กลิ่นลมหายใจของเกาะว่างเปล่า
เสียงเรือยนต์ดังกระหึ่มไกลออกไป ท้องฟ้าบ่ายทับทิมบนผิวน้ำเค็มแผ่กว้าง เห็นเงาเกาะดอยเพลิงเอียงตัวเป็นเงาตะคุ่มอยู่กลางทะเลที่ถูกล้อมรอบด้วยขอบฟ้าไร้สี บนดินแห้งกรอบหน้าฟาร์มน้ำเค็ม อาคีล่าก้าวขาลงจากเรือลำเล็ก หอบกระเป๋าสะพายสีน้ำตาลทรุดโทรม “แม่คงลืมไปแล้วว่าเคยมีฉัน” เขาสบตากับตัวเองในกระจกเก่า ๆ ที่ฝังอยู่หน้าศาลเจ้าหมู่บ้าน ริมฝีปากเม้มแน่น
“เอ็งว่าคนมันลืมง่ายขนาดนั้นเชียวเหรอ” เสียงเฒ่ากล้าผู้เป็นนายท้ายเรือหัวเราะเบา ๆ พลางโยนเชือกให้เด็กชายร่างบางตรงท่า “เกาะนี้ มันไม่ลืมซะทีเดียวหรอก”
อาคีล่าเดินผ่านร้านขายของชำที่ยังมีฝุ่นจับบนน้ำอัดลมลายโบราณ ทักเด็กหญิงผิวคล้ำผู้นั่งมองนกนางนวลบนหาด “ชื่ออะไรเหรอ” เด็กหญิงไม่ตอบ เธอจับลูกแก้วในมือแน่น คิ้วขมวดคล้ายลังเลอยู่ในใจ “ฉันชื่อวัลลา” เสียงออกมาติดขัดก่อนเธอรีบลุกและวิ่งหนีไปตามซอกไม้เรียงซ้อน เขาหยุดมองสายลมที่ปะทะหน้า รู้สึกได้ถึงความแปลกแยกที่ไม่ได้มานานหลายปี
ค่ำวันนั้น บ้านไม้ปลูกสูงกลิ่นสาบทะเลอบอวล ผ้าม่านบางปลิวไหวขณะที่อาคีล่ายืนนิ่งอยู่หน้าประตู เห็นแม่—หญิงวัยกลางคนนัยน์ตาโศก หยุดมือกลางฝีเท้าที่ถูพื้นเข้ม “แม่…” เขาเอื้อนเสียงนุ่ม “ทำไมไม่บอกผมตั้งแต่แรก”
เธอวางไม้ถูพื้นลงและหันหลังกลับ “บางอย่าง มันเจ็บจนพูดไม่ได้” ช่องว่างเงียบแทรกระหว่างร่างสองคน “หิวหรือยัง จะกินอะไรก็ทำเองนะ”
อาคีล่าหยิบแก้วน้ำ ดวงตาอดไม่ได้ที่จะสังเกตแววเศร้าเก่า ๆ ที่ซ่อนในมุมห้อง “ผมไม่ได้กลับมาหาเรื่องหรอกแม่”
“งั้นก็กินข้าวเถอะ” เธอเบือนหน้าไปทางอื่น
คืนแรก เขาฝันเห็นเรือสีน้ำเงินจมหายไปใต้ผิวน้ำ—แต่เมื่อตื่น ขนลุกซู่กับเสียงลมหายใจแผ่วข้างหู แสงไฟประภาคารวูบวาบเป็นจังหวะเหมือนใจเต้น ผ้าม่านปลิวแรง ไม่มีใครอื่น เขาลุกเดินสำรวจ พบภาพครอบครัวในลิ้นชักที่ถูกซ่อนไว้ มีใบหน้าของพ่อซึ่งไม่เคยกลับมาจากทะเลและเขาไม่เคยลืม
เช้าวันถัดมา อาคีล่าช่วยแม่จัดโต๊ะอาหาร กลิ่นปลาย่างเหมือนสมัยยังเด็ก “เมื่อตอนนั้น แม่ไม่ฟังผมเลย” เขากระซิบเสียงแผ่ว
“ไม่ฟัง เพราะใจมันกลัวจริง ๆ” แม่เงียบไปพักหนึ่งก่อนสายตามีบางอย่างเหมือนจะพูดแต่กลั้นไว้
“ยังมีเรื่องอะไรที่ผมควรรู้อีกไหม”
