ภารกิจสับสนบนตึกหอพัก
เสียงโทรศัพท์ดังลั่นในห้อง 515 ของหอพักจิตราภาสิทธิ์ขณะที่พล หนุ่มปีสองเอกบริหารฯ ซึ่งกำลังนอนตะแคงดูคลิปรีวิวของกินผ่านโทรศัพท์อย่างมั่นใจในอนาคตของตัวเอง รีบคว้าโทรศัพท์พร้อมตอบแบบเหนื่อยใจเล็ก ๆ เพราะคาดว่าเป็นสายของแม่ถามเรื่องค่าเทอมก้อนล่าสุด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ไอ้พล! เรื่องมันใหญ่แล้วว่ะ!” เสียงจากปลายสายพูดเร็วปานฟ้าผ่า นั่นคือแมน เพื่อนซี้ช่างคิดมากอันดับหนึ่งของคณะ ซึ่งจัดว่าขี้วิตกแบบเก็บทุกเรื่องมาคิดต่อในหัว
“เห้ย ใจเย็น เหลือจะทำไมว่ะ ยังไม่ทันตีหนึ่งเลยแมน” พลตอบพลางก้มมองนาฬิกาบนผนัง สองทุ่มครึ่ง ความมั่นใจในความนิ่งของตนเต็มเปี่ยม
“กุญแจห้องรวมไอ้โต้งมันหาย! แล้วเขาจะเข้าห้องไม่ได้ ทุกคนฝากของในนั้นหมด โดนด่าตาย!” แมนเสียงสั่น ๆ แต่พยายามไม่ฟังเสียงตัวเองสั่น
“โถ่ ก็หากันแค่กุญแจเอง เดี๋ยวเจอ ให้ผมจัดการเองแมน เพลย์บอยหออย่างฉัน คนนี้แหละจะชี้เป้า!” พลพูดด้วยน้ำเสียงภูมิใจในสกิลการแก้ปัญหาของตน แต่ไม่ได้สังเกตว่าแมนฟังแล้วถอนหายใจยาว ๆ
งานค้นหากุญแจจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างอลหม่าน โดยมีพลที่เชื่อชาติว่าเซนส์ตัวเองเดาเก่งกับแมนที่พยายามวางแผนเป็นรูปธรรม โดยไม่เคยเห็นตรงกันสักที
กลางทางเดินของชั้นห้า แมนเอากระดาษรายชื่อเพื่อนร่วมห้องรวมมาขีดให้พลดู “เราควรไล่ถามทีละคน ใครเห็น วางไว้ตรงไหน เอาไปหรือเปล่า—”
“โบร้! อย่างงั้นช้าตาย กุญแจถ้าหายมันต้องอยู่ที่ใครสักคนที่ ‘น่าสงสัย’ มันต้องมีตัวการแน่นอน เดาได้ เดี๋ยวดูนะ เลือกเอาพี่ตี๋กับไอ้ดล สองคนนี้ปีที่แล้วก็เคยยืมแบบไม่เอามาคืน”
แมนเงียบไปชั่วครู่ “แต่ปีก่อนมันเป็นแฟลชไดรฟ์ ไม่ใช่กุญแจป่ะ?” พลโบกมือ “เหมือนกันแหละ ของหายก็แปลว่ามีคนขโมย!”
ทั้งสองตรงดิ่งไปหาพี่ตี๋ห้อง 507 พี่ตี๋เป็นหนุ่มเงียบพูดน้อยชอบเก็บตัวติดเกม บานประตูถูกเคาะรัวจนด้านในต้องเปิดตาเบิกโพลงออกมา พลยืนเท้าเอวมาดมั่น
“พี่ตี๋ เมื่อวานพี่เดินห้องรวมใช่มะครับ? พี่ยังถือกุญแจอยู่รึเปล่า?”
พี่ตี๋ทำตาเหลือก “ไม่อ่ะ พี่ไม่ได้แตะกุญแจ น้องโต้งฝากพี่ถือถุงขนมเฉย ๆ” แมนรีบถาม “ถุงขนม? ของอะไรเหรอครับ?”
“ขนมซองอะไรไม่รู้ รสหมูหยอง พี่วางไว้โต๊ะโถงแล้วอ่ะ”
พลกับแมนสบตากันพลางขมวดคิ้ว พลาดเป้าอย่างจัง แมนพลิกคำถามต่อแต่พลตัดบท “ไม่ใช่พี่ตี๋แน่นอน เดี๋ยวไปห้องถัดไป!”
แผนการไล่ถามแบบมีเหตุของแมนถูกพลกระโจนข้ามเสมอ ท่ามกลางความรวดเร็วแบบรีบร้อน ปากก็ประสานเสียงกับความมั่นอกมั่นใจแบบรู้ทุกอย่าง ทั้งที่ไม่ได้ฟังคำตอบมากเท่าไหร่
“ไอ้พล มึงช่วยฟังคนอื่นบ้างได้ไหมวะ ตะกี้พี่ตี๋พูดถึงขนมนะ หรือกุญแจจะถูกใส่ถุงขนม?”
พลทำหน้านึกตาม “เออวะ หรือกุญแจอยู่ในซองขนม โอเค เดี๋ยวเราไปหาซองขนมในห้องโถง!” แมนถอนใจ แต่ในใจแอบคิด ‘ขอแค่ปิดเรื่องนี้คืนนี้จะยอมไม่กลัวแมลงสาบสามวัน’
ทว่าเมื่อพลกับแมนไปถึงโถงกลาง ก็พบว่ากลุ่มเด็กปีหนึ่งกำลังตั้งวงวุ่นวาย กำลังเปิดซองขนมรสหมูหยองที่ว่ากันอยู่ “นี้ ๆ ซองของใคร เดี๋ยวผมทิ้งให้นะ!” เด็กปีหนึ่งคนหนึ่งกำลังจะโยนลงถังขยะ พลรีบตะโกน “หยุดก่อน! เปิดซองนั้นดูดี ๆ!”
เด็กปีหนึ่งชะงักแล้วแง้มซองขนมดูด้วยความเกรงใจ “ไม่มีอะไรนอกจากเศษหมูหยองอ่ะพี่”
แมนรีบชะโงกดูให้แน่ใจด้วยตัวเอง ก่อนถอนหายใจยาวยืด “ไม่ใช่… แล้วกุญแจมันไปไหนวะเนี่ย”
ตอนนี้สถานการณ์ในหอเริ่มตึงเครียด เสียงบ่นดังแว่วมาจากห้องอื่น ๆ พลเริ่มรู้สึกว่าการมั่นใจในตัวเองอาจจะไม่พาไปสู่ชัยชนะเสมอไป พลกับแมนเดินวกกลับขึ้นไปที่ห้องของโต้ง ซึ่งเจ้าของกุญแจตัวจริงกำลังนั่งเล่นเกมเครียด ๆ
“โต้ง กุญแจอยู่ไหนอ่ะ มึงให้ใครคนสุดท้าย?” แมนส่งเสียงแบบหงุดหงิดแต่ใจเย็นไม่ได้ โต้งขมวดคิ้ว “กูว่า กูเอาไปไว้ในตะกร้าผ้าซัก กะว่าปลอดภัยที่สุด เดี๋ยวจะเดินไปดูให้…”
ทั้งหมดยกขบวนไปยังห้องซักผ้า ซึ่งแน่นอนว่าตะกร้าเปล่าเปลือยโล่งโจ้ง กุญแจก็ไม่มี พลทำเป็นเท่ห์บอก “มันถูกขโมยไปแน่ เชื่อฉัน! ฉันจะจับหัวขโมยมาให้ได้!” แมนทำหน้าอึ้ง “เมื่อไรมึงจะเลิกโทษคนอื่น ถามจริงมึงทำของหายเองบ้างป่ะ?”
ไร้เงาของกุญแจ ความป่วนปั่นลุกลามไปสู่การตั้งข้อสันนิษฐานแบบสุดโต่ง ใครบางคนอาจจะหยิบไปขายร้านรับซื้อของเก่า หรือไม่ก็กลุ่มเด็กปีหนึ่งเอาไปห้อยกระเป๋าแฟชั่น พลยังคงลากแมนไปถามเพื่อนคนนั้นคนนี้ทั่วหอแบบไร้จุดหมาย จนสุดท้ายทั้งคู่ก็ต้องหยุดพักเพราะเริ่มจะหมดแรง
ในห้องน้ำรวม พลกับแมนยืนวิเคราะห์กันอีกรอบท่ามกลางเสียงก๊อกน้ำพรมน้ำใส่กันเบา ๆ แมนสบตาพลแล้วพูดว่า “มึงเชื่อยังว่าของหายไม่ใช่แค่เพราะมีขโมยเสมอไป มึงไปหาใหม่เถอะ อย่าเดาว่าใครผิดก่อน”
พลนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนหัวเราะออกมาแบบแหย ๆ “ก็… กูลนไปหน่อย กลัวพังหอว่ะ เออ…โอเค” วิบากกรรมยังไม่จบ ก๊อกน้ำในห้องน้ำดันรั่วหนักพอดี กลายเป็นน้ำท่วมขังอย่างกะน้ำหลาก แมนร้อง “เฮ้ย! คราวนี้ได้พังจริงละ!”
พลจึงรีบบอกให้แมนปิดวาล์วน้ำข้างหลัง แต่แมนอ่านป้ายผิด เข้าใจว่าเปิดวาล์วจะปิดน้ำ สุดท้ายน้ำพุ่งกระจายกว่าเดิม สองคนร้องบอกกันโกลาหล ระหว่างนั้นมีเสียงตะโกนจากคนห้องข้าง ๆ “พี่ ๆ ขออาบน้ำแป๊บเดียวได้ไหม จะสอบ!”
สถานการณ์บานปลายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งคู่ตะเกียกตะกายออกจากห้องน้ำเปียกโชก โรงละครแห่งการเข้าใจผิดยังไม่จบ คืนยังอีกยาว
แมนบ่น “ดูดิ จากกุญแจหายกลายเป็นห้องน้ำท่วม กูว่าถ้าเดินผ่านหลังตู้เย็นแล้วไฟดับนี่ไม่น่าแปลกนะ” พลหัวเราะแห้ง ๆ “ถ้าไฟดับจริงยังดี กูจะได้หลบสายตายาม”
ระหว่างพยายามเช็ดตัว พลเกิดไอเดียใหม่ “ถ้ากุญแจอยู่กับโต้งตอนซักผ้า… หรือจริง ๆ มันหล่นในเครื่องซัก!” แมนกระโดดด้วยความดีใจสุด ๆ “อย่างนี้ต้องลอง!” พากันไปรื้อเครื่องซักผ้ากลางคืนด้วยความตื่นเต้น
ขณะทั้งคู่กำลังพยายามล้วงดูใต้ถังซัก เด็กปีหนึ่งคนหนึ่งเดินเข้ามาสะกิด “พี่ ๆ ใช้เสร็จยังฮะ ผมจะซักชุดนอน” แมนหอบเหนื่อยตอบปฏิเสธไปแบบไม่ฟังคำถาม ด้านพลยังล้วงมือเช็คทุกซอก “สนใจจะช่วยหาไหม น้องได้ผลงานจิตอาสาเลยนะ!”
เสียงจากลำโพงหอพักดังขึ้น “แจ้งข่าว ห้องรวมจะเปิดอีกชั่วโมง ตอนนี้ใครเจอกุญแจฝากไว้ที่กล่องรับของหอด้วยครับ” พลกับแมนสบตากัน รู้ตัวว่าเดินอ้อมโลกมาตั้งนานด้วยความเข้าใจผิด ฐานข้อมูลความมั่นใจหลุดลุ่ย แมนถอนใจยาว ๆ
ระหว่างเดินกลับห้อง ทั้งคู่เจอโต้งนั่งกอดหมอนอยู่ที่บันไดโต้งสีหน้าอึน ๆ “เมื่อกี้ในกระเป๋าดินสอผมเองว่ะ…เมื่อวานเผลอหยิบผิด อายว่ะบอกตรง ๆ”
พลกับแมนแทบทรุด ตัวต้นเหตุอยู่กับคนที่ทุกคนมองข้าม พลหัวเราะเสียงดังทีเดียว “สรุป… รอบนี้ไม่มีใครผิดเลยเว้นแต่เราเองที่คิดมากเกิน”
แมนยิ้มแบบโล่งอก “ต่อไปกูจะไม่หลงกลทฤษฎีสมคบคิดของมึงแล้ว” พลพยักหน้าสะอึกสะอื้นหัวเราะ “ส่วนกู…จะเลิกมั่นใจในอะไรที่ไม่มีหลักฐานก่อน!”
ทั้งหมดเดินกลับห้องอย่างเหนื่อยล้าแต่หัวเราะคิก มิตรภาพแน่นแฟ้นขึ้นกว่าเดิม โต้งเดินมาส่งกุญแจที่ห้องฝากไว้ในกล่องล็อกแบบเคร่งขรึม แมนยิ้มมองรอบตัวก่อนเปรยเบา ๆ “คืนนี้ใครยังไม่ได้อาบน้ำคงต้องรอสักพัก ห้องน้ำท่วมวุ่นวาย” พลเสริม “ดีนะไม่หายเหมือนกุญแจ ไม่งั้นวิ่งทั้งหอ”
เสียงหัวเราะดังคลอตอนปิดไฟ ทุกคนแยกย้ายแต่ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกว่าเดิม คืนอันวุ่นวายจบลงด้วยความเข้าใจผิดและเสียงหัวเราะ พร้อมบทเรียนสำคัญว่าเพื่อนแท้มีไว้ให้เติบโตไปด้วยกัน แม้จะซวยเพราะกันเองก็ตาม
ไฟหอพักค่อย ๆ ดับลง ภายใต้อาคารที่เต็มไปด้วยเรื่องเล็ก ๆ ที่พร้อมจะบานปลายเป็นมหากาพย์ป่วนได้เสมอ