีบางอย่างในนั้น…มันไม่อยากให้เราออกไป…”
ปรัชญ์เดินเข้าไปสำรวจห้องเก็บของ เจอระฆังเล็ก ๆ คว่ำอยู่ เขาหยิบขึ้นมา พลิกดูด้านใต้มีอักษรจารึก
“นี่…เหมือนชื่อคน เขียนว่า ‘ปรียา’” ปรัชญ์กระซิบ
ทุกคนมองหน้ากันอย่างหนักใจ ความประหลาดใจและความกลัวแทรกตัวเข้าระหว่างพวกเขา
“เราไม่ควรแตะต้องอะไรในบ้านนี้” รินพูดเสียงสั่น
“แล้วชื่อปรียาคือใคร…?” ณัฐตั้งคำถาม
ปรัชญ์หลบสายตาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกว่า “ชื่อเหมือนแม่ผม…”
รินกับณัฐชะงักไปทันที ความเงียบปกคลุมอีกครั้ง
“แม่คุณ…เกี่ยวอะไรกับที่นี่?” รินถามอย่างลังเล
“ผม…ไม่แน่ใจ แม่ไม่เคยพูดถึงบ้านหลังนี้ แต่ตอนเด็กผมฝันถึงบ้านไม้เก่ากับเสียงระฆังที่ไม่มีวันหยุด…” ปรัชญ์เสียงอ่อย
ณัฐกับรินหยุดคิด สายตาทั้งสองคนเริ่มเปลี่ยนจากหวาดกลัวเป็นสงสัย
เวลาผ่านไป เสียงฝนซาลง แต่ความหนาวและอึดอัดกลับเพิ่มขึ้น ทุกคนเลือกจะนั่งรวมกันในห้องนั่งเล่น แต่มุมหนึ่งของห้อง กลับมีเงาดำทาบทับอยู่
“เรา…ควรอยู่ด้วยกัน อย่าแยกกัน” ณัฐพูดขึ้นเบา ๆ
รินพยักหน้า มองปรัชญ์ที่จ้องระฆังในมือเหมือนไม่อยากปล่อย
ขณะเดียวกัน ภายนอกบ้าน เงาเงียบสงัด แสงไฟจากหมู่บ้านก็ไม่มีให้เห็น ห่างไกล มีเพียงบ้านหลังนี้ที่เหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
เสียงกระซิบเหมือนลมหายใจลอดผ่านฝาไม้ ทุกคนได้ยินแต่ต่างคนต่างแกล้งไม่สนใจ
รินเดินไปหยิบสมุดบันทึกในห้องนอน นั่งอยู่ตรงมุมห้อง เปิดออกอีกครั้ง คราวนี้ในหน้ากระดาษมีตัวหนังสือปรากฏขึ้นมาอย่างจาง ๆ
“เขียนว่า ‘อย่าเชื่อใคร’” รินพูดเสียงเบา ก่อนจะหลบสายตาอย่างไม่สบายใจ
ปรัชญ์ขยับตัวอย่างกระวนกระวาย พยายามไขความจริงในใจ
“ใครบางคน…คอยบอกอะไรเราอยู่” ณัฐสันนิษฐาน
“หรือบางที พวกเราต่างมีบางอย่างที่ปิดบังกันอยู่” รินพูดพลางหลบสายตา
บรรยากาศเริ่มกดดัน รู้สึกเหมือนทุกคนพร้อมจะระเบิดความลับของตัวเองออกมาแต่ก็ยังกลั้นไว้
ณัฐเดินวนรอบห้องนั่งเล่น สายตาเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งหล่นใต้โซฟา เขาหยิบขึ้นมา มีข้อความว่า “คืนที่เงียบ ไม่มีใครรอดไปได้”
ทุกคนตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าความกลัวเริ่มคืบคลานจนเกินเยียวยา
จู่ ๆ ประตูหน้าบ้านเปิดเองอย่างแผ่วเบา ลมเย็นปะทะเข้ามาในห้อง ทุกคนตะลึง ไม่มีใครกล้าลุกไปปิดประตู
เสียงฝีเท้าบนพื้นไม้ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เหมือนมีใครเดินวนรอบบ้านจากภายนอก
ณัฐใจเต้นแรง มือกำไฟฉายแน่น รินนั่งซ่อนในมุมห้อง ใบหน้าซีดเผือด ปรัชญ์นั่งจ้องระฆังในมือเหมือนตกอยู่ในภวังค์
ปรัชญ์หันหน้ามามอง ณัฐกับริน “บางที…เราอาจต้องคืนระฆังนี้ให้เจ้าของ”
รินสะดุ้ง “เจ้าของ…คือใคร?”
“แม่ผม…” ปรัชญ์พูดเบา ๆ “หรือบางที…อาจเป็นใครบางคนที่อยู่ที่นี่ก่อนเรา”
ณัฐเอื้อมมือไปแตะแขนปรัชญ์อย่างลังเล “นายแน่ใจนะว่าเราไม่ได้เอาของอะไรออกมาจากบ้านนี้?”
“ผม…จำไม่ได้” ปรัชญ์เสียงอ่อน
รินเบนสายตาลง มือกุมสมุดบันทึกแน่น ทุกคนจมอยู่ในความสงสัย
จู่ ๆ เสียงระฆังแผ่วเบาดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังมาจากด้านในบ้าน ทุกคนเงยหน้ามองตากันอย่างหวาดกลัว
ประตูห้องเก็บของเปิดออกช้า ๆ เงาดำทาบทับพื้นที่หน้าห้อง ทุกคนตัวแข็งทื่อ ไม่มีใครกล้าขยับไปไหน
ปรัชญ์ลุกขึ้นช้า ๆ เดินไปทางห้องเก็บของ รินกับณัฐตามติด ๆ
ภายในห้องเก็บของ กลายเป็นความมืดมิดสนิท ไม่มีแสงไฟฉายลอดเข้าไปได้เลย
“มันเหมือน…มีช่องว่างบางอย่างในนี้” ณัฐกระซิบ
ปรัชญ์ถือระฆังเข้าไปในความมืด ทันใดนั้นเสียงกระซิบซ้อนกันดังขึ้นเต็มห้อง ทุกคนได้ยินชัด
“คืนระฆัง…ให้เธอ…อย่าพรากมันไป…”
เงารูปร่างหญิงสาวปรากฏขึ้นในความมืด เธอไม่ได้เคลื่อนไหว แต่เงาของเธอยืดยาวผิดธรรมชาติ ใบหน้าซีดเปล่าไร้ตา ริมฝีปากปิดสนิท
ปรัชญ์ยื่นระฆังไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ เสียงระฆังดังขึ้นแผ่วเบาอีกครั้ง ก่อนจะเงียบสนิท
เงาหญิงสาวหายไป ทันใดนั้นแสงไฟฟ้ากลับมาสว่างทั้งบ้าน ทุกคนหอบหายใจแรง
แต่ประตูหน้าบ้านยังเปิดค้างอยู่ ลมเย็นพัดเข้ามา เสียงระฆังจากวัดหน้าหมู่บ้านดังขึ้นเป็นครั้งแรกของคืนนี้
รินร้องไห้เงียบ ๆ ณัฐนั่งลงอย่างหมดแรง ปรัชญ์จ้องมือที่เคยถือระฆังแต่ตอนนี้ว่างเปล่า
ความเงียบยังคงอยู่ แต่อย่างน้อยตอนนี้ทุกคนได้ยินเสียงระฆัง…หรือจริง ๆ แล้ว เป็นระฆังเรียกเพื่อต้อนรับใครอีกคนที่เพิ่งจากไป