เธอเพียงเดินออกไปโดยไม่ตอบ
บนชายหาด อาคีล่ายืนมองเรือหาปลาลอยไกลลิบ เด็กหญิงวัลลายืนเงียบบนก้อนหิน เธอกวาดสายตาทั่วเกาะ “คนบนเกาะมันมีเงาแปลก ๆ ซ่อนอยู่รู้ไหม”
“เธอหมายถึงอะไร”
วัลลาขยี้ลูกแก้วในมือแรงกว่าเดิม “ถ้าเดินเข้าไปตรงป่าหลังประภาคาร อย่าเผลอพูดชื่อคนตาย” เธอหันมา ถอนหายใจ เงียบอยู่นาน “แม่เธอยังร้องไห้อยู่ทุกคืน”
เสียงคลื่นซัดประภาคารเก่า อาคีล่าเดินหลบลมเย็นเข้าด้านใน เขาค้นเจอสมุดจดบันทึกเก่า ๆ ของพ่อ บรรทัดตัวหนังสือหวัดจาง มีรอยคราบเกลือทะเลจางคล้ายร้องไห้ เขาอ่านแต่ละหน้า พบข้อความปริศนา “ผู้ถูกลืมคือผู้ที่ยังอยู่”
ค่ำวันถัดไป เกิดเสียงเอะอะหน้าหมู่บ้าน ชาวบ้านล้อมรอบหญิงคนหนึ่งที่ร้องไห้โยนตัวไปมากลางถนน “ลูกฉันหาย!” น้ำเสียงสั่นระรัว ทุกสายตาจ้องเขม็ง อาคีล่าเข้าไปใกล้ “เกิดอะไรขึ้น”
ชายแก่ในหมู่บ้านกระซิบเสียงแผ่ว “เกาะนี้ เวลาเด็กหาย ไม่ได้หายไปจริง ๆ หรอก มันถูกนำไปยังอีกฟากหนึ่ง”
อาคีล่ามองเห็นรอยตีนเปียกเล็ก ๆ ลากจากบ้านหลังหนึ่งไปจางลงตรงรอยทราย เหมือนพาเด็กหายออกทะเล รอยนั้นค่อย ๆ จาง เมื่อฝนตั้งเค้า (ทว่าฝนยังไม่ตก) เขามองท้องฟ้า รู้สึกหลังเย็นเยียบ
คืนโดยใต้ถุนบ้าน เสียงฟ้าครืนไกล ๆ แต่ไม่มีพายุ อาคีล่าเลียบมาแอบฟังชาวบ้านกลุ่มหนึ่งสนทนา
“ทุกคนกลัว พวกเด็ก ๆ โดนพาไปเหรอ?” ใครคนหนึ่งถาม
“เคยเห็นคืนหนึ่ง คนที่ตายไปแล้วเดินผ่านหน้าบ้าน…” อีกเสียงหนึ่งว่า
“ถ้าพ่ออาคีล่ายังอยู่ เขาอาจรู้ว่าทำไม”
“เขาไม่ตาย—เขาถูกเกาะกลืนไปต่างหาก!” เสียงชาวบ้านสั่นเครือด้วยความกลัว
เช้าวันใหม่ วัลลามารออาคีล่าที่หน้าบ้าน เสียงสั่น “เขาบอกว่าคืนนี้ ถ้ายังอยากคิดถึงใครให้พูดชื่อในป่าแล้วเขาจะมาหา…เธอลองไหม”
อาคีล่ากลืนน้ำลาย “ฉันจะลอง คืนนี้” เขามองตาเด็กหญิง เห็นความเจ็บลึกที่ซ่อนไว้หลังท่าทีแกร่ง
ค่ำใต้เงาไม้ ในป่าข้างประภาคาร อาคีล่ากับวัลลาจุดตะเกียงเดินฝ่าใบไม้หม่น เขาเริ่มเอ่ยชื่อพ่อและชื่อเด็กที่หายไป ทันใด สายลมหมุนวน แสงตะเกียงสั่นไหว มีเสียงร้องไห้แผ่วเบาอยู่โดยรอบ เสียงนั้นค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นพร้อมกับเงาคล้ายเด็กเล็ก ๆ และร่างผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ไกล ๆ
“พ่อ?”
เงานั้นไม่ขยับ เด็ก ๆ ในเงาก้มหน้าไม่มีเสียง หัวใจอาคีล่าเต้นแรง วัลลาคว้ามือเขาแน่น
“เขามาแล้ว อย่าหันหลังกลับเด็ดขาด” เธอกระซิบด้วยเสียงหวาดระแวง
ตะเกียงดับวูบ ทุกอย่างเงียบลง มีแต่เสียงลมหายใจกับกลิ่นดินเปียกที่ไม่มีฝน พวกเขายืนนิ่งอยู่นานจนเงาค่อย ๆ จางกลับเป็นความมืด
เวลาเดินกลับถึงบ้าน อาคีล่าถามแม่ตรง ๆ ครั้งแรก “พ่อหายไปได้ยังไงแน่”
แม่เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เดินไปหยิบสมุดบันทึกเดียวกับที่อาคีล่าเจอ เปิดหน้าเดียวกันที่เขาเคยอ่าน เธอชี้คำว่า “ผู้ถูกลืมคือผู้ที่ยังอยู่”
“แม่ต้องการลืมเพราะถ้าไม่ลืม เราจะอยู่ต่อไม่ได้ แม่ผิดเองที่เคยเลือกปล่อยมือพ่อไว้กลางทะเล”
อาคีล่านิ่งไป ก่อนจะพูดเสียงเบา “แต่เราลืมกันไม่ได้จริง ๆ”
จู่ ๆ โคมไฟประภาคารก็สว่างวาบ—เงาพ่อปรากฏที่ปลายสะพาน เขายิ้ม โล่งใจแต่ก็ปวดร้าว “ลูกกลัวการสูญเสียมากกว่าความจริงเสียอีก” เสียงเพรียกในสายลม
วันถัดมา เด็กหญิงที่หายไปกลับไปหามารดา คล้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น วัลลานั่งข้างอาคีล่า ใจสงบขึ้น “ฉันเคยโกรธแม่เพราะแม่ลืมพ่อฉันเหมือนกัน” เธอยิ้มบาง ๆ “แต่ถ้าไม่ลืม เราจะเริ่มใหม่ได้ยังไง”
อาคีล่ายิ้มตอบ ลูบหัวเธอเบา ๆ “ความกลัวกับความรักคล้ายกัน ฉันเลือกเผชิญมันตรง ๆ ดีกว่า”
ค่ำวันสุดท้ายก่อนออกจากเกาะ เขายืนบนสะพานไม้มองประภาคารสว่างกว่าทุกครั้ง แม่เดินมายืนข้างกัน
“ลูกจะไปจริง ๆ หรือ”
“ไปครับ แต่ผมจะกลับมา”
เธอหยิบมือเขา น้ำตารินอยู่เฉย ๆ “อย่าเอาความกลัวมาทำให้ใจแข็งอีกแล้วนะ”
“ผมสัญญา”
เงาประภาคารกับสายลมเค็ม—เป็นภาพจำสุดท้าย เขาหันหลังกลับเดินทางสู่แผ่นดินใหญ่ แต่เสียงลมหายใจของผู้ที่ถูกลืมยังดังอยู่ในใจพร้อมแสงไฟที่ไม่มีวันดับมอดในคืนใด ๆ ของเกาะนี